หลวงพ่อทัตตชีโว สวัสดีปีใหม่ 2565 ถึงทุกคนทั่วโลก On Zoom
ขอเจริญพร และสวัสดีปีใหม่ลูกหลานหลวงปู่ คุณครูไม่ใหญ่ คุณยายอาจารย์ทั้งโลก
ทางโลกในวันปีใหม่ เขาก็มีวิธีคิดแบบทางโลก ทางธรรมก็มีวิธีคิดแบบทางธรรม
วันนี้ขอทบทวนโอวาทวันขึ้นปีใหม่แบบพวกเราที่เข้าวัด ในทางธรรมกันก็แล้วกัน…
วันนี้วันขึ้นปีใหม่หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกคนได้หันกลับมาพิจารณาตัวเราดูว่า ตลอดปีที่ผ่านมา (ตลอดปี 2564) ตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันต้นปีจนถึงวันสุดท้ายของปี เราได้ใช้เวลา 365 วัน เพื่อการสร้างบารมีให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ยังมีความประมาทชะล่าใจในการดำเนินชีวิต หรือไม่ได้สั่งสมบุญบารมีทุกวันกันหรือยัง
ถ้าใครยังก็ต้องมาคิดตั้งหลักของชีวิตกันมาเอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป ต้องตั้งใจใหม่กันว่า เราต้องเป็นคนที่แตกต่างจากเดิม เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว อย่าเป็นคนเดิมๆที่ประมาทในการดำเนินชีวิต ไม่ได้สั่งสมบารมีกันอย่างเต็มที่…เราใช้บุญเก่ากันทุกวัน
การดำรงชีวิตอยู่โดยใช้บุญเก่าเลี้ยงกายหยาบ หมดไปในแต่ละปี อย่างไร
หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้กล่าวเสริมตอนนี้ว่า…นี้มองเข้ามาในตัว เรื่องของนักสร้างบารมีเป็นเรื่องที่ต้องพยายามมองเข้ามาในตัว ถ้ามองออกนอกตัวแล้วก็ ไม่เห็นอะไรหรอก ก็จะเห็นแบบชาวโลกเขา แล้วก็จะไม่ค่อยได้อะไร แต่นักสร้างบารมีแล้วต้องมองเข้ามาในตัว เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ พระองค์ก็มองเข้ามาในตัวของพระองค์ เราก็รู้เลยว่าถึงเวลาจะต้องออกบวช เราก็เช่นกันว่า ต้องมองเข้ามาในตัว ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ มองอย่างไร….เรามาดูกัน
เราใช้บุญเก่ากันทุกวัน ที่เรายังสามารถ นั่ง นอน ยืน เดิน ยังรับประทานอาหารได้ ไปเที่ยวสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำมาหากินกันได้ มีเสื้อผ้าสวยๆ งามๆ มีรถหรู ๆ มีบ้านน่าอยู่ ก็เพราะบุญเก่าของเรายังมีใช้อยู่ทุกวัน
หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้อธิบายเพิ่มว่า..มองแบบนักสร้างบารมี มองอย่างนี้ ที่เรามีอะไรต่อมิอะไรอยู่นี้ ไม่ใช่รถเก่งนะ เพราะทำมาหากินเก่ง เพราะว่าอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น นักสร้างบารมีมองลึกไปกว่านั้น ว่า ใช่..เราทำมาหากินเก่ง ความรู้เรามีทางโลกมี ความสามารถมี แต่นั่นสิ่งที่ใช้สำหรับเลี้ยงกาย ข้าวปลาอาหารแต่ละคำที่เรากิน นั้น..เลี้ยงกายเนื้อของเรา เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มที่มีใช้หรู ๆ นั้น…ห่มกายเนื้อของเรา
แต่ว่ายังมีอีกส่วนหนึ่ง คือ “เรามีใจ” แต่ว่า ใจของเรานั้น เลี้ยงด้วยอะไร ใจของเราเลี้ยงด้วยบุญ ถ้าหมดบุญตรงนี้ล่ะก็ กายเนื้อของเรานั้น จะกินข้าวเท่าไร มีรถหรู มีบ้านหรูอย่างไร เข้าเตาเผากันหมด ไม่อยู่หรอก เข้าเมรุกันไปหมด แต่ที่อยู่ได้กันทุกวัน เราก็ต้องมองเข้าไปข้างใน ว่า เราอยู่ด้วยบุญเก่า
ความหมายของบุญเก่า : กบิลพัสดุ์เสียเอกราช
ฟังอีกครั้ง…เราใช้บุญเก่ากันทุกวัน
หลวงพ่อถามว่า…มาจากไหน…มีมา 2 ส่วน ท่านได้อธิบายเพิ่ม ดังนี้
1. บญเก่าที่ทำมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ยังมีเหลืออยู่ ส่งให้เรา นั้น "บุญเก่าช่วงไกล"
2. "บุญเก่าช่วงใกล้" หมายถึง บุญที่ทำตั้งแต่วันที่เกิดมา ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงเมื่อวานนี้
นั้นคือ บุญเก่าช่วงใกล้ ที่อยู่มาได้ทุกวัน ก็เพราะเกิดจากบุญสองกองใหญ่ๆของเรา คือ บุญเก่าช่วงไกล ทำมาข้ามภพข้ามชาติ ถ้าใครทำมาดีมาก ตั้งแต่เล็กจนโตไม่ค่อยมีอะไรสะดุดกับเขาเลย ถ้าใครทำสะสมข้ามชาติมาน้อย ก็หัวทิ่มหัวตำระหว่างทางบ่อยๆ นั้นส่วนหนึ่ง กับ
บุญเก่าช่วงใกล้ (คือ ทำตั้งแต่เล็กมา จนกระทั่งเมื่อวานนี้ )
หลวงพ่อได้อ่านโอวาทต่อว่า…เราใช้บุญเก่าทุกวัน ที่เราสามารถ นั่ง นอน ยืน เดิน และ ยังรับประทานอาหารได้ ยังไปเที่ยวสนุกสนาน เพลิดเพลิน ยังทำมาหากินกันได้ มีเสื้อผ้าสวย ๆ งาม ๆ รถหรู ๆ บ้านน่าอยู่ ก็เพราะบุญเก่าของเราที่มีใช้อยู่ทุกวัน แต่…
หลวงพ่อทัตตชีโวได้ให้ข้อคิดเพิ่มและอธิบายเเพิ่มว่า ….
ตรงนี้เองนักสร้างบารมีต้องคิด คิดเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์
ท่านคิดอย่างไร…
บางทีพวกเราชาวพุทธ เรียนพุทธประวัติ เรียนไม่แตก
ถ้าเรียนแตกแล้วเป็นอย่างไร
เราเรียนกันแต่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อก่อนจะออกบวชนั้น พระองค์เป็นโอรส เป็นลูกของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งแคว้นกบิลพัสดุ์ เรารู้กันอย่างนั้น ต่อมา มีความสุขสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ว่า พออายุ 29 ปี พระองค์มีความสะดุ้งพระทัย ถึงกับออกบวช ส่วนตำรับตำราก็บอกเพียงว่า เพราะไปเจอเทวฑูต ไปเจอคนแก่ข้างทาง ไปเจอคนเจ็บ ไปเจอคนตาย พระองค์ท่านคิดหนักเลยว่า วันหนึ่งเราคงจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ยังไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร วันต่อมา ก็ไปเจอนักบวช ก็ได้คิดเลยว่า.. อ้อ…ทางออกอยู่ทางนี้ ต่อมาพระองค์ท่านก็ออกบวช จากนั้นก็ค้นคว้าหาวิธีสร้างบุญชนิดสุดยอด เมื่อพบแล้ว ท่านก็มาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครูของเรา ส่วนมากที่เรียน ๆกันมาก็พบเท่านี้ แต่หากอ่านพระไตรปิฎก ก็จะเจอเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลึกๆ มากกว่าที่เรียนมา อยากให้ข้อคิดพวกเราไว้ตรงนี้ ด้วย…
หลวงพ่อทัตตชีโว ได้ถามว่า…มีเรื่องลึก ๆ อย่างไร…
หลวงพ่อ ท่านตอบให้ฟังว่า..ใช่…พระองค์เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ แคว้นกบิลพัสดุ์ แคว้นนี้ เป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียตกทอดมาเป็นพัน ๆ ปี เป็นแคว้นที่อยู่ต้นน้ำ เพราะแคว้นกบิลพัสดุ์อยู่ติดกับเชิงภูเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นต้นน้ำหลายสาย
ในยุคต้นๆ โน้น แคว้นไหนที่อยู่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นยุคกสิกรรม แคว้นนั้นก็จะเป็นแคว้นที่เจริญรุ่งเรืองเพราะไม่มีขาดตกบกพร่องในเรื่องข้าวปลาอาหาร ใครอยู่ปลายน้ำล่ะ ไม่แน่ บางปีเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นมา การทำมาหากินลำบาก ข้าวปลาอาหารอดอยาก เพราะฉะนั้นสู้แคว้นที่อยู่ต้นน้ำไม่ได้ แต่ต่อมา เหตุการณ์ในโลกเปลี่ยนไป เข้าสู่ยุคการค้า ยุคเศรษฐกิจ ความเจริญรุ่งเรืองก็มาอยู่กับประเทศที่อยู่ปากน้ำซะแล้ว ยิ่งอยู่ติดทะเลยิ่งดี
เกิดอะไรขึ้น จากการผันผวนตรงนี้ ต้องไปอ่านในตัวพระไตรปิฎกจึงได้รู้ว่า แคว้นกบิลพัสดุ์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นเขาเสียแล้ว เป็นเมืองขึ้นของแคว้นโกศล กบิลพัสดุ์ที่เคยรุ่งเรืองมาเท่าไหร่ ๆนะ วันนี้ตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นโกศลแล้ว ซึ่งอยู่ปลายน้ำ แคว้นโกศล คือ เมืองขึ้นเก่าของกบิลพัสดุ์ แต่ว่า กลับกัน ทางปลายน้ำรุ่งเรืองด้วยการค้า ต้นน้ำมีแต่ข้าวกินเท่านั้น ไป ๆ มา ๆ ต้นน้ำตกเป็นเมืองขึ้นซะแล้ว รอวันรอคืนให้พระองค์ไปกู้เอกราชกลับมา ในพุทธประวัตินั้นไม่ได้เขียนชัด (หมายถึงที่เราเรียนมา) ในตัวพระไตรปิฎกเขียนชัด แต่ว่าส่วนที่เราเรียนมานั้น ตัดตอนมา ก็เป็นอย่างนี้ ความหวังที่กอบกู้เอกราชกบิลพัสดุ์นั้น อยู่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เรื่องนี้พระองค์คิดเยอะ เพราะถ้าใช้วิธีทางโลกก็คงต้องรบกันและล้มตายกันเป็นอย่างมาก งั้นจะมีวิธีไหนบ้าง ที่จะคืนเอกราชมาได้ แล้วก็นำความสงบร่มเย็นมาให้ทั่วแผ่นดิน และทั่วโลกไปเลย อันนี้เข้าท่ากว่า เพราะรุ่งเรืองแล้วกลับตกต่ำอีก ไม่เข้าท่า เพราะแคว้นโกศล จากตกต่ำและกลับมารุ่งเรือง กลายเป็นมหาอำนาจปกครองกบิลพัสดุ์เสียอีก
สุดยอดการสร้างบุญ : ทาน ศีล ภาวนา
แต่ต่อมาไม่นานแคว้นนี้ก็พังอีกเหมือนกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปอย่างนี้ มันก็แค่นั้น หากว่าพระองค์จะกู้เอกราช หรือ ทำอะไรขึ้นมา
เกิดขึ้น…ยิ่งใหญ่…แล้วก็ดับไป….
แล้วจะอย่างไรกันอีกละ…ก็คงฆ่ากันไม่รู้จบ…
พระองค์ก็คิดแล้วว่า ต้องมีวิธี….ประกาศเอกราชให้ได้ด้วย ทั้งส่วนตัวและส่วนร่วม ไม่ต้องมีใครเสียเลือดเนื้อ มีแต่จะสุขสำราญกันทั่วหน้า เพราะว่า พระองค์รู้จักเรื่องบุญและยังรู้ไม่ถึงที่สุดจึงต้อง ออกบวชแสวงหาวิธีสร้างบุญที่สมบูรณ์ที่สุด พวกเราก็รู้กันในภายหลัง ก็คือสุดยอดของการสร้างบุญอยู่ที่ไหน อยู่มรรคมีองค์ 8 ซึ่งชาววัดปัจจุบันนี้ ก็สวดพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร สวดกันแล้วนะ คือ มรรคมีองค์ 8 สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ รวมเป็น 8 อย่าง สุดยอดของการสร้างบุญ เราก็ได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครู แม้สวดกันอยู่อย่างนี้เรามักจะสรุปเอาแบบง่ายๆว่า สุดยอดของการสร้างบุญก็มี 3 อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา ทั้งหมดนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของมรรคมีองค์ 8 รับรู้ไว้แค่นี้ก่อน
พระองค์ท่านก็รู้นะ บุญเก่าหมดไปทุกวัน ๆ จากมหาอำนาจไปกลายเป็นเมืองขึ้น ทำยังไงเล่า จะให้มีบุญแล้วกลับมามีอำนาจอีก โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องออกบวชหาวิธีวิธี พระองค์ให้วิธีมาแล้วเรามาทบทวนดูตัวเรากันเองดีกว่า ว่า….(หลวงพ่อได้อ่านโอวาท เพิ่ม)
บุญเก่าหมดไปทุกวัน บุญใหม่สำคัญ : ช่วงศึกชิงภพ
บุญเก่าใช้ไป ๆ ก็หมดไปทุกวัน บุญใหม่ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับภพต่อๆไปในอนาคต และส่วนหนึ่งมีความจำเป็นทั้งในชีวิตปัจจุบันนี้ด้วย บุญปัจจุบันสำคัญตอนใกล้จะลาโลก (นี้สำคัญมาก เพราะตอนใกล้จะละโลก จะไปดีไปร้ายมันตัดสินยังไง) บุญปัจจุบันในชาตินี้ สำคัญตอนใกล้จะละโลก เพราะเขาตัดสินใจที่ใครใจใสหรือใจหมอง ถ้าใจใสเพราะสั่งสมความดีก็ไปสวรรค์ ถ้าใจหมองด้วยปาบกุศลก็ไปอบาย ถ้าเราใช้บุญใหม่เพื่อการเดินทางไปสู่สุคติแล้วก็ไปเสวยสุข ซึ่งเป็นส่วนของบุญบนโลกสวรรค์ ส่วนเศษของบุญก็ไว้ใช้ในเมืองมนุษย์ ส่งผลในชาติไปอีกยาวนาน เราจะมีชีวิตสุขสำราญโดยมีอุปกรณ์ในการสร้างบารมี มีแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจุบันนี้ ที่เราประกอบเหตุในการสั่งสมความดีมา
หลวงพ่อทัตตชีโว อธิบายเพิ่มว่า…พูดง่าย ๆ มาถึงวันนี้ขึ้นปีใหม่แล้วต้องคิดเยอะ เพราะบุญเก่าที่ใช้ไป บุญเก่าส่วนที่ติดมาจากภพที่แล้วกับบุญเก่าที่ทำตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งเมื่อวาน เราใช้ไปนะไม่น้อยหรอก มันหมดไปตั้งปีนึง แต่เจ้ากรรม…บุญนะรูปร่างหน้าตาเป็นไง เรายังไม่เข้าไม่ถึงพระธรรมกาย เราก็ยังเห็นไม่ชัด ขอบอกสั้น ๆละกัน
| โครงการธรรมยาตราเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 10 ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม 2565 |
คุณยายอาจารย์ฯอธิบายลักษณะของตัว "บุญ" มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
ขอยืมคำพูดยายจะได้เข้าใจง่ายๆ วันแรกที่หลวงพ่อไปกราบคุณยายเลยพุทธศักราช 2510 หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่พาไปกราบคุณยาย ถามคุณยายถึงนรกสวรรค์ยังไม่พอ ถามเรื่องบุญ นี้ล่ะ ค้างใจนักที่เดียว หาผู้อธิบายไม่ได้ว่า “บุญ” คืออะไร รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง หาคนอธิบายได้ยากเหลือเกิน วันนี้ขอถามคุณยาย คุณยายตอบดีดี๊..
หลวงพ่อถามคุณยาย…คุณยาย…. “บุญ” รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง
ผมรู้แต่ว่า ไปทำบุญตักบาตร ไปตักบาตร ให้ทานนะได้บุญ รู้ว่ารักษาศีลได้บุญ จะรักษาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ข้อ รู้ว่ารักษาศีลได้ รู้ว่าบุญนั่งสมาธิ ได้บุญ รู้ว่าฟังเทศน์ ได้บุญ ปล่อยสัตว์ปล่อยปลาให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน ได้บุญ คุณยายครับ บุญน่ะหน้าตามันเป็นยังไง เราก็บุญจากการให้ทาน จากการรักษาศีล จากการสวดมนต์ภาวนา จากการนั่งสมาธิ จากการฟังเทศน์ บุญแต่ละอย่างละอย่างหน้าตาเป็นยังไง เหมือนกันไหมคุณยาย เคยทำลักษณะนี้ กับครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็นพระเป็นคนมาเยอะแล้ว แต่ไม่ได้คำตอบ พอพบคุณยาย ท่านให้คำตอบสรุปพ่อชัดเจน ลองฟังดู…
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าเข้าใจกันเยอะ คนรุ่นใหม่มาเปิดช่องนี้โดยความบังเอิญ ก็ขอฝากไว้ด้วยหลวงพ่อถามคุณยาย คุณยายท่านแทนที่จะตอบทันที คุณยายกลับย้อนกลับมาถามหลวงพ่อก่อนทันที
“คุณรู้จักไหมน้ำหยาบกับน้ำละเอียด”
เอาละสิ! คุณยายของเรานะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ถามหลวงพ่ออย่างนี้
“คุณรู้จักไหม น้ำหยาบกับน้ำละเอียด มันเป็นยังไง”
หลวงพ่อก็หยุดคิดและตอบกลับคุณยายไป…ว่า
คุณยายน้ำหยาบ หมายถึงน้ำในแม่น้ำ น้ำในก๊อกน้ำ ใช่ไหม
คุณยาย…อ้อใช่
แล้วน้ำละเอียดล่ะ คุณยายหมายถึงไอน้ำที่เวลาเราต้มน้ำแล้วก็เป็นไอออกไปลอยขึ้นไปนั่นน่ะ จนลอยขึ้นไปเป็นเมฆ ใช่ไหม นั่นแหละน้ำละเอียด น้ำหยาบ ๆ จะไม่ไหลในแม่น้ำ ส่วนน้ำละเอียดก็ลอยขึ้นได้นะ แล้วก็มีพลังไอน้ำ มันมีพลังก็ไปใช้ขับรถไฟกับน้ำในรถไฟก็ได้ เอาไปนึ่งเอาไปต้มอะไรก็ได้ น้ำตัวเดียวกันตอนหยาบ ๆ ก็ไปอย่าง ตอนละเอียด ๆ กลับไปอีกอย่างหนึ่ง มันมีฤทธิ์ต่างกัน
คุณยายก็ถามต่อ น้ำละเอียด ๆ นะมีฤทธิ์นะ คุณเรียกว่าอะไรนะ…น้ำละเอียด
ยาย..เขาเรียกว่าไอน้ำก็ได้แต่เขาจัดเต็มพลังงาน นะ คุณยาย
คุณจะจัดเป็นพลังงานอะไรก็ตาม คือเป็นน้ำละเอียด ๆ
แล้วคุณยายก็ถามต่อ …แล้วคุณน่ะรู้จักไฟฟ้าไหม …รู้ครับยาย…
ไฟฟ้ามันก็มีตัวนะคุณนะ… คุณเคยเห็นตัวไฟฟ้าไหม
ยาย…ไม่มีใครก็เห็นหรอกไอ้ตัวไฟฟ้าน่ะ เพราะว่ามันเป็นพลังงาน
เอาล่ะ…แต่จริงๆมันมีตัวนะคุณ ไฟฟ้ามันก็มีตัวละเอียด ๆ ..ตามให้ทันนะ…ไฟฟ้ามันก็มีตัวละเอียด ๆ มันละเอียดกว่าน้ำละเอียดด้วย ถ้าคุณเรียกน้ำละเอียด ๆ ด้วยไอน้ำอะไรพวกนั้นน่ะเป็นพลังงานก็ได้ ไฟฟ้ามันก็เป็นพลังงานหรือเป็นตัวละเอียด ๆ แต่แล้วว่ามันละเอียดกว่าไอน้ำที่คุณว่า ไอน้ำคุณพอจะเห็นมั่งตอนมันออกจากคอกายและออกจากหม้อต้ม แต่พอลอยพ้นปากหม้อปากกาไปขึ้นไปสักศอก สักแขนนี้ คุณก็เริ่มไม่เห็นแล้ว แต่จริงๆมันก็มีตัวอยู่ ลอยอยู่ในอากาศ เห็นตัวชัดๆอีกทีบางครั้งก็เห็นตัวอยู่ในก้อนเมฆ มันก็เป็นน้ำละเอียด น้ำละเอียดที่เป็นพลังงานของคุณ บางครั้งก็ไม่เห็นตัวบางครั้งก็ไม่เห็นตัว ไฟฟ้ามันก็เป็นตัวเป็นตัวละเอียด ๆ แต่คุณไม่เห็น แต่คุณไม่เห็นมันนะ.. ทำไม… เพราะตัวมันละเอียดกว่าไอน้ำ ละเอียดกว่าน้ำละเอียด
แล้วคุณรู้ได้อย่างไรล่ะว่า ตอนนี้ไฟฟ้ามันเปิดแล้ว มันมีแล้วไฟฟ้า
หลวงพ่อก็ตอบตามภาษาไป…ว่า
ยาย…ที่หลวงพ่อรู้ว่ามันมีไฟฟ้าก็เพราะว่า…ตอนที่มันเข้าไปในหลอดไฟ เปิดสวิทซ์แล้วมันเข้าไปในหลอดไฟ ก็เห็นแสงสว่าง ตอนนี้ก็เห็นไฟฟ้าเข้าไปในหลอด แต่ตัวไฟฟ้าไม่เห็น เห็นอาการของไฟฟ้าที่เข้าไปในหลอด หรือว่าเสียบปลั๊กเข้าไปในเตารีด ไฟฟ้าก็คงวิ่งไปในเตารีดนั้นละยาย เห็นตัวไหม ไม่เห็นหรอก แต่รู้ได้อย่างไรว่าไฟฟ้าเข้าไปในเตารีดแล้ว…อ้อ..เตารีดมันร้อน..ยาย
ถ้ามันโดนตัวล่ะ …ตัวก็กระตุกครับ..ยาย..ถ้าแรงๆ ก็หงายท้องครับ..ยาย
เห็นตัวหรือไม่ ที่ทำให้เราหงายท้อง…ไม่เห็นครับ…
มันเป็นพลังงาน..ไม่มีตัว..
คุณยายตอบว่า….มี..แต่คุณไม่เห็น…คุณรู้ตัวว่ามีไฟฟ้า…อยู่ที่อาการของการมีไฟฟ้า…ว่าเข้าไปในหลอดมันสว่าง เข้าไปในเตารีด เตารีดก็ร้อน โดนตัวแล้วกระตุก คุณรู้แต่อาการ แต่คุณ “ไม่เห็น”
อ้อ…รู้ กับ เห็น…คนละเรื่องกันนะ…
คุณรู้ว่า ไฟฟ้ามาแล้ว แต่คุณไม่เห็นตัว เพราะตัวไฟฟ้ามันละเอียด ละเอียดกว่าไอน้ำ หรือ ละเอียดกว่าน้ำละเอียด….อย่างนี้เข้าใจไหม…เข้าใจครับยาย..
คุณยายบอกต่อว่า…บุญนะ ก็มีตัว..
หลวงพ่อเปรย…เอาอีกแล้ว…บุญมีตัว
คุณยายยังบอกอีกว่า…บุญมีตัว แต่ตัวของบุญนั้น ละเอียดกว่าไฟฟ้าอีก ไฟฟ้าก็ละเอียดกว่าน้ำละเอียด มันก็เป็นขั้น ๆ แบบนี้ล่ะคุณ ทั้งหมดนี้มันมีตัวทั้งแหละคุณ น้ำละเอียดมันออกจากพวยกา ออกจากหม้อต้ม เพราะว่ายังพอกึ่งหยาบกึ่งละเอียด พอถึงตัวไฟฟ้าเข้า มันก็เป็นตัวละเอียดเลยล่ะที่นี้ ละเอียดจนกระทั่งตามองไม่เห็น
ตัวมันละเอียด เห็นอาการที่มันเข้าไปในหลอด พอเข้าในหลอดไฟฟ้า หลอดไฟฟ้าก็สว่าง มันเข้าไปในเตารีดมันก็ร้อน มันเข้าไปในเนื้อในตัวคุณ คุณก็กระตุกหงายผ่างเลย(หงายหลัง)
“บุญ” ละเอียดกว่านั้น ละเอียดกว่าไฟฟ้า เราเลยมองไม่เห็น แต่ก็มีอาการนะคุณ…
อาการอย่างไรล่ะ….ทำบุญให้ทานทีไรก็ชื่นใจ รักษาศีลอย่างดี ก็ชื่นใจ นั่งสมาธิดีๆ แม้นั่งโปร่ง โล่ง เบา สบายดีเหลือเกิน ชื่นใจแต่ละอย่าง เวลาทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ก็ทำให้ชื่นใจ แต่มันชื่นใจคนละอย่างนั้นก็คือเกิดจากบุญที่เราทำ คุณมองไม่เห็นตัวบุญ แต่คุณรู้ได้จากอาการของมัน แล้วอาการของบุญนะคุณ มีมากกว่าชื่นใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นเอาไว้ให้ แต่คุณถ้าอยากรู้ก็นั่งสมาธิเยอะๆ ขยันมานั่งกับยาย อีกหน่อยเข้าถึงพระธรรมกายในตัวคุณก็จะเห็น ว่า เออ..บุญมีฤทธิ์เยอะ ตั้งแต่
การเกิดบุญมีหลายวิธี และผลของบุญมีฤทธิ์เยอะ
ทำให้หน้าตาผ่องใสก็ได้ ผิวพรรณก็งามก็ได้ ทำให้อายุยืนก็ได้ ทำให้คิดแต่เรื่องดีๆเรื่องดีๆ เรื่องไม่ดีไม่คิดเลยอย่างนี้ก็ได้ บุญมีฤทธิ์เยอะแยะเลย คุณอยากจะรู้แล้วก็มานั่งสมาธิกับยาย
ถ้าไม่มานั่งสมาธิกับยาย ยังไงก็ไม่เห็นหรอก ไฟฟ้าคุณก็เห็นตัว ฝึกดีๆล่ะเห็นตัวไฟฟ้าน่ะ ง่ายก็เหมือนเห็นไอน้ำที่ออกจากพวยกาที่คุณต้มนั่นแหละ ยายยืนยันอย่างนี้
คุณยายเราอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อธิบายเรื่องบุญให้เราชัดเจนดีจัง แต่ขนาดนั้นก็ยังไม่วายค้างใจ
ยาย…ทำไมล่ะเรื่องบุญมันมีวิธีทำตั้งหลายวิธี ทำทาน รักษาศีล ก็ได้บุญ นั่งสมาธิก็ได้บุญ ทำต้องหลายวิธี บุญแต่ละอย่างเหมือนกันไหม
ยายก็ตอบชัดดี…คุณ..ไฟฟ้าที่คุณใช้กันน่ะ มันมีวิธีเกิดอย่างไรมั่ง
หลวงพ่อเปรยอีกว่า…เอาอีกแล้วยายถามมั้ง อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นะ ถามจนมุม
หลวงพ่อก็ตอบยาย….ยาย…ไฟฟ้า เกิดหลายวิธีเหมือนกันนะ
ปฏิกิริยาทางเคมีก็เกิดขึ้นในหม้อแบตเตอรี่นั้นน่ะ มันต้องเกิดไฟฟ้าได้ จากเครื่องปั่นไฟ ไฟมันก็เกิดได้ และกลางอากาศ ที่ฟ้ามีอาการแลปแปป ๆ นั้นมันก็เกิดกลางอากาศได้นะยาย…ยายก็ยิ้ม ไฟฟ้ามันก็มีวิธีเกิดได้ตั้งหลายวิธี
“บุญ “ก็มีวิธีเกิดได้หลายวิธีเหมือนกัน แต่โดยรวม ๆ นั้น ให้ทานนะบุญเกิด รักษาศีล นั่งสมาธินะบุญเกิด แล้วมันต่างกับไฟฟ้าที่มันเกิดอย่างไร
ตำแหน่งการเกิดของบุญ : ฐานที่ตั้งของใจ ฐานที่ 7
ยายพูดชัดๆดี… ไฟฟ้าโดยทั่วไปมักเกิดนอกตัว หรือในตอนที่หน้าหนาวที่คุณรู้สึกแปป ๆปัปๆ นั้น เวลาโดนพลาสติกโดนอะไรมาเกิด แต่ก็เกิดผิวผิวฟื้นตัว แต่บุญนะมันเกิดในใจคุณทุกทีเลย มันไม่ไปเกิดในท้องฟ้าหรอก เกิดตอนที่ตัดใจ ตัดใจให้ทานไป ของนี้เป็นของเรา ข้าวในขัน กับในถ้วยในหมอ เราตัดใจจัดถวายพระ เราตัดใจ เท่านั้น “บุญ” ก็เกิดเลย รักษาศีลก็เหมือนกัน โกรธนักโกรธหนา แม้มารังแกเราขนาดนี้ ที่อย่างนี้ หากเป็นเมื่อก่อนก็ต้องฆ่าต้องตีกัน แต่วันนี้ รักษาศีล…ตัดใจ..ไปๆ.. ไม่อยากเจอหน้าใคร ก็ให้เขาไปพ้นๆ จะได้จบ ๆ เรื่องไป คุณไม่เป็น ฉันเป็นเองก็ได้ การที่จะทำร้ายกัน ตัดใจไม่ทำร้ายกัน แค่นี้ล่ะ “บุญ” ก็เกิด เกิดตอนที่ตัดใจ
การเกิดของบุญ "การตัดใจ" ทำความดี
เห็นทรัพย์สมบัติของเขามันสวย งาม มีค่า ขนาดนั้น อยากได้เหลือเกิน… ตัดใจ ไม่เอา… ไปทำเองดีกว่า แค่ตัดใจไม่ยุ่งกับทรัพย์ของคนอื่น บุญก็เกิดอีกเหมือนกัน
รักษาศีลเป็นเรื่องของการตัดใจ
ตัดใจไม่โกรธก็เป็นศีลข้อที่ 1
ตัดใจไม่ไปยุ่งสมบัติใคร ก็เป็นศีลข้อที่ 2
ตัดใจไปยุ่งกับสามีภรรยาใคร นั้นก็บุญเกิด
ตัดใจ..ถ้าโกหกรวยแน่ๆงวดนี้… ไม่เอา…
พูดความจริงแล้วบุญเกิด
กินเหล้าเข้าไปซิ ที่แรกก็เป็นคนดีๆ พอกินก็ไปก็ไม่รู้ภาษาคน ตัดใจ อย่าไปกิน บุญก็เกิด บุญเกิดตอนตัดใจ ตามใจวันเกิด ตอนตัดใจตัดใจเสียสละไปก็เป็นเรื่องของการทำทานแล้วได้ผลตัดใจไม่ทำความไม่ดีของการรักษาศีล แล้วมันก็ได้บุญใจ
พอนั่งสมาธิ…ก็ตัดใจ..
ใจมันชอบหนีเที่ยวดีนัก ตัดใจ…ไปยุ่งกับเรื่องข้างนอก มันเลยมาหยุดที่กลางกาย
เรื่องอะไรคิดค้างอยู่ งานค้าง..ตัดใจ… วางมันก่อน..ใจมันเลยกลับมาอยู่ที่กลางกาย มันเลยได้ผล
“บุญ” มันเกิดอย่างนี้ละคุณ ส่วนหน้าตาของบุญน่ะละเอียดยังไงน่ะ ก็ขยัน ๆ มานั่งกับยายนะ ใจหยุดใจนิ่งเข้าถึงพระธรรมกายในตัวเมื่อไหร่ล่ะ เดี๋ยวคุณก็เห็นคุณ มีกายละเอียดอยู่ในนั้นอีกหน่อยคุณก็เห็นเองไม่ต้องมานั่งซักยายอย่างนี้หรอก ชัดดีไหม..ชัดครับ…ชัดนะเข้าใจ แต่ยังไม่เห็นไปนั่งซะไป ไปนั่งกับหมู่คณะขยัน ๆ นั่ง อีกหน่อยวันหนึ่งคุณก็เห็น นี่คือคำว่า “บุญ” ที่เรามีความรู้สึกว่าเป็นนั่นเป็นนี่สารพัด
สรุปให้ก็ได้ “บุญ” เป็นอะไร
“บุญ”เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง แต่เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ ที่ไหน ๆ ก็ไม่เกิด “เกิดในใจของเรา” ตอนที่เราตัดใจ ตัดใจละชั่ว บุญก็เกิด ตัดใจทำความดี มีอะไรให้ใครได้ก็ให้ ให้ชีวิตสัตว์เป็นทาง ให้ได้ก็ให้ แล้วก็ตัดใจไม่ปล่อยให้ใช้ฟุ้งซ่านไปไหน เอามาไว้ที่ศูนย์กลางกายทำให้ใจผ่องใส บุญก็เกิดอย่างนี้แหละนะ
สำหรับลูกหลานที่มาเข้าฟังวันนี้นะ บุญก็เป็นอย่างนี้ล่ะ “บุญ”เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่แสนจะบริสุทธิ์มากก็ดี น้อยก็ดี ปานกลางก็ดี ขอให้เป็นบุญเถอะ มีแต่คุณไม่มีโทษ มีแต่ประโยชน์ไม่มีพิษไม่มีภัย ต่างกับพลังงานชนิดอื่น
ไฟฟ้าถ้าค่อยไป แรงกว่าไป กับวัตถุประสงค์ที่เราจะใช้งาน ไฟฟ้ากำลังพอดีขนาดนี้นะเหมาะสำหรับเตารีด ถ้าแรงกว่านี้เดี๋ยวเถอะเดี๋ยวไหม้บ้าน หรือหากเบากว่านี้รีดผ้าไม่ได้ซะอีกแล้ว น้อยไปมากไปก็เกิดโทษหรือไม่เกิดประโยชน์ ต้องพอดีพอดีกับงานนั้นๆ พลังงานอื่นๆในโลกนี้มันเป็นพลังงานที่ไม่บริสุทธิ์ มีทั้งคุณมีทั้งโทษ ต้องปรับเอาใช้ให้พอเหมาะพอดีกับมัน เพราะฉะนั้นไฟฟ้าจึงต้องมีเครื่องปรับ แต่ว่าบุญน่ะนะเป็นพลังงานบริสุทธิ์มาก น้อยก็ดี ปานกลางก็ดี เพราะฉะนั้นตั้งใจสร้างให้ดี ก็จะได้บุญดีๆเอาไว้เลี้ยงใจข้ามชาติ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้เอาว่าเป็นอย่างนี้นะ
ทบทวนเรื่องบุญ : ใจใส ใจหมอง บุญเก่า บุญใหม่ และ ศึกชิงภพ
บุญเก่า ใช้ไป ๆ ก็หมดไปทุกวัน แต่บุญใหม่ที่เป็นความจำเป็นในภพต่อๆ ไปในอนาคต และส่วนหนึ่งมีความจำเป็นทั้งในปัจจุบันนี้ด้วย บุญปัจจุบัน สำคัญตอนใกล้จะละโลก เพราะเขาตัดสินกันที่ใจใสใจหมอง ถ้าใจใสเพราะสะสมความดีก็ไปสวรรค์ ถ้าใจหมองด้วยปาบอกุศลก็ไปอบาย พูดง่าย ๆ เราใช้บุญไป เพื่อการเดินทางไปสู่สุขคติ
หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า…หัวเลี้ยวหัวต่อ ตอนทำศึกชิงภพ จะไปจากโลกนี้ จะไปสวรรค์ จะไปนรก ชิงกันตรงนี้ล่ะ ถ้านึกถึงบุญได้ หลวงพ่อเปรย ๆว่า…บุญเก่าข้ามชาติ จะนึกอย่างไรเล่า นึกไม่ออกหรอก หากมี ก็นึกไม่ออกหรอกว่า มันมาอย่างไร จะนึกออกก็คือ “บุญใหม่” ที่ทำในชาตินี้ ถ้านึกถึงบุญใหม่ข้ามชาติได้ ใจเราก็ผ่องใส เมื่อใจใส สรรค์ สุขคติเป็นที่ไป ถ้านึกไม่ถึงการสร้างบุญ สิ่งดีๆ ไม่ออก จำได้ว่าไปทำแซบไว้ที่นั้นที่นี้ ก็ใจหมองทำให้ทุขคติเป็นที่ไป จะไปนรก ไปเป็นเปรต เป็นอสูรกาย ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ใจหมอง ใจขุ่น ใจใส ก็ต่างกันตรงนี้ “ตอนศึกชิงภพ” มันสำคัญตรงนี้
กราบอนุโมทนาบุญครับ สาธุ
ตอบลบโอวาทหลวงพ่อทัตตชีโว ในวันขึ้นปีใหม่ สาธุครับ
สาธุ สาธุ สาธุ
ตอบลบขอบคุณกับบทความดีๆแบบนี้ครับ
ตอบลบน้อมกราบสาธุ สาธุ สาธุครับ
ตอบลบกราบขอบพระคุณที่ได้มีโอกาสให้โยม ๆ ได้อ่านได้อ่านบทสรุปดีดี ทั้งได้ความรู้ใหม่ ๆ และได้ทบทวนบางเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาแต่ลืมเลือนไปแล้วเจ้าค่ะ
ตอบลบ