โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP. 8 ทบทวนบุญพิธีจุดประทีป รำลึกถึงสถานลำดับที่ 4

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 4 รำลึกอนุสรณ์สถานวัดโบสถ์บน บางคูเวียง นนทบุรี สถานที่บรรลุธรรม


กิจวัตรครั้งที่ 8 พิธีจุดประทีปที่ลานมหาธรรมกายเจดีย์ คือ วันพุธที่  19 มกราคม 2565 ซึ่งวันนี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิด  113 ปี ของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ นกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย โดยช่วงเช้าจะมีการถวายภัตตาหาร และทำพิธีบุญออนไลน์ผ่าน Zoom มีคณะสาธุชนเข้าร่วมพิธีจากทั่วทุกมุมโลก ช่วงบ่ายเวลาประมาณ บ่ายโมง ก็มีการอัญเชิญมยุรนาวากาศ ประดิษฐาน ณ อาคาร 100 ปี คุณยายฯ ช่วงเวลา 17.30 น เป็นพิธีจุดประทีปครั้งที่ 4 ของพระธรรมทายาท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และพระผู้ปราบมาร เวลา 20.30 น. เป็นพิธีสวดมนต์บทธัมมจักร


เวลา 18.30 น. เริ่มพิธีการจุดประทีปท่ามกลางผู้เข้าร่วมอนุโมทนาบุญจากทั่วทุกมุมโลก ผ่าน Zoom ศูนย์กลางอยู่ที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ ที่มีความสว่างไสวมากที่สุด  เริ่มด้วยประธานสงฆ์ คือ พระครูธรรมธรอารักษ์ ญาณารักโข ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้เริ่มพิธีการจุดประทีปเชื่อมดวงใจสาธุชนทั่วโลก พร้อมคณะสงฆ์หลายพันรูป ที่นั่งประจำทั่วลานโคม พิธีเริ่มด้วยการบูชาพระรัตนตรัย และการปฏิบัติธรรม ให้ทุกคนได้ใจผ่องใส ท่ามกลางกระแสบุญบริสุทธิ์ จากนั้นได้กล่าวคำจุดประทีปโคม และเป็นประธานจุดโคมประทีปเอก พร้อมตัวแทนคณะสงฆ์ 

มีการจุดประทีมโคมลานธรรม ต่อไป ความสว่างไสวของแสงประทีปบนพระมหาธรรมกายเจดีย์และที่ลานธรรม ทำให้ดวงใจทุกดวงของคณะพุทธบริษัทมีความปลื้มปีติ และเบิกบานในใจ มีความสุข กล่าวคำสาธุการไปทั่วโลก น้อมถวายบูชาพระพุทธเจ้า พร้อมกับการกล่าวคำสรรเสริญพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร และได้อธิษฐานจิต ก่อนอ่านทบทวนโอวาทคุณครูไมใหญ่ พร้อมเปิดคลิปวิดีโอทบทวนบุญการเดินธรรมยาตรา ปีที่ 8 ที่ไปสถานที่จริงของวัดโบสถ์บน ต่อเนื่องด้วยเล่าเรื่องราวพระผู้ปราบมารให้สาธุชน ทั่วโลกฟัง

ต่อจากนั้น ก็ได้เรียนเชิญคณะสงฆ์ทั่วโลกได้สวดพุทธมนต์ พร้อมกับกราบเรียนเชิญญาติโยมทั่วโลกได้ร่วมกิจวัตรการสวดมนต์ และนำนั่งสมาธิ น้อมนำใจทุกคนสู่พลังมวลแห่งความบริสุทธิ์

แสงแห่งโคมประทีปได้จุดสว่างไสว แปรเป็นอักษรภาพเป็นรูปสถานที่ลำดับที่ 4 ที่บรรลุธรรม เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และผู้ปราบมาร พุทธบริษัทได้รำลึกถึงอนุสรณ์สถานวัดโบสถ์บน บางคูเวียง 

 

งานบุญครั้งต่อไป คือ วันเสาร์ที่ 22 และ วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2565


 

ทบทวนโอวาท รำลึกถึงสถานลำดับที่ 4 สถานที่บรรลุธรรม ที่ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง วันพุธที่ 19 มกราคม 2565

โดย พระครูธรรมธร อารักษ์ ญาณารักโข ได้อ่านทบทวนโอวาท ว่า...วันนี้ เป็นวันดีเป็นวันสว่าง วันพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ที่เราได้พร้อมใจกันถวายความกตัญญูบูชาครูวิชชาธรรมกาย ในอนุสรณ์สถานวัดโบสถ์บน บางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 

อุโบสถวัดโบสถ์บน บางคูเวียง จัวหวัดนนทบุรี แห่งนี้เป็นสถานที่บังเกิดขึ้นด้วยกายธรรมของท่าน ด้วยการสละชีวิต "ไม่ได้ ตายเถอะ" นิ่งอย่างเดียว จนกระทั่งท่านได้บรรลุธรรมกาย ซึ่งมีอยู่ในตัวของท่าน และท่านก็ค้นพบว่า พระธรรมกายนี้ก็มีอยู่ในตัวของทุกคน ต่อจากนั้นท่านก็ได้นำแสงสว่างมาสู่ชาวโลก หลวงปู่ฯท่านเป็นผู้เปิดโลกนี้ให้สว่างไสวด้วยพระรัตนตรัย พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านช่วยปิดประตูอบาย และเปิดหนทางสวรรค์ และพระนิพพานให้กับเรา

ดังนั้นในวันนี้ เราต้องตั้งใจปฏิบัติธรรม บูชาธรรมให้เป็นพิเศษ เพื่อจะได้เป็นทางมาแห่งมหากุศลอันยิ่งใหญ่ของเรา การบูชาบุคคลที่ควรบูชาสูงสุด แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อมหาปูชนียาจารย์ และยังเป็นการประกาศพระคุณของท่านให้ชาวโลกได้ประจักษ์ว่า ท่านมีความสำคัญอย่างไรต่อโลก ซึ่งต่อไปในอนาคต เมื่อชาวโลกได้มาศึกษาเรียนรู้ ประวัติการสร้างบารมีของหลวงปู่ โดยศึกษาตามเส้นทางของมหาปูชนียาจารย์ เขาก็จะเกิดแรงบันดาลใจ ในการที่จะสร้างบารมึ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว แล้วชีวิตของเขาก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เจริญขึ้น คือจะพบกับความสุขที่แท้จริง แล้วการขยายงานสร้างสันติสุขที่แท้จริง ก็จะได้รับการสานต่อ

การขยายความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเรื่องราวเกี่ยวกับวิชชาธรรมกายก็จะได้รับการสืบทอดกันต่อไป รุ่นแล้วรุ่นเล่า เราเองก็จะได้มีส่วนแห่งบุญในการที่จะทำให้ชาวโลกได้รับรู้ ได้รู้จัก ได้พบกับความรู้อันระเสริฐที่แท้จริงนี้ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเราท่านเป็นผู้ที่ชี้ทางที่เข้าถึงสรณะอันประเสริฐ คือ พระธรรมกายที่อยู่ภายในตัวของเรา ดังนั้น ท่านจึงเป็นผู้มีพระคุณต่อเราและชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง 

บุคคลผู้ที่ให้สรณะ เป็นที่พึ่ง ที่แท้จริง คือว่า เป็นบุคคลผู้ที่ควรบูชาอย่างยิ่ง ในวันนี้ เราก็มาตามระลึกถึงพระคุณของท่าน และมาพร้อมเพรียงกันสร้างประวัติศาสตร์ชีวิตอันงดงาม สิ่งที่ได้แสดงออกมานี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับคุณธรรม คุณวิเศษอันยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องเดินตามรอยเท้าท่าน โดยปฏิบัติให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่า ปฏิบัติบูชาอย่างแท้จริง

ให้หมั่นระลึกถึงหลวงปู่ฯพระผู้ปราบมาร ท่านจะได้กลั่นจิต กลั่นใจของเรา นึกถึงท่านด้วยความเคารพบูชาเทิดทูนท่าน ด้วยจิตใจที่เลื่อมใส ในปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติของท่าน ที่ท่านสละชีวิตที่โบสถ์ วันโบสถ์(บน)นี้แหละ ในกลางพรรษาที่ 12 "ไม่ได้ ตายเถอะ" นิ่ง อย่างเดียว เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป "ไม่ได้ ตายเถอะ นิ่ง อย่างเดียว" 

ลูกทุกคนมีบุญมาก ได้มาสถานที ที่ท่านได้บรรลุธรรม เราก็ปฏิบัติให้ได้บรรลุธรรมตามท่าน จึงจะเป็นปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกอกถูกใจท่านนักทีเดียว  บุญที่จะเกิดขึ้นก็ยิ่งใหญ่ไพศาลนัก ดังนั้น ให้นิ่งอย่างเดียวกันนะ

นี้คือการทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ โดยพระธรรมธรอารักษ์ ญาณารักโข


วิชชาธรรมกายทำให้มีความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา

หลังจากนั้นพระครูธรรมธรอารักษ์ ญาณารักโข ท่านก็ได้ขยายความดังว่า...

เส้นทางธรรมยาตรา เป็นการประกาศพระคุณหลวงปู่ฯผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่มีโครงการนี้เพราะว่าคุณครูไม่ใหญ่ท่านได้มองเห็นว่าจะทำให้เราได้บุญมาก และที่ตอบแทนคุณงามความดีของหลวงปู่ฯก็เพราะว่า วิชชาธรรมกายทำให้เราเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกฎแห่งกรรม การระลึกชาติ นรกสวรรค์มีจริง ภพภูมิมีจริง สิ่งนี้คือการสืบทอดต่อๆ กันมา หากใครได้มีโอกาสมาวัดพระธรรมกายในช่วงที่มี "ฝันในฝันวิทยา"  ซึ่งเป็นรายการดังมาก เมื่อมีรายการเกิดขึ้นทุกคนก็ดีใจเพราะว่าทำให้เราได้ศึกษาเรื่องราวตัวเอง ของสหธรรมิตร ของผู้นำบุญ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เราหายสงสัยหมด 

บทเพลงของคุณครูไม่ใหญ่มีเนื้อเพลงว่า...เรื่องกฎแห่งกรรม จะต้องตอกย้ำจำในใจ เกิดการละชั่ว ทำแต่ความดี ชีวิตหลังตายจะได้ไปสู่สวรรค์ เป็นสิ่งที่ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในวังวน หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้ใครสักคน "ไม่มีใครพ้นเรื่องกฎแห่งกรรม" แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวดาที่มีฤทธิ์เลิศล้ำ ล้วนแต่มีผลแห่งการกระทำ ชีวิตตกต่ำหรือสูงส่งเพราะบาปหรือบุญ ถ้าใครใจหมอง ต้องไปอบาย มีทุกข์มากมายเพราะบาปค้ำจุน ถ้าใครใจใสเพราะได้ทำบุญ บุญก็เกื้อหนุนให้ไปสู่ที่สุขสบาย ...เรื่องกฎแห่งกรรม ใครเชื่อเหตุผล คนนั้นเชื่อกฎแห่งกรรม....

เป็นเพลงที่เกิดขึ้น ในช่วงนั้น ซึ่งเมื่อเปิดรายการขึ้นก็มีเพลงนี้ ทำให้ญาติโยมชอบมาก เราจะได้ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมของแต่ละท่าน ทำให้เรารู้ว่า มีหมดทุกเรื่องราว "ตายแล้วไม่สูญ" ตายแล้วไปไหนต่อ จะไปสวรรค์ ไปนรก มีจริงๆ หมด บนโลกมนุษย์มีอายุขัยประมาณ 75 ปี ถึง 100 ปี แต่หลังการตายมันยาวนานมาก ถ้าเราเป็นเทวดาก็จะมีอายุเป็นร้อยล้าน เป็นพันล้านปี ส่วนในนรกระยะเวลายาวนานกว่าเทวดาอีก  และชีวิตบนโลกมนุษย์ก็ไมได้บังเอิญ มันมีเบื้องหลังที่มาจากบุญและบาปที่เราสะสมมา

ชีวิตในสังสารวัฏก็จะมีแต่บุญและบาปเท่านั้น ทั้งหลวงปู่ฯ คุณยายฯ หลวงพ่อฯ ท่านได้พูดเสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาเรื่องราวนี้ให้ดี ๆ แต่การที่ทำให้เราพิสูจน์เรื่องนี้ได้ "เราต้องเข้าถึงวิชชาธรรมกาย" เพราะจะทำให้เราพิสูจน์เรื่องราวต่าง ๆ ได้หมดเลย สิ่งนี้ต่างหากที่วิชชาธรรมกาย จากหลวงปู่ มาถึงคุณยายฯ มาถึงหลวงพ่อฯ กระทั่งเราได้เรื่องรู้สิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ที่เราต้องประกาศคุณงามความดีเพราะว่าพระคุณท่านมหาศาล และทำให้ชาววัดพระธรรมกาย ทุ่มเทในการสร้างบุญสร้างบารมีเหลือเกิน เพราะเราเชื่อในบุญ เพราะเชื่อจึงทุ่ม ทุ่มมหาศาลเลย และรู้ว่ากายมนุษย์เป็นกายเดียว เป็นภพพิเศษในการสร้างสมบุญบารมี ภพอื่นนั้นเป็นภพใช้ผล ภพมนุษย์นั้นเป็นภพพิเศษ กายมนุษย์นั้นทำให้เราสร้างสมความดีได้มาก 

หากเราเป็นเทวดา เป็นภพเสวยสุข แต่ว่าได้บุญเล็กน้อย แต่ภพที่สร้างบุญเพิ่มเติม ต้องภพมนุษย์เท่านั้น และระหว่างภพมนุษย์นั้น ก็มีบุญ มีบาปอยู่เบื้องหลัง พอเราศึกษาเรื่องนี้ ฟังคุณครูไม่ใหญ่สอน เรายิ่งมีกำลังใจ เข้าใจเรื่องราวของชีวิตก็จะมีกำลังใจ การที่เราได้มาเจอกัน และมาสร้างบุญ ก็เพราะว่าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้

แต่บุคคลที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ หากย้อนกลับไปก็คือ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ วันที่สำคัญก็คือ วันเพ็ญเดือนสิบ วันนี้วิชชาธรรมกายได้สูญหายจากโลกไปยาวนานมากกว่า สองพันกว่าปี แต่อาศัยบารมีธรรมของหลวงปู่ฯ ค้นคืนมาได้

 

หลวงปู่ฯหลังจากที่บวชแล้ว เหตุที่ท่านบวชคือ ตอนอายุ 19 ปี ผ่านคลองบางนางแท่น เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญ ทำให้หลวงปู่ฯเห็นเป้าหมายชัดเจน เหตุการณ์บางนางแท่น ทำให้ท่านตั้งเป้าหมายชีวิตชัดเจนว่า เหลือเป้าเดียว คือ การบวชตลอดชีวิต เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย และหลังจากนั้นท่านก็เร่งลัดในการทำมาหากิน เป้าหมายคือเพื่อหาทรัพย์ก้อนใหญ่ ใหญ่เพียงพอที่จะเลี้ยงโยมแม่ได้ตลอดชีวิต เมื่อท่านตั้งเป้าแล้ว ก็มุ่งสู่เป้าหมาย 

หลวงปู่ฯท่านคิดว่า ท่านบวชตั้งแต่อายุ19ปีนะ จริงๆ ตามธรรมวินัยคือ 20 ปีขึ้นไป พอ 22 ปี ท่านก็จึงบวชจริง แต่ในใจหลวงปู่ฯ ท่านถือว่า 19 ปี ท่านได้บวชแล้ว และก็มุ่งไปสู่การบวชอย่างเดียว เหลือเพียงเป้าเดียว และท่านก็สมหวังตอนอายุ 22 ปี  กายที่หลวงปู่ได้มา เป็น "กายพระสงฆ์ " ได้มานี้ สำคัญ เพราะกายนี้ทำให้สามารถไปค้นธรรมะที่ลึกซึ้ง ความจริงที่ถูกปิดบังไว้ ต้องกายพระสงฆ์เท่านั้น เหล่าพระธรรมยาตราที่ได้กายนี้ถือว่า สำคัญนะ ต้องมีบุญเยอะถึงได้มาบวช

แต่การที่หลวงปู่ฯจะมาค้นวิชชาธรรมกายได้ ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีใครมาบอก ต้องค้นเอง ท่านก็อาศัยทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ท่านอาศัยตำรับตารำและทฤษฎี และครูบาอาจารย์ที่รู้จริง ในด้านคันถธุระ ด้านปริยัติ ท่านก็เอาจริง หลังจากที่ท่านบวชที่วัดสองพี่น้องท่านก็ศึกษา ท่านก็เจอในบทสวดมนต์อยู่คำหนึ่งว่า "อวิชชา" ก็ไปถามพระรุ่นเก่า ๆ ท่านหล่านั้น ก็แปลไม่ออก เพราะคำนี้ เขาไม่แปลกัน ถ้าอยากรู้ไปกรุงเทพ หลวงปู่จึงไปศึกษาที่กรุงเทพ คือวัดพระเชตุพล หรือวัดโพธิ์ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตามตำรา พร้อมกับผูกใบลานติดตัวไปด้วย ที่ว่า ปฏิปฐาน 4 ที่พูดถึง " ตามเห็นกาย ในกาย มีเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม" ท่านตั้งใจว่า แปลได้เมื่อไร ก็จะหันมาสู่การปฏิบัติ กว่าจะแปลบทนี้ได้ ก็ใช้เวลา 11ปี

ในระหว่างที่ท่านเรียนหนังสือ ด้วยความตั้งใจจริง เมื่อว่างจากการเรียนพระปริยัติ ท่านก็จะไปกราบครูบาอาจารย์ คือ การเข้าสู่ที่ปฏิบัติ พระอาจารย์องค์แรกคือ พระอาจารย์โหน่ง คือ พระผู้สวดของท่าน พระผู้สาวนาจารย์ เป็นผู้สอนกรรมฐานครั้งแรกให้ท่านก่อน ที่วัดสองพี่น้อง และครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ ท่านก็จะไปหา ทำให้เรานึกถึงเจ้าชายสิทธัตถะก็เหมือนกัน ก่อนที่จะบรรลุธรรมในวันวิสาขบูชา ท่านก็ไปหาครูบาอาจารย์ ในตาราบอกไว้ สองอาจารย์ คือ อุทกดาบส และ อาฬารทกดาบส หลวงปู่ฯก็เหมือนกัน ก็ต้องไปหาครูบาอาจารย์

นอกจากหลวงพ่อโหน่ง ก็ไปเจอหลวงพ่อเหนียม สุพรรณบุรี และเจ้าคุณบุญเอียม พระอาจารย์สิทธารามที่มีวิธีการนั่ง แบบมัฌชิมา ที่สำคัญสองท่าน ที่ท่านได้เหมือนครูบาอาจารย์คือ พระครูญาณวิรัตน์(โป้ วัดโพธิ์) พระอาจารย์สิงห์ วัดละครธรรม สำคัญตรงนี้

พระอาจารย์สิงห์สอนให้หลวงปู่ฯเข้าถึงดวงธรรมใสๆ ที่อยู่ในกลางกาย พอทำได้แล้ว ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่า "มาอยู่ช่วยกันสอนเถอะ" ท่านบอกว่า ธรรมะเพียงเล็กน้อยจะไปสอนใครได้ ท่านก็ไม่รับ แล้วก็แสวงหาต่อ ในประวัตินั้น บอกว่า พอหลวงปู่ฯว่างจากการเรียนแล้ว ไปหาครูบาอาจารย์ต่างๆ แล้ว ท่านยังเดินธุดงค์ด้วย เดินธุดงค์ 2 รอบ ระหว่างที่เดินก็จะเจอครูบาอาจารย์ที่ดีๆ ใครเก่งเรียนไหน หลวงปู่ฯก็ไปศึกษาวิชชาหมดเลย ในช่วงนั้นท่านได้ศึกษาหลายวิชา เช่น วิชาโหราศาสตร์ วิชาหุ่นยตร์ และอื่นๆ เจอครูดี ๆ มากมาย และท่านก็ทำสำเร็จด้วย

ในครั้งที่เดินธุดงค์ ท่านเดินธุดงค์ไปถึงสุพรรณบุรี ไปเลือกวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดกึ่งร้าง เป็นที่ปฏิบัติธรรม มีอยู่วันหนึ่ง มีเด็กเอาควายมาเลี้ยงในบริเวณที่ท่านอยู่ธุดงค์ ท่านก็เตือนเด็กว่า อย่างมาทางนี้ เพราะใต้แผ่นดินมีพระพุทธรูป เด็กไม่เชื่อ ท่านจึงให้เด็กขุดดู ปรากฎว่าเห็นพระพุทธรูปเต็มอยู่ใต้พื้นดิน ทำให้ชาวบ้านแตกตื่น ว่า หลวงปู่ฯบอกแม่นมาก ท่านจึงชวนชาวบ้านมาปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปนั้น กลางคืนก็เทศน์ และคนก็มาฟังธรรมเยอะมาก เพราะสมัยก่อนหาเยอะ ที่คนจะเห็นอะไรใต้แผ่นดิน ปรากฎ ว่า ดังมาก ทำให้ผู้ว่ามณฑลฯนครไชยศรี เป็นกังวล คือ กลัวว่าจะเป็นการซ่องสุมผู้คน ก็เลยไปฟ้องครูบาอาจารย์ท่าน พระผู้ใหญ่ในพระเชตุพล เป็นเจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญ เรียกตัวหลวงปู่ฯออกจากพื้นที่ คือ ยังซ่อมไม่เสร็จแต่มีคำสั่ง ท่านก็มีความเคารพ จึงออกจากพื้นที่ และเดินทางไปวัดสองพี่น้อง แม้ว่าไปไหน ท่านก็ทำให้แผ่นดินนั้นมีแต่ความเจริญ เมื่อไปที่วัดสองพี่น้อง จัดการเรียนการสอนศีลธรรมขึ้นที่วัดสองพี่น้อง และกลับมาที่วัดพระเชตุพลอีกครั้ง และก็มุ่งศึกษาตำรับตำราไปเรื่อยๆ 

 

กระทั่ง 11 พรรษาผ่านไป ท่านก็แปลบทสำคัญ มหาปฏิปฐาน4 ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้างใจท่านมานาน ก็ได้จบลงแล้ว การที่จะเข้าสู่การบรรลุธรรมได้ คือ ไม่มีอะไรติดใจ เช่นโยมแม่ก็ไม่ต้องห่วงแล้ว เส้นทางการศึกษาเข้าหาครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ก็รู้วิธีการแล้ว ตำราในพระคัมภีร์ต่าง ๆ ก็อ่านมาแล้ว พูดง่ายๆ คือ หลวงปู่ฯมีความรู้พอที่จะค้นคืน และท่านก็เดินทางมาที่วัดโบสถ์บน มาทำไม ก็เพราะว่า จริง ๆ แล้ว วัดโบสถ์ หลวงปู่ฯท่านเคยมาก่อน เนื่องจากมีหลวงพ่อนก ที่อยู่วัดโบสถ์ ท่านก็มาวัดโพธิ์บ่อย ๆ เหมือนกัน ท่านก็คุ้นกัน และก็นิมนต์หลวงปู่ฯ ไปช่วยเทศน์ช่วยสอน ที่วัดโบสถ์ สมัยก่อน มีลักษณะเหมือนป่า มีความสงบ หลวงปู่ฯท่านก็ชอบ คงอยู่ในใจท่านที่จะมาที่นี้ อีกประการหนึ่ง คือ นึกถึงพระคุณท่านเจ้าอาวาสชุ่มที่เคยมอบตำราเรียนให้ไว้ ซึ่งตำราเรียนสมัยก่อนนั้น เป็นตำราเรียนที่หายยาก ไม่ใช่สมุดเป็นเล่มๆ มันต้องจารด้วยใบลานซึ่งมันหายาก พอได้มาหลวงปู่ฯก็ดีใจ ก็ระลึกถึงพระคุณนี้ เป็นสองเหตุผล

พอพรรษาที่ 12 จึงขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพล ขอไปจำพรรษาที่นี้ คือวัดโบสถ์บน กลางพรรษาที่ 12 นั้นเอง หลวงปู่ฯ ก็เข้าถึงธรรมในวันนั้น ในปะวัติบอกไว้ว่า ตอนเช้าท่านไปบิณฑบาต และลงฉัน ใจท่านก็มีความสุข และตั้งใจว่า วันนี้จะนั่งธรรมะถึงเพล ถ้าไม่มีเสียงระฆังเพลดังขึ้นจะไม่ลุกจากที่ แต่แปลก พอตั้งสัจจะ ความเมื่อยก็มา เหมือนว่ากระดูกจะแตก แต่ท่านก็สู้ นั่งภาวนาต่อไป จนผ่านพ้นไป ทำใจได้สงบนิ่ง จนเห็น "ดวงใสๆ" วันนั้นเวลาฉัน ก็มีความสุข พระเพื่อน ก็มองว่า ทำไม ท่านมีความสุข ท่านก็ตอบว่า กำลังตรึกธรรมะอยู่ และคืนนั้นหลวงปู่ฯจึงมีความมั่นใจ หลังจากลงปาฏิโมกข์ ซึ่งฝนก็ตกเป็นห่าใหญ่คล้ายกับว่า เป็นนิมิตรหมายที่ดี ว่า สิ่งที่สูญหายจะกลับคืนมาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง ในคืนนั้นหลวงปู่ก็กราบขอพรพระพุทธเจ้า เพราะท่านตั้งใจไว้แล้ว ว่า "เป็นไงเป็นกันไม่ได้ตายเถอะ" ท่านก็กราบพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานในโบสถ์ ขอพร... "ขอพระองค์ทรงประทานธรรม แม้เพียงเล็กน้อย อย่างง่ายให้ด้วย ถ้าไม่เป็นประโยชน์แล้ว เป็นโทษก็อย่างประทานเลย ถ้ามีประโยชน์แล้ว ก็ขอทรงประทานเถอะ จะเป็นทนายแก้ต่างให้กับพระศาสนา " และท่านก็ตั้งใจว่า วันนี้เป็นไงเป็นกัน ยอมตาย 

จากนั้นท่านก็ไปเอาน้ำมันก๊าซมาเขียนวง เพราะฝนตกมดก็มาเยอะ ไต่มาตามร่องไม้ ท่านขีดไปได้ครึ่งวง และนึกได้ว่า ก็เราจะสละชีวิตแล้ว ห่วงอะไรกับมด จึงไม่ได้ขีดต่อ แล้วจึงนั่งปฏิบัติธรรม ตั้งแต่เช้าท่านก็เห็นดวงใส ๆ มาตลอด และก็เห็นสว่างไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร พอค่อนคืนผ่านไป ประมาณตีหนึ่ง ตีสอง ก็มีเสียงดังขึั้นตรงกลาง ว่า "มัฌชิมาปฏิปทา" และก็มีจุดสว่างตรงกลางดวง หลวงปู่ฯเห็นนัยยะ ก็เอาใจสอดลงไปตรงกลางดวง ก็พบทางเข้าไปเรื่อย ๆ ผ่านเข้าดวงธรรม ในดวงธรรม กายในกาย จนกระทั่งสุดท้ายเป็นกายพระปฏิมากรเกศดอกบัวตูม ท่านก็เลยรำพึง " มันยากอย่างนี้นี่เอง เห็น จำ คิด รู้ ต้องรวมเป็นจุดเดียวกัน ดับแล้วจึงเกิด " คืนนั้น ท่านก็ทบทวนธรรมะไปจนถึงเช้า ในสมาธินั้นท่านก็เห็นว่า ซึ่งอีก 1 เดือนจะออกพรรษา ท่านก็ทบทวนธรรมะไป ทบทวนมา ยิ่งทบทวนก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งไปตรวจทานในพระคัมภีร์ ก็พบว่า มีจริง มีตัวตนจริง ปรากฎในปฏิปฐาน 4 ชัดเจน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

ในช่วงพรรษานั้น ท่านก็เห็นในสมาธิว่า มี พระ 3 โยม 4 ที่จะสามารถบรรลุธรรมตามได้ อยู่วัดบางปลา พอพรรษาเสร็จ ท่านก็รีบไปเลย เจอจริง ๆ และ ก็สอนจน พระ 3 โยม 4 ได้เข้าถึงธรรมะ หลังจากนั้น หลวงปู่ฯก็กลับไปวัดสองพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง ท่านระลึกถึงพระคุณพระอาจารย์ดี วัดประตูศาล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ และยังเป็นผู้สอนสมาธิให้กับหลวงปู่ฯ ตั้งใจจะไปตอบแทนพระคุณท่าน แต่พอดีพระอาจารย์ดี ท่านได้มรณภาพแล้ว หลวงปู่ฯจึงสอนญาติโยมที่นี้ ปรากกฎว่า ญาติโยมชอบมาก คนมาเยอะมากขึ้น ทำให้ถูกเพ่งเล็ง จนสุดท้ายก็โดนฟ้องไปอีก และสมเด็จฯวัดพระเชตุพล ที่เป็นเจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญ ได้หาสถานที่ที่ให้หลวงปู่ฯลงหลักปักฐาน ตอนนั้น หลวงปู่ฯได้กลับไปที่วัดสองพี่น้องอีกครั้ง ช่วงนั้นจึงถูกเรียกตัวไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 

เมื่อท่านไปถึงวัดปากน้ำ สมัยนั้น เป็นวัดเล็กๆ และโทรม หลวงปู่ฯไปถึง ตามคำสั่งเจ้าคณะอำเภอฯ ท่านก็ได้แจ้งสมาชิกผู้ที่อยู่วัดปากน้ำ ว่า ขอให้พระที่อยู่เก่าให้ความร่วมมือด้วย ที่ผ่านมาไม่ว่ากัน แต่ต่อไปก็ขอให้ความร่วมมือด้วย ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ ก็ขอให้อยู่เฉย ๆ อย่าขวาง และเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย และท่านก็ต่อสู้มาเยอะมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนมาลอบยิงท่าน ขณะที่ลูกศิษย์ท่านกำลังขึ้นเทศน์ เสียงปืนก็ดัง ปัง...ทะลุจีวรหลวงปู่ฯแต่ไม่โดนท่าน พระที่กำลังเทศน์ก็พูดขึ้นด้วยคำว่า "เอวัง โหตุ ด้วยประการ ฉะนี้" แล้วก็รีบลงจากเทศน์ สุดท้ายท่านก็ได้ปรับปรุงวัดปากน้ำได้มั่นคงแข็งแรง

พุทธศักราชที่หลวงปู่ฯเข้าถึงธรรม คือ พ.ศ. 2460 วัดโบสถ์บน บางคูเวียง คือวันเพ็ญเดือน10 และวันเพ็ญ คือ เป็นผังของฝ่ายพระ ถ้าพระพุทธเจ้าคือวันเพ็ญเดือน6 การตรัสรู้ธรรมต้องวันเพ็ญ ของหลวงปู่ฯก็คือ เพ็ญเดือน 10 วิชชาธรรมกายจึงกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง

อีก 6 ปีต่อมา หลวงปู่ฯ ท่านก็รู้ว่า ท่านเป็นใคร ตามที่น้าองุ่น(ปัจจุบันคือหลานหลวงปู่ฯที่ยังมีชีวิตเป็นพยานบุคคลที่มีชีวิตได้เจอหลวงปู่ฯในขณะนั้น ได้พูดไว้ และ อาจารย์ลือพงษ์ก็ได้ไปสอบถาม)ได้บอกว่า มีครั้งหนึ่งหลวงปู่ฯซั้ว ซึ่งเป็นพระวัดสองพี่น้องที่หลวงปู่ฯคุ้นเคย มาอยู่ด้วยที่วัดปากน้ำ และนอนกุฏิเดียวกัน หลวงปู่ฯซั้วบอกว่า หลวงปู่ฯรู้ตัวเอง รู้เรื่องของฉากหลัง ว่า "มาร" มันอยู่เบื้องหลัง ก่อนเปิดโรงงานทำวิชชา 8 ปี ซึ่งเป็นปี พ.ศ. 2474 ถ้า 8 ปี ก็ พ.ศ. 2466 ที่หลวงปู่ฯรู้ตัวว่า คือใคร ตอนนั้นอายุประมาณ 39-40 ปี หลวงปู่ฯบวช อายุ 22 ปี เข้าถึงธรรมะเมื่ออายุ 33 ปี และไปรู้ฉากหลังทั้งหมด อีก 6 ปี คือ อายุ 39 ปี ท่านรู้ตัวเลยว่า ท่านเป็นใคร และต้นพรรษานั้น ก็บอกเลยว่า "พระต้นธาตุ" ให้ท่านมาปราบมาร เราจึงให้ชื่อท่านว่า " พระผู้ปราบมาร " 

เนื่องจากว่า ในการปราบมาร จะต้องมีทีม หลวงปู่ฯจึงตามทีม พวกเรานี้(ผู้ฟังขณะนั้นคือหมายถึง พระธรรมทายาท พุทธบริษัทที่เข้ามาร่วมพิธีต้อนรับพระที่วัดเและผ่าน Zoom )ก็คือ เป็นทีมอีกทีมหนึ่ง หลวงพ่อฯ ก็ตามมา แต่ทีมมีพร้อมในเบื้องต้น ใน ปี พ.ศ. 2474 ก็ได้เริ่ม "ทำวิชชา" สู้รบกับพญามาร

วันนี้วันเกิดคุณยายฯมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง คือวันพุธที่ 19 มกราคม อยากให้พวกเราทราบเพราะจะโยงมาถึงพวกเรา คุณยายฯมาเจอธรรมะ มาเจอวิชชาธรรมกาย บุญละเอียดไม่เหมือนหลวงปู่ฯ

หลวงปู่ฯต้องผ่านความตายที่คลองบางนางแท่นก่อน ในตอนอายุ 19 ปี แต่คุณยายของเรามีความมุ่งมั่นตอนอายุ 18 ปี มูลเหตุที่แท้จริงคือ ตอนอายุ 12 ขวบมีเหตุการณ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตท่าน คือ พ่อเมาหลับมา พ่อมีฐานะด้อยกว่าแม่ก่อนแต่ง คุณยายฯเป็นคนนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม ท่านมีพี่น้องรวม 9 คน คุณยายฯเป็นคนที่ 5 ลูกคนกลาง มีคืนหนึ่งพ่อเมา พอพ่อเมา แม่ก็มีคำ ๆ หนึ่งที่ พูดแล้ว พ่อจะเงียบ คือ เป็นนกกระจอกอาศัยรังเขาอยู่ คืนนั้นเมา โกรธและจะไปทำร้ายแม่ คุณยายฯซึ่งเป็นลูกสาวที่รักและห่วงแม่ ก็เลยปรามพ่อว่า "พ่อ..แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอก " แทนที่พ่อจะโกรธแม่ กลับมาโกรธคุณยายฯแทน ก็แช่งเลยว่า ให้ลูกสาวหูหนวก 500 ชาติ คนโบราณเชื่อคำ พ่อแม่ว่าศักดิ์สิทธิ์ คุณยายฯก็กลัว สมัยก่อนมักจะไปขอขมากันวันที่จะตาย วันที่พ่อตาย คุณยายฯท่านก็ไปดูแลนา อัธยาศรัยท่านเป็นคนขยันมาก ท่านออกไปดูนาแต่เช้า วันนั้นกลับมาไม่ทัน พ่อสิ้นใจไปแล้ว ลูกคนอื่นได้ขอขมาหมด ยกเว้นคุณยายฯ หลังจากพ่อตาย ท่านก็คิดอยู่อย่างเดียวว่า จะต้องไปหาพ่อให้ได้ 

อีก 6 ปีต่อมา เมื่อคุณยายฯอายุ 18 ปี มีข่าวลือมาถึงนครไชยศรีว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ มีวิชชาไปนรกสวรรค์ได้ จับมือถืแขนเทวดาก็ได้ สัตว์นรกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ลือมาถึงนครไชยศรี อายุ 18 ปี ของยายฯคือ ตรงกับ พ.ศ. 2470 ก็แสดงว่า หลวงปู่ฯเริ่มตามทีมแล้ว ท่านเริ่มตามทีม ปี 2466 แต่ใช้เวลา 4 ปี ข่าวจึงมาถึงคุณยายฯ ในยุคนี้เรามีเฟชบุค ในสมัยคุณยายฯไม่มีอะไร หนังสือพิมพ์คุณยายก็อ่านไม่ได้ เพราะคุณยายฯอ่านหนังสือไม่ออก นึกดูว่า ข่าวจะไปถึงคุณยายด้วยวิธีอะไร ในละเอียดสมาธิหลวงปู่ฯคงตามจี๋อยู่แล้ว ก็เป็นเพราะว่า หลวงปู่ฯเริ่มดังขึ้นแล้ว 6 ปี หลังจากที่หลวงปู่ฯเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ก็คงมีชาวบ้านในจังหวัดนครปฐม ทั้งพระ ทั้งชี ก็ไปเรียน ก็กลับมาเล่า พอข่าวถึงท่าน ท่านก็ตั้งเป้า ท่านไม่ลังเลเลย แสดงว่า คุณยายฯ และ หลวงปู่ฯ ได้ผูกเชื่อมกันมานับภพชาติไม่ถ้วน


สมัยนั้นนครปฐม มีครูบาอาจารย์เก่ง ๆ ดังเยอะแต่พอรู้ข่าวหลวงปู่ฯ คุณยายฯก็ปักธงแน่นเลยว่า จะต้องไปวัดปากน้ำให้ได้ ของหลวงปู่ฯคือ ตั้งเป้าตอนอายุ 19 ปีว่าจะบวชตลอดชีวิต แต่คุณยายลำบากกว่าเพราะคุณยายฯเป็นลูกสาว ซึ่งปกติแล้วจะไม่ให้ไปไหน คุณยายฯต้องตั้งใจมาก เพราะสิ้นพ่อแล้วหนี้สินมันเยอะคุณยายฯจึงอยู่ทำนาอีก 8 ปี เพื่อไถ่ตัวเองให้เป็นอิสระจากที่บ้าน นาของคุณยายฯเป็นนาข้าวร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มี หญ้าแย่งข้าวเลย ออกรวงดีมาก ได้เงินมา ได้กำไรมา ได้แผ่นดินมา ได้แก้วแหวนเงินทองมา คุณยายฯยกให้พี่น้องหมด ไม่เอาอะไรไว้สักอย่างหนึ่งเลย จนเห็นว่า ทุกคนมั่นคงดีแล้ว อายุ 26 ปี ซึ่งใช้เวลาหาเงิน 8 ปี แต่หลวงปู่ฯท่านใช้เวลา 3 ปี หาเงินให้โยมแม่ ส่วนคุณยายฯใช้เวลามากกว่านั้น ให้คนอื่นสบาย ขอเพียงได้ไปกรุงเทพฯ ทุกคนก็อาลัยอาวรณ์ แต่ก็แพ้ความดีคุณยายฯ 

กว่าคุณยายฯจะออกจากบ้านมา ก็ทำความดีท่วมท้นใจผู้คน ออกมาก็ไม่ได้ตรงไปที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ คุณยายฯก็มีปัญญารอบครอบ หากท่านไปวัดปากน้ำท่านอยู่ไม่ได้ จะทำอย่างไร ท่านจึงไปอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯสักพักหนึ่งก่อน ไปกรุงเทพฯเหมือนหลวงปู่ฯ แต่หลวงปู่ฯไปกรงเทพฯเพื่อค้นต่อว่า "อวิชชา" คือมีความหมายอย่างไร ส่วนคุณยายฯไปสืบเสาะว่า บ้านหลังไหนไปวัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็เจอบ้านคุณนายเนียบ คหบดีผู้ใจบุญ ไปเลี้ยงภัตตาหารที่วัดปากน้ำประจำ ท่านจึงเลือกบ้านหลังนี้ที่จะเชื่อมไปสู่วัดปากน้ำ แต่เราไม่ใช้ลูกหลาน ดังนั้นจึงยอมตนเป็นคนรับใช้เขา

ถ้าคุณยายฯอยู่นครไชยศรี คุณยายฯคือ ผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง เพราะคุณยายฯเป็นคนขยันมาก หามากใช้น้อย ฐานะดีแน่นอน แต่ที่นครปฐมไม่มีใครรู้จักวัดปากน้ำ คุณยายฯยอมตรงนี้ เห็นไหม แต่คุณยายฯไม่ได้คิดว่าเป็นคนใช้ แต่คิดว่าจะดูแลบ้านให้เขาดีเยี่ยม สะอาดเรียบร้อยหมด กระทั่งเจ้านายนะเอ็นดูมากๆ ณ ที่บ้านหลังนี้ คุณยายฯเจอครูคนแรก คือคุณยายฯทองสุก สำแดงปั้น สอนคุณยายฯ คุณยายฯทองสุกท่านก็เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ฯ และคุณยายฯท่านก็เข้าถึงวิชชาธรรมกายที่บ้านหลังนี้ และคุณยายฯก็ไปช่วยพ่อในนรกได้

หลังจากคุณยายฯนั่งสมาธิเข้าถึงธรรมแล้ว ก็นึกถึงภารกิจตนเอง ก็ปรึกษาคุณยายฯทองสุก ท่านก็บอกว่า เข้าถึงธรรมกายแล้ว ก็ไปได้ ท่านก็แนะวิธีการ เข้าพระธรรมกาย ก็บอกว่า พ่อท่านตกนรก ด้วยกรรมที่กินเหล้าสิบสตางค์ อยู่ในขุมเหล้าทุกข์ทรมารมาก คุณยายฯไปก็สงสาร แรกๆ ยังช่วยไม่ได้ ก็ได้คุณยายฯทองสุกแนะนำวิธีการ ก็เอาพ่อท่านจากนรกไปสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ และก็ขออโหสิกรรมท่านบนสวรรค์ และก็ปรับวิมานพ่อให้ดูดี เพราะตอนพ่อเป็นมนุษย์นั้น วัดก็เข้าเหล้าก็กิน สมัยก่อนนั้นเข้าพรรษาก็เลิกเหล้า พอออกพรรษาก็กินต่อ วิมานตนเองเลยหมอง ๆ คุณยายฯจึงเอาบุญตนเองมาปรับวิมานให้พ่อ 

พอช่วยพ่อสำเร็จ เป้าหมายคุณยายฯไม่ได้อยู่ที่บ้านคุณนายเนียบ ก็ตั้งใจทำความดีจนกระทั่งมั่นใจว่าความดีมากแล้ว จึงขออนุญาตคุณนายเนียบ ไปถือศีลวัดปากน้ำ เจ้านายก็อนุญาต วันที่ไปคุณยายฯทองสุก พาไปกราบหลวงปู่ฯ หลวงปู่ฯเจอหน้าคุณยายฯก็บอกว่า "มึงมันมาช้าไป" 

ทำไม! มาช้าไป จริงๆแล้วคุณยายฯเป็นมือหนึ่งของการทำวิชชา เพราะว่า ถ้าคุณยายฯไปเจอก็คือ อายุ 29 ปี คือ พ.ศ. 2481 แต่หลวงปู่ตั้งทีมทำวิชชา พ.ศ. 2474 หลวงปู่ฯรู้เรื่องราวเมื่อปี 2466 ว่า ฉากหลังคือใคร พูดง่าย ๆคือ ตามทีมมาแล้ว ตั้งโรงงานทำวิชชาแล้ว หัวหน้านักเรียนต้องมาได้แล้ว เหมือนหัวหน้าชั้นที่ต้องมาถึงห้องเรียนแล้ว  แต่ว่าหัวหน้าห้องก็ยังมาไม่ถึงในช่วงนั้น ซึ่งสำคัญมาก คุณยายฯมาเมื่อตั้งโรงงานทำวิชชาไปแล้ว 7 ปี ก็คือมาช้าไป แต่ก็ยังทัน เพราะว่าหลังจากที่คุณยายฯมาเจอหลวงปู่ฯเมื่อปี 2481 ต่อมาปี 2482 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึั้น ปี 2488 สงครามจบลง โชคดีที่คุณยายฯยังมาทัน และวิชชาก็เชี่ยวมาก กระทั่งมีเรื่องราวที่เราได้ฟังของเรื่องการปัดลูกระเบิด หากปัดไม่ได้กรุงเทพฯก็ราบเป็นหน้ากลอง 

พอสงครามจบ หลวงปู่ฯก็ป่วยหนัก ปี 2497 ท่านก็รู้ว่าป่วยหนักจากแรงกรรม มียาอะไรก็ช่วยไม่ได้ จึงประชุมลูกศิษย์ ก็บอกว่า อย่าเบื่อหน่ายการสอนวิชชาธรรมกาย กว่าจะเอาคืนมาได้หลวงปู่ฯก็ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน  ปี 2502 หลวงปู่ฯก็มรณภาพจริง ๆ

แต่ช่วงที่สำคัญที่เกี่ยวกับพวกเราก็คือ ก่อนที่หลวงปู่ฯจะมรณภาพ ญาติของท่านที่อยู่สองพี่น้อง ช่วงท้ายๆ ก็เห็นหลวงปู่ฯรำพึงว่า วิชชาธรรมกายมันยากที่ใครจะมาสืบทอด ญาติ ๆ ท่านเองที่อยู่สองพี่น้องก็เป็นห่วง จึงช่วยกันนำเสนอ เช่นว่า หลวงพ่อขอมดีไหม ก็ไม่ไช่ สกุลมีแก้วน้อยได้ไหม ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน แต่ตอนหลัง หลวงปู่ฯก็เงียบไป ต่อมาท่านก็ได้บอกว่า บัดนี้ผู้สืบทอดได้เกิดมาแล้ว อยู่ที่สิงห์บุรี แล้วก็สั่งคุณยายฯว่า ถ้าหลวงปู่ฯไม่อยู่แล้ว ให้รอผู้สืบทอดอยู่ที่วัดปากน้ำ จะมาพบคุณยายฯ

หลังจากหลวงปู่ฯมรณภาพปี 2502 คุณยายฯก็อยู่ที่วัดปากน้ำต่อ เห็นได้ว่า คุณยายฯท่านเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด เหมือนคุณยายฯท่านรักษาทีม มีคนเดียวคือคุณยายฯ

พอปี 2506 หลวงพ่อก็มาเจอคุณยายฯ เป็นช่วงรอยต่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเกษตร ช่วงที่จบสวนกุหลาบใหม่ ๆ ที่หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่มาเจอคุณยายฯเพราะว่า มีสิ่งที่ค้างใจ คือ "นรก สวรรค์ มีจริงไหม" "คนเราเกิดมาทำไม " "อะไรคือเป้าหมายของชีวิต" นี้คือคำถามที่สงสัยในใจท่าน ท่านอ่านตำรับตำรามาเยอะมาก กระทั่งหลวงพ่อมาเป็นลูกศิษย์คุณยายฯได้ คำถามนี้ก็จบลง เมื่อคุณยายฯตอบว่า ...นรก สวรรค์ มีจริง ยายไปมาแล้ว...ยายไปช่วยพ่อในนรกมาแล้ว ที่ยายไปช่วยได้เพราะว่า ยายเข้าถึงวิชชาธรรมกาย 

คุณยายฯตอบหลวงพ่อฯคุณครูไม่ใหญ่ว่า...วิชชาธรรมกาย พิสูจน์เรื่องนรก สวรรค์ได้ จับมือถือแขนกับสัตว์นรกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ คุณอยากไปไหมล่ะ

หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ ไม่เคยมีใครตอบคำถามอย่างนี้  หลวงพ่อฯจึงขอเป็นลูกศิษย์ และคุณยายฯก็สอนให้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย พอหลัง ๆมา หลวงพ่อฯก็ทราบว่า จริงๆ แล้ว หลวงปู่ฯก็มีทีม หลวงพ่อฯก็มีทีม ทีมที่จะมาตั้งใจขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ยุคของหลวงปู่ฯคือ ยุคที่ค้นคืนวิชชาธรรมกาย ที่สูญหายดำมืดไปหลังจากปรินิพพานกว่าสองพันปี เอาคืนมา แต่ยุคของพวกเราที่มีคุณครูไม่ใหญ่ ที่จะต้องขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ท่านก็มุ่งมั่น แต่การจะขยายได้ก็ต้องมีที่มั่นของตนเองก่อน ซึ่งก็มีคุณยายฯที่ท่านมีคุณูปการยิ่งใหญ่ไพศาลนัก  อาศัยบารมีคุณยายฯจึงสร้างวัดพระธรรมกายสำเร็จ


สร้างวัดพระธรรมกาย จากท้องนา 196 ไร่เป็นพื้นฐานก่อน เมื่อสร้างวัดพระธรรมกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมู่คณะเข้มแข็ง จึงขยายมาที่พื้นที่ 2,000 ไร่ มาถึงปัจจุบันนี้ จนเกิดโครงการธรรมยาตรา มีสิ่งก่อสร้างสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมาก อยากให้เห็น ที่ธรรมทายาทเดินอยู่ในมหาธรรมกายเจดีย์ 

อาศัยพระมหาธรรมกายเจดีย์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าล้านพระองค์ อาศัยพระพุทธเจ้าล้านพระองค์ไปตามทีมมาซึ่งก็คือลูก ๆ หลวงพ่อฯทั่วโลก  ต้องมีที่ใหญ่พอที่จะสามารถรองรับผู้มีบุญที่มาอีกมากมายในอนาคต และก็เป็นไปตามผัง 

ปี 2460 เป็นปีที่วิชชาธรรมกายเกิดขึ้น ปีนี้คือ ปี 2565 นับเป็นเวลา 105 ปี ยุคเรานี้ หลวงพ่อฯตั้งใจขยายไปทั่วโลกจริง ๆ ปัจจุบันมีสาขาต่างประเทศ 101 สาขา ในประเทศ 101 สาขา และที่เรามานี้ก็เพราะว่า อาศัยสาขาภายในประเทศ ผู้นำบุญชวนกันมา มีขั้นตอนต่อ ๆกันมาแบบนี้ แต่จุดเริ่มต้นคือมหาธรรมกายเจดีย์ อยากให้พระธรรมทายาทเห็น ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ (ลานมหาธรรมกายเจดีย์ ที่มีประทีปโคม เต็มลาน) เป็นศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ด้วยความเหนื่อยลำบากของทั้งพระ ทั้งโยม ที่ทุ่มเททุนทรัพย์มหาศาล เพื่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์เอาไว้เพื่อให้มนุษย์และเทวาได้กราบไหว้

มหาธรรมกายเจดีย์ เริ่มตอกเสาเข็ม เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2538 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ซึ่งก่อนที่จะตอกเสาเข็มก็ได้มีการอยู่ธุดงค์กลั่นแผ่นดิน (หมายถึงการนั่งสมาธิภาวนาในช่วงส่งท้ายปีเก่า ปี 2537 ต้อนรับปีใหม่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 )

ณ แผ่นดินที่เรานั่งอยู่ ขอให้พระธรรมทายาทได้ปลื้มใจ เป็นศรัทธามหาศาล ใช้ทุ่มมหาศาลมาก เพื่อสร้างตรงนี้ให้เกิดขึ้น (มหาธรรมกายเจดีย์) ที่สร้างได้ก็เพราะได้อาศัยวิชชาธรรมกายที่สืบต่อๆ กันมา


สร้างวัดพระธรรมกายใช้เวลา 10 ปี 

ซื้อแผ่นดินเพื่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ อีก 10 ปี 

ฉลองเจดีย์ครั้งแรกใช้เวลาอีก 10 ปี  

30 ปี ผ่านไป พื้นที่มหาธรรมกายเจดีย์ จึงเกิดขึ้น แต่ก็เป็นการสู้ของทุกคน 

ทุกคนสู้เพราะทุกคนรักบุญ

มาวัดพระธรรมกายแล้ว ก็ "เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม" "เชื่อมั่นในบุญและบาป" จึงได้สร้างบุญแบบนี้อย่างต่อเนื่องมา และบุคคลที่ทำให้เราเชื่อมั่นสิ่งเหล่านี้ คือ หลวงพ่อฯคุณครูไม่ใหญ่ และคุณยายฯของเรา เพราะหากย้อนกลับไป ที่เราเชื่อต่อ ๆกันมา ก็คือ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร ถ้าวันเพ็ญเดือนสิบท่านไม่ค้นคืนสิ่งนี้มา ความเชื่อสิ่งนี้จะไม่มั่นคง จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก 

เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ จึงปรารภเหตุ วันเพ็ญเดือน 10 ที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ขอให้เราย้อนกลับไปดู เนื่องจากว่า โครงการนี้ คือ โครงการธรรมยาตรา หลวงพ่อฯคุณครูไม่ใหญ่ ท่านตระหนักดีว่า พระคุณของหลวงปู่ฯมากมายมหาศาล สิ่งที่ประกาศให้ชาวโลกรู้และสำคัญ พอจะได้ทราบ เท่าที่ภูมิปัญญามนุษย์ไปได้ถึง คือ การสร้างรูปหลวงปู่ฯด้วยทองคำแท้ ๆ ไม่มีใครทำแบบนี้มาก่อน และพวกเราก็ช่วยกันทำบุญด้วยทองคำ องค์แรกที่หล่อ คือ ปี 2537 ได้สำเร็จ ด้วยทองคำ จากทุกคนบริจาค จากองค์ที่ 1 ถึง องค์ที่ 8 

และมีโครงการบูรณะสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องด้วยหลวงปู่ฯให้สวยงาม เริ่มต้นที่โลตัสแลนด์ และที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วย ก็ตามไปบูรณะ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ปีที่มีความพร้อมคือ ปลายปี 2554 พอดีเป็นปีที่น้ำท่วม แต่ก็ยังมีการจัดเดินโครงการธรรมยาตรา เป็นปีแรก เพื่อจะให้ได้บุญใหญ่ ก็จะมี "ธุดงค์" ซึ่งสมัยก่อนเรียกแบบนั้น

ธุดงค์ธรรมยาตรา จะสำเร็จต้องประกอบด้วยองค์ 3 

  1. ต้องมีพระธรรมทายาทมาเดิน มากกว่าพันองค์
  2. ต้องมีญาติโยมมาต้อนรับตลอดเส้นทาง
  3. ต้องมีดอกไม้

ซึ่งปีแรกเดินธุดงค์ ก็อยากจะบอกพระธรรมทายาทรุ่นนี้ฟังว่า "ดอกกุหลาบ "ดอกไม้ที่ใช้ต้อนรับพระธรรมทายาทตลอดเส้นทาง 380 กิโลเมตร ใช้กุหลาบ 70 ล้านดอก หาก็ยากแล้ว แล้วใครจะมาเด็ด แต่ญาติโยมก็สู้ เหมือนตอนนี้ที่มาอยู่ที่วัด มาเด็ดดอกไม้ และใครมาก็ขอให้ได้บุญเยอะ ๆ มาปริดอกเป็นกลีบ ไม่อย่างนั้น เวลาพระธรรมทายาทเดิน ก็ถูกหนามตำเท้า ปริดอกไม้เสร็จแล้ว ญาติโยมก็สู้เอาบุญ พระไปถึงไหน โยมก็ไปถึงนั้น ตลอดเส้นทาง 380 กิโลเมตร โยมไม่ถอยเลย ทั้งพระทั้งโยม ปลื้มปีติมาก ลองชมคลิป (ด้านล่าง 👇)

 

พระอาจารย์อารักษ์กล่าวว่า....จากคลิป...น่าชื่นใจ พระสู้ โยมสู้ นั้นคือ ภาพที่มั่นคงของพระพุทธศาสนา พระเดินก็มั่นคง โยมมาโปรยต้อนรับ นั้นแสดงว่า พระพุทธศาสนามั่นคงแน่นอน แต่เนื่องจากว่า ปีนี 2565 มีโควิดมา  โครงการนี้ต้องเดินหน้าต่อไป อย่างที่บอกไว้ ว่า การเดินธรรมยาตรานั้น ขึ้นอยู่กับองค์ 3 การมีพระบวชก็ยากมาก ดอกไม้ก็ต้องเตรียมไว้เยอะที่เดียว และญาติโยมจะมาอย่างไร โชคดีปีที่แล้วมี Zoom ซึ่งทำให้โยมมาปรากฎที่จอได้ ก็ถือว่า ใช้ได้ เป็นความจริง และปีนี้ โชคดี ก็มีการผ่อนมาตรการป้องกันโควิด ก็มีญาติโยมเข้ามาวัด โปรยดอกไม้ มาต้อนรับพระธรรมยาตรา ต่างคนต่างเห็นกัน ก็ชื่นใจ 

ชมคลิป วันต้อนรับพระธรรมทายาท วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม 2565 👇 รำลึกถึงสถานที่ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์(บน) บางคูเวียง

 

 จากคลิป ก็ได้เห็นภาพแล้วว่า ปีนี้ โยมเขาก็ตั้งใจมาต้อนรับพระธรรมทายาท ภาพนี้งดงามมาก เพราะฉะนั้นครั้งต่อไป ก็ขอบอกญาติโยมว่า เจอกันอีกที่คือ เสารที่ 22 มกราคม 2565  เป็นการโปรยดอกไม้ครั้งที่ 5 ซึ่งเหลืออีก 3 ครั้ง ใครที่ยังไม่มีโอกาส มาสู่บรรยากาศนี้ ก็รีบซะ ให้มาเหมือนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดูภาพแล้ว น่าชื่นใจมาก ๆ 

จากนั้น พระธรรมธร อารักษ์ ก็ได้นำอธิษฐานจิต พร้อมกับเชิญชวน สวดธัมมจักร บูชาธรรมพระพุทธเจ้า เนื่องด้วยวันคล้ายวันเกิดคุณยายฯ ....กล่าวเพิ่มเติมว่า
 
เพราะหากไม่มีคุณยายฯแล้ว ก็จะไม่มีหลวงพ่อฯ ไม่มีวัดพระธรรมกาย ให้เราได้สร้างบารมี ไม่มีพวกเรา ไม่มีโครงการธรรมยาตรา ขอให้นึกถึงครูบาอาจารย์ และตั้งเป้าหมายเด็ดเดี่ยว ไม่กังวลต่อสิ่งใด ๆ เหมือนการตั้งเป้าหมายของหลวงปู่ฯ ที่ต้องการบวชตลอดชีวิต คุณยายฯตั้งเป้าหมาย เพื่อมาเจอหลวงปู่ฯ เมื่ออายุ 18 ปี ลำบากแค่ไหน ก็สู้นะ  11 ปีท่านรู้ข่าวหลวงปู่ฯจึงได้มา ในระหว่างที่ไม่เจอ  ท่านก็รอจังหวะ รอด้วยความสุขใจ จนโอกาสมาถึงท่านก็คว้าธงชัยเลย และก็มาเป็นครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเรา 

พวกเราทั่วโลก หรือ จะเป็นพระธรรมทายาท ถือว่า โชคดีมาก ที่เกิดมาชาตินี้ ได้มาเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฯ หลวงพ่อฯ คุณยายฯ นับว่า คุ้มค่ามหาศาล และยุคนี้ก็ตั้งใจเอาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก บัดนี้ผ่านมาแล้ว 105 ปี เราก็ทำไปได้ทั่วโลก จริง ๆ และควรทำให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านี้ โครงการธรรมยาตรานี้ เป็นจุดหนึ่งที่ต้องทำภารกิจให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ทุกท่านที่ได้มาร่วมบุญอย่างมหาศาล ทั้งพระธรรมทายาท ญาติโยมก็ดี  ทุกคนบุญเยอะมาก เหลือเวลาอีกไม่มีครั้ง ก็จะจบโครงการแล้ว ก็รักษาใจให้ใส ๆ กันทุกคน 

จากนั้นพระธรรมธร อารักษ์ ญาณารักโข ก็ได้ให้พร...จบพระธรรมเทศนา...

ชมคลิป พิธีจุดประทีปรำลึกถึงสถานที่ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์(บน) ฉบับสรุป วันพุธที่ 19 มกราคม 2565


รับใบประกาศออนไลน์ ร่วมต้อนรับพระธรรมยาตรา ได้ที่ 

 Zoom072.com/dmy/16

ภาษาอังกฤษ zoom072.com/dmy/en16

ร่วมต้อนรับและอนุโมทนากิจวัตรพระธรรมยาตราในวันระหว่างวันที่ 2- 31 มกราคม 2565

ร่วมกิจกรรม Online ได้ที่
สอบถาม 02-831-1234
 
หรือ 
หรือ

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ


5 ความคิดเห็น: