โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.11 ทบทวนบุญการเดินธรรมยาตรา รำลึกถึงอนุสรณ์สถานที่ค้นคว้า และเผยแผ่วิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร : การเดินธรรมยาตรา รำลึกถึงสถานที่ค้นคว้า และเผยแผ่วิชชาธรรมกาย 

 

กิจวัตรครั้งที่ 11 คือ การเดินธรรมยาตรา รอบมหาธรรมกายเจดีย์ รำลึกถึงสถานที่สำคัญลำดับที่ 6 คือวัดปากน้ำภาษีเจริญ สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย จัดขึ้นในวันอังคารที่ 25 มกราคม 2565 
พระมหาธรรมกายเจดีย์ วิหารคต ค.32 : พิธีเริ่มเดินธรรมยาตราวันนี้ เวลาประมาณ 15.30 น. คณะญาติโยมได้เตรียมโปรยดอกไม้นานาสี ของทรัพย์บานชื่น เป็นแถวยาวไปถึงวงแหวนรอบมหาธรรมกายเจดีย์ รวมระยะทางประมาณ 4.97 กิโลเมตร ซึ่งวันนี้เปิดให้ญาติโยมเข้าไปนั่งต้อนรับภายในใกล้พื้นที่สังฆรัตนะ ความปลื้มปีติเบิกบานใจมากมายมหาศาล และได้มีเสียง "สาธุการ" ตลอดเส้นทางที่พระธรรมทายาท ย่างก้าวเดินไปบนกลีบดอกไม้ แม้แดดจะแผดจ้า สว่างไสว ก็ยังมีความอดทน บำเพ็ญตบะ ในการฝึกตนของธรรมทายาท และความศรัทธาของสาธุชน ทั่วโลกทั้งภายใน และ ต่างประเทศ เป็นภาพงดงามในวันนี้ ที่หาดูได้ยาก
 
ช่วงเวลาเดินธรรมยาตรา  ที่ พระมหาธรรมกายเจดีย์นั้น พระธรรมทายาท และสาธุชนทั่วโลก ต่างน้อมใจระลึกถึงหลวงปูู่ฯวัดปากน้ำ พระผู้ปราบมาร เพื่อกตัญญูบูชาธรรม และ บูชาพระพุทธเจ้านับล้านพระองค์ในพระมหาธรรมกายเจดีย์ เป็นระยะเวลา ถึง 18.30 น. โดยประมาณ ท้ายพิธีก็ได้ร่วมกันอธิษฐานจิตตอกย้ำในการสร้างบารมี.....

 ประมวลภาพบรรยากาศวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565

 

ประวัติวัดปากน้ำ สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย(จนกระทั่งมรณภาพ)

 
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ ณ ที่ราบลุ่มบางกอก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ริมคลองหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเป็นลำแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม ก่อนที่จะมีการขุดคลองลัดหน้าวัดอรุณราชวราราม และกลายเป็นลำแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน เนื่องจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตั้งอยู่บริเวณปากคลองด่านที่แยกไปจากคลองบางหลวง ชื่อของวัดจึงถูกเรียกขานตามตำบลที่ตั้งว่า “วัดปากน้ำ” ซึ่งชื่อนี้มีปรากฏเรียกใช้ในจดหมายเหตุโบราณหลายฉบับ แต่ได้พบชื่อของวัดที่แปลกออกไปในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2453 และ พ.ศ.2474 ว่า “วัดสมุทธาราม” แต่ไม่เป็นที่นิยมเรียกขานกัน คงเรียกว่า “วัดปากน้ำ” มาโดยตลอด ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้มีการขุดคลองภาษีเจริญที่ข้างวัดด้านทิศตะวันตก วัดจึงมีลำน้ำหลักล้อมอยู่ทั้ง 3 ด้าน ส่วนด้านทิศใต้เป็นคลองเล็กแสดงอาณาเขตของวัดในสมัยนั้น
 


วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นวัดโบราณ สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง (ระหว่าง พ.ศ.2031-พ.ศ.2172) สถาปนาโดยพระราชวงศ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏพระนามแน่ชัด เป็นวัดประจำหัวเมืองธนบุรี ปรากฏในตำนานเรื่องวัตถุสถานต่างๆ หลักฐานทางโบราณวัตถุและโบราณสถานภายในวัดมีอายุย้อนไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง (สถาปัตยกรรมและศิลปวัตถุที่อยู่คู่วัดมา ตัวอย่างเช่น หอพระไตรปิฎก, ตู้พระไตรปิฎกทรงบุษบก ล้วนเป็นฝีมือช่างหลวงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แม้พระอุโบสถก็ใช้วิธีการก่อสร้างในสมัยนั้น)

เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านได้กวดขันพระภิกษุ-สามเณรให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มีการสอนสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน, ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ด้วยการตั้งสำนักเรียน ทั้งนักธรรมและบาลี, สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ทำให้มีพระภิกษุ-สามเณรและสาธุชนเข้ามาขอศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงเจริญขึ้นมาโดยลำดับ จนกลายเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม และเป็นศูนย์กลางการศึกษาบาลี

แม้ภารกิจด้านการบริหาร การปกครอง และการพัฒนาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จะมีมากสักเพียงใดก็ตาม แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯก็ไม่เคยละทิ้งการปฏิบัติธรรม รวมถึงการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย เพราะท่านถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง ในขณะที่ท่านศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายและสั่งสอนผู้อื่นให้บรรลุธรรมกายไปด้วยนั้น ท่านได้คัดเลือกผู้ที่มีผลการปฏิบัติดีเยี่ยม ทั้งที่เป็นพระภิกษุ, สามเณร, แม่ชี, อุบาสก และอุบาสิกา จำนวนหนึ่ง เพื่อรวมกลุ่มศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไป เรียกว่า “การทำวิชชาปราบมาร”

เพื่อให้การทำงานค้นคว้าวิชชาธรรมกาย เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในสถานที่ที่เป็นสัดเป็นส่วน เหมาะสมแก่การเจริญสมาธิภาวนา ในปี พ.ศ.2474 ขณะที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯอายุได้ 47 ปี ท่านได้สร้างอาคารเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายขึ้นภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในสมัยนั้นเรียกว่า “โรงงานทำวิชชา” ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างพระอุโบสถกับวิหาร ใกล้หอไตร เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ภายในระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างมีท่อต่อถึงกันสำหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯใช้ "สั่งวิชชา" ลงมาทางท่อนี้ ซึ่งผู้อยู่เวรก็จะได้ยินโดยทั่วกัน และจะเจริญวิชชาตามคำสั่งนั้นๆ มีผู้อยู่เวรทำวิชชากะละประมาณ 10 คน ตัวเรือนโรงงานทำวิชชา มีขนาดไม่กว้างใหญ่นัก ชั้นล่างตั้งเตียงเป็น 2 แถว ซ้ายและขวา ข้างละ 6 เตียง ตรงกลางเว้นเป็นทางเดิน พอให้เดินได้สะดวก ชั้นล่างสำหรับฝ่ายแม่ชี และอุบาสิกา ใช้นั่งเจริญวิชชาและเป็นที่พักอาศัยด้วย มีผู้อยู่เวรที่ไม่พักในโรงงานทำวิชชาบ้างแต่ก็เพียงไม่กี่คน ระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างไม่มีบันไดเชื่อมต่อกัน และทางเข้าออกก็แยกกันคนละทาง ชั้นบนมีทางเข้าต่างหาก ใช้เป็นที่เจริญวิชชาสำหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ และพระภิกษุ, สามเณร ที่อยู่เวรทำวิชชา

ต่อมาภายหลัง ได้มีโรงงานทำวิชชาเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างยาวพอสมควร ตรงกลางมีฝากั้น แบ่งเป็น 2 ห้องแยกขาดจากกัน โดยมีประตูเข้าออกคนละทาง ส่วนหน้าเป็นที่สำหรับแม่ชีและอุบาสิกา ส่วนหลังเป็นที่สำหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ พระภิกษุและสามเณร เวลา “สั่งวิชชา” พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจะพูดผ่านฝากั้นห้องนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเพียงแต่ได้ยินเสียงซึ่งกันและกันเท่านั้น




การสร้างบารมีของหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร

 
ย้อนกลับไปที่บทความ พิธีจุดประทีปฯ รำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 4(EP.8) วัดโบสถ์บน ฯ สถานที่บรรลุธรรม พระอาจารย์ ธรรมธรอารักษ์ ญาณารักโข ได้ขยายความช่วงที่ท่านได้สร้างบารมีขณะอยู่วัดปากน้ำ ความว่า...
 
เมื่อปี พุทธศักราช 2460 ที่วัดโบสถ์บน อำเภอบางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี เมื่อท่านได้บรรลุธรรมแล้ว   ในช่วงพรรษานั้น ท่านก็เห็นในสมาธิว่า มี พระ 3 โยม 4 ที่จะสามารถบรรลุธรรมตามได้ อยู่วัดบางปลา พอพรรษาเสร็จ ท่านก็รีบไปเลย เจอจริง ๆ และ ก็สอนจน พระ 3 โยม 4 ได้เข้าถึงธรรมะ หลังจากนั้น หลวงปู่ฯก็กลับไปวัดสองพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง ท่านระลึกถึงพระคุณพระอาจารย์ดี วัดประตูศาล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ และยังเป็นผู้สอนสมาธิให้กับหลวงปู่ฯ ตั้งใจจะไปตอบแทนพระคุณท่าน แต่พอดีพระอาจารย์ดี ท่านได้มรณภาพแล้ว หลวงปู่ฯจึงสอนญาติโยมที่นี้ ปรากกฎว่า ญาติโยมชอบมาก คนมาเยอะมากขึ้น ทำให้ถูกเพ่งเล็ง จนสุดท้ายก็โดนฟ้องไปอีก และสมเด็จฯวัดพระเชตุพล ที่เป็นเจ้าคณะอำเภอภาษีเจริญ ได้หาสถานที่ที่ให้หลวงปู่ฯลงหลักปักฐาน ตอนนั้น หลวงปู่ฯได้กลับไปที่วัดสองพี่น้องอีกครั้ง ช่วงนั้นจึงถูกเรียกตัวไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 
 
เมื่อท่านไปถึงวัดปากน้ำ สมัยนั้น เป็นวัดเล็กๆ และโทรม หลวงปู่ฯไปถึง ตามคำสั่งเจ้าคณะอำเภอฯ ท่านก็ได้แจ้งสมาชิกผู้ที่อยู่วัดปากน้ำ ว่า ขอให้พระที่อยู่เก่าให้ความร่วมมือด้วย ที่ผ่านมาไม่ว่ากัน แต่ต่อไปก็ขอให้ความร่วมมือด้วย ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ ก็ขอให้อยู่เฉย ๆ อย่าขวาง และเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย และท่านก็ต่อสู้มาเยอะมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนมาลอบยิงท่าน ขณะที่ลูกศิษย์ท่านกำลังขึ้นเทศน์ เสียงปืนก็ดัง ปัง...ทะลุจีวรหลวงปู่ฯแต่ไม่โดนท่าน พระที่กำลังเทศน์ก็พูดขึ้นด้วยคำว่า "เอวัง โหตุ ด้วยประการ ฉะนี้" แล้วก็รีบลงจากเทศน์ สุดท้ายท่านก็ได้ปรับปรุงวัดปากน้ำได้มั่นคงแข็งแรง
 
อีก 6 ปีต่อมา หลวงปู่ฯ ท่านก็รู้ว่า ท่านเป็นใคร ตามที่น้าองุ่น(ปัจจุบันคือหลานหลวงปู่ฯที่ยังมีชีวิตเป็นพยานบุคคลที่มีชีวิตได้เจอหลวงปู่ฯในขณะนั้น ได้พูดไว้ และ อาจารย์ลือพงษ์ก็ได้ไปสอบถาม)ได้บอกว่า มีครั้งหนึ่งหลวงปู่ฯซั้ว ซึ่งเป็นพระวัดสองพี่น้องที่หลวงปู่ฯคุ้นเคย มาอยู่ด้วยที่วัดปากน้ำ และนอนกุฏิเดียวกัน หลวงปู่ฯซั้วบอกว่า หลวงปู่ฯรู้ตัวเอง รู้เรื่องของฉากหลัง ว่า "มาร" มันอยู่เบื้องหลัง ก่อนเปิดโรงงานทำวิชชา 8 ปี ซึ่งเป็นปี พ.ศ. 2474 ถ้า 8 ปี ก็ พ.ศ. 2466 ที่หลวงปู่ฯรู้ตัวว่า คือใคร ตอนนั้นอายุประมาณ 39-40 ปี หลวงปู่ฯบวช อายุ 22 ปี เข้าถึงธรรมะเมื่ออายุ 33 ปี และไปรู้ฉากหลังทั้งหมด อีก 6 ปี คือ อายุ 39 ปี ท่านรู้ตัวเลยว่า ท่านเป็นใคร และต้นพรรษานั้น ก็บอกเลยว่า "พระต้นธาตุ" ให้ท่านมาปราบมาร เราจึงให้ชื่อท่านว่า " พระผู้ปราบมาร " 
 
เนื่องจากว่า ในการปราบมาร จะต้องมีทีม หลวงปู่ฯจึงตามทีม พวกเรานี้(ผู้ฟังขณะนั้นคือหมายถึง พระธรรมทายาท พุทธบริษัทที่เข้ามาร่วมพิธีต้อนรับพระที่วัดเและผ่าน Zoom )ก็คือ เป็นทีมอีกทีมหนึ่ง หลวงพ่อฯ ก็ตามมา แต่ทีมมีพร้อมในเบื้องต้น ใน ปี พ.ศ. 2474 ก็ได้เริ่ม "ทำวิชชา" สู้รบกับพญามาร
 
ซึ่งในนั้นรวมถึงคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง แต่คุณยาย ทราบข่าวเมื่อปี พ.ศ. 2470 ส่วนหลวงปู่ฯ ตามทีม เมื่อปี 2466 หลังจากเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว 6 ปี แสดงว่า คุณยายฯใช้เวลา 4 ปี ในการได้ข่าวหลวงปู่ฯ  ทีมงานทำวิชชาเริ่มมาถึงวัดปากน้ำ ซึ่งก่อนคุณยายฯมาถึงหลวงปู่ฯ ก็มีทีมงานทำวิชชาจำนวนหนึ่งทั้งพระ และ แม่ชี ซึ่งในขณะนั้น คุณยายทองสุก สำแดงปั้น ก็อยู่ในทีมทำวิชชาแล้ว และวันหนึ่งก็ได้นำคุณยายฯมากราบหลวงปู่ฯ หลวงปู่ฯเจอหน้าคุณยายฯก็บอกว่า "มึงมันมาช้าไป" 
 

ทำไม! มาช้าไป จริงๆแล้วคุณยายฯเป็นมือหนึ่งของการทำวิชชา เพราะว่า ถ้าคุณยายฯไปเจอก็คือ อายุ 29 ปี คือ พ.ศ. 2481 แต่หลวงปู่ตั้งทีมทำวิชชา พ.ศ. 2474 หลวงปู่ฯรู้เรื่องราวเมื่อปี 2466 ว่า ฉากหลังคือใคร พูดง่าย ๆคือ ตามทีมมาแล้ว ตั้งโรงงานทำวิชชาแล้ว หัวหน้านักเรียนต้องมาได้แล้ว เหมือนหัวหน้าชั้นที่ต้องมาถึงห้องเรียนแล้ว  แต่ว่าหัวหน้าห้องก็ยังมาไม่ถึงในช่วงนั้น ซึ่งสำคัญมาก คุณยายฯมาเมื่อตั้งโรงงานทำวิชชาไปแล้ว 7 ปี ก็คือมาช้าไป แต่ก็ยังทัน เพราะว่าหลังจากที่คุณยายฯมาเจอหลวงปู่ฯเมื่อปี 2481 ต่อมาปี 2482 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึั้น ปี 2488 สงครามจบลง โชคดีที่คุณยายฯยังมาทัน และวิชชาก็เชี่ยวมาก กระทั่งมีเรื่องราวที่เราได้ฟังของเรื่องการปัดลูกระเบิด หากปัดไม่ได้กรุงเทพฯก็ราบเป็นหน้ากลอง 

พอสงครามจบ หลวงปู่ฯก็ป่วยหนัก ปี 2497 ท่านก็รู้ว่าป่วยหนักจากแรงกรรม มียาอะไรก็ช่วยไม่ได้ จึงประชุมลูกศิษย์ ก็บอกว่า อย่าเบื่อหน่ายการสอนวิชชาธรรมกาย กว่าจะเอาคืนมาได้หลวงปู่ฯก็ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน  ปี 2502 หลวงปู่ฯก็มรณภาพจริง ๆ

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านได้บอกว่า...บัดนี้ผู้สืบทอดได้เกิดมาแล้ว อยู่ที่สิงห์บุรี แล้วก็สั่งคุณยายฯว่า ถ้าหลวงปู่ฯไม่อยู่แล้ว ให้รอผู้สืบทอดอยู่ที่วัดปากน้ำ จะมาพบคุณยายฯ

หลังจากหลวงปู่ฯมรณภาพปี 2502 คุณยายฯก็อยู่ที่วัดปากน้ำต่อ เห็นได้ว่า คุณยายฯท่านเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด เหมือนคุณยายฯท่านรักษาทีม มีคนเดียวคือคุณยายฯ

พระธรรมเทศนา ส่วนหนึ่ง ของ พระธรรมธรอารักษ์ ญาณารักโข....

ส่วนคุณยายฯจะรอหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ รอเชื่อมทีมอย่างไร

และ หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่จะตามทีมฯมาสร้างบารมีเหมือนหลวงปู่ฯได้อย่างไร

ลูกศิษย์ หลานศิษย์ หลวงปู่ฯ จะมาสร้างบารมีอย่างไร....

โปรดอ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่นี้ หรือ ฟังคลิปเต็มได้ที่ช่องยูปทูป ได้ที่นี้ 

ซึ่งอนุสรณ์สถานที่สำคัญลำดับที่ 7 ของเส้นทางพระผู้ปราบมาร อยู่ที่ วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี  ซึ่งจะมีกิจวัตรพระธรรมทายาท อีก 3 ครั้ง เป็นอันจบโครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 


ทำไมต้องมีเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ 

ทำไมต้องหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ฯด้วยทองคำ

 
พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ค้นคว้าวิชชาธรรมกาย และสั่งสอนชาวโลก ด้วยอมตวาจาที่ว่า .....
"หยุด เป็นตัวสำเร็จ" เป็นวิธีปฏิบัติเบื้องต้น จนกระทั่งไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ แม้จะเป็นเพียงถ้อยคำสั้น ๆ แต่ทว่า มีคุณค่ามหาศาล เพราะเป็นความรู้ที่หลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร ยอมสละชีวิตเป็นเดิมพันในการค้นพบ และนำมาสั่งสอนโดยไม่มีการปิดบังอำพราง 
 
ตลอดระยะเวลา 53 พรรษาในเพศสมณะของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปสู่ชาวโลก เพราะตระหนักดีว่า พระรัตนตรัยภายในเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธ์ใดก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพียงแต่ว่าให้โอกาสตนเองเริ่มปฏิบัติด้วยวิธีที่ถูกต้อง ก็สามารถพิสูจน์ด้วยความแจ่มแจ้งได้ด้วยตนเอง และเมื่อไรที่ชาวโลกทุกคนได้เข้าถึงสันติสุขภายใน เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะเลิกรบราฆ่าฟันกัน และสันติสุขของโลกก็จะเกิดขึ้น 
 
นอกจากนี้ การเข้าถึงพระธรรมกาย สามารถทำให้มนุษย์ละกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการของมนุษย์ ที่ต้องตกเป็นบ่าว เป็นทาสของกิเลสที่คอยบังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลา
 
ต่อมามีผู้คนศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ มากขึ้น ทำให้มีการสืบทอดวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอย่างยาวนาน เพราะของจริง มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ทุกคน เมื่อผู้มีบุญเหล่านั้นปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ก็ได้บรรลุพระธรรมกายที่มีอยู่แล้วในตัว จึงเป็นพยานในการบรรลุธรรมของท่าน ทำให้มีการสืบทอดวิชชาธรรมกายต่อมาอย่างยาวนาน 
 
ดังนั้นการหล่อรูปเหมือนทองคำของหลวงปู่ฯวัดปากน้ำภาษีเจริญ ต้องการสถาปนาเส้นทางพระผู้ปราบมาร จึงเป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงคุณความดีของท่าน ด้วยวิธีอันชาญฉลาด เพราะการหล่อท่านด้วยทองคำ จะทำให้ชาวโลกสงสัยและเกิดคำถามตามมาอีกมากมาย ว่า "ทำไมต้องหล่อท่านด้วยทองคำ" ดังนั้นศิษยานุศิษย์ก็จะได้เล่าประวัติและคุณธรรม และมโนปณิธานของท่าน และได้ชักชวนคนเหล่าทำตามข้อวัตรปฏิบัติ ความดีงามกันต่อไป
 

 ทบทวนโอวาทในอดีตของคุณครูไม่ใหญ่...ภารกิจบนเส้นทางมหาปูชนียาจารย์

 
เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่าย ๆ ใครได้เดินบนเส้นทางนี้ก็ดี หรือ ได้ถวายกำลังใจแด่พุทธบุตรเนื้อนาบุญนี้ ก็ดี ล้วนเป็นผู้ที่มีบารมีแก่ ๆทั้งสิ้นเลย พอเขาเห็นความสงบ เสงี่ยม สง่างาม ทั้งพระ ทั้งโยม ความเลื่อมใสศรัทธา ก็จะหวนคืนกลับคืนมาใหม่ อายุพระพุทธศาสนา ก็จะยืนยาวเพิ่มขึ้น นี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆเลย ที่เราทำทำเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ เพราะฉะนั้น ลุยกันให้เต็มที่ ทั้งพระ ทั้งโยม ซึ่งเราจะได้บุญได้บารมีกันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 
โอวาทคุณครูไม่ใหญ่ วันที่ 27 ธันวาคม 2556

วันนี้ พุทธบริษัททั่วโลก ได้ร่วมบุญด้วยกาย(การแต่งกายด้วยชุดขาว) วาจา(การเปล่งเสียงสาธุการ) และ ใจ (การปฏิบัติภาวนา) ได้ครบบริบูรณ์ เนื่องในวันพระใหญ่ อานิสงส์ผลบุญจึงเป็นของทุกคน

ขออนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้

 


ดังนั้น ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมธรรมยาตรา โครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 10 “รักษ์บวร รักษ์ศีล 5” (ออนไลน์) ผ่าน https://zoom072.com ทั้งร่วมพิธีต้อนรับพระธรรมยาตรา ในวันที่  30 มกราคม พ.ศ. 2565 และร่วมพิธีจุดประทีป ในวันที่ 28, 31 มกราคม พ.ศ. 2565 พร้อมรับใบประกาศเกียรติบัตร 14 versions (ทุกครั้งที่ร่วมกิจกรรม)

 


รับใบประกาศเกียรติคุณ ร่วมต้อนรับธรรมยาตรา วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565

     รับใบประกาศที่ zoom072.com/dmy/25
     ภาษาอังกฤษ   zoom072.com/dmy/en25

โปรดอย่าลืม!!! เมื่อทุกท่านสร้างบุญใหม่วันนี้เสร็จแล้ว ขอให้ทุกท่านได้บันทึกปฏิทินบุญประจำวัน ตามคำแนะนำที่คุณครูไม่ใหญ่ให้โอวาทไว้ ในช่วงวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565 เพื่อความปลื้มปีติในบุญ ทุกครั้ง ทุกท่านทำได้บนมือถือตามระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หรือ iOS โหลดแอพพิเคชั่นปฏิทิน มาใช้งานได้ตามสะดวก และตามที่ชอบ 

สำหรับผู้ร่วมกิจกรรมครั้งแรก
ได้ที่ลิงก์👇
zoom072.com/dhammayatra
หรือ
zoom072.net/dhammayatra/1/1/zoom-live

 

หรือ
ร่วมกิจกรรม Online Zoom 3ช่องทาง
http://ZOOM072.COM ต้อนรับพระ กล่าวสาธุ
http://ZOOM072.COM/DMZ ฟังบรรยาย
http://ZOOM072.COM/DHAMMAYATRA สาธุชนใหม่
หรือห้อง ZOOM ที่ท่านคุ้นเคย
www.gbnus.com 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ


4 ความคิดเห็น:

  1. กราบอนุโมทนาสาธุครับ

    ตอบลบ
  2. สาธุ สาธุ สาธุ❄️🙏🏻🙏🏻🙏🏻❄️

    ตอบลบ
  3. ขอบคุณบทความดีๆแบบนี้ครับ

    ตอบลบ
  4. ขอเรียนเชิญ พุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีจุดประทีป ครั้งที่6 บูชาธรรมพระมงคลเทพมุนี (สด จนุทสโร) พระผู้ปราบมาร รำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่ วิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565 เริ่มเวลา 17:30 น. เป็นต้นไป
    ผ่านออนไลน์ Zoom 3ช่องทาง
    http://ZOOM072.COM ต้อนรับพระ กล่าวสาธุ
    http://ZOOM072.COM/DMZ ฟังบรรยาย
    http://ZOOM072.COM/DHAMAYAYRA สาธุชนใหม่

    ตอบลบ