โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.12 ตอน "ทบทวนบุญจุดประทีป รำลึกถึงอนุสรณ์สถานที่ค้นคว้า และเผยแผ่วิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ "

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ : พิธีจุดประทีป รำลึกถึงสถานที่ค้นคว้า และเผยแผ่วิชชา


 
กิจวัตรครั้งที่ 12 คือ วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565 เป็นการจุดประทีป ที่ลานธรรมพระมหาธรรมกาย
 
เจดีย์ เพื่อรำลึกถึงสถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย (จนกระทั่งมรณภาพ) ลำดับที่ 6 คือ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

พิธีกรเริ่มบรรยาย
18.00 น. เริ่มพิธี โดยประธานสงฆ์ คือ พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
20.30 น. จบพิธีจุดประทีป
 
วันนี้ พระพุทธบุตรธรรมยาตรา ได้น้อมรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ พระผู้ปราบมาร คือวัดปากน้ำ สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย โดยท่านประธานสงฆ์ ได้นำนั่งสมาธิ และเชิญสาธุชนทั่วโลก ผ่าน Zoom ทำใจให้ผ่องใส พร้อมกัน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระผู้ปราบมาร และสถานที่ที่ท่านทำวิชชา คือ ที่วัดปากน้ำ 

ประมาณเวลา 18.50 น. ประธานสงฆ์จุดประทีปโคมเอกเสร็จแล้ว คณะพระธรรมททายาท ที่ลานธรรมจึงได้จุดประทีปโคมลาน ต่อๆ กันไป เป็นภาพที่ศักดิ์สิทธิ์ และงดงาม ประทีปสว่างไสวส่องไปทั้งลานธรรม และพร้อมกันนั้น สาธุชนที่ออนไลน์ผ่าน Zoom ก็ได้จุดประทีปที่้บ้านเพื่อน้อมรำลึกถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญ 

ได้นิมนต์พระภิกษุ ผ่าน Zoom ทั่วโลกเจริญพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ญาติโยม ขณะนั้นก็ได้มีภาพแปรอักษรงดงามเกิดขึ้นบนลานธรรม มองมุมสูงบนจอมอนิเตอร์ น่าปลื้มปีติมาก มีคณะญาติโยมมาร่วมงานแบบออนไลน์ผ่าน Zoom เป็นจำนวนมาก กระแสบุญได้เผยกระจายทั่วทุกมุมโลก ใจทุกดวงได้เชื่อมต่อกันไว้ และเผยเมตตา และความปรารถนาดีต่อพเพื่อนร่วมโลก ให้ทุกคนได้มีความสุข ปลอดภัยจากโรคโควิด 19
 
 

 


ประวัติพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร : ช่วงค้นคว้าและทำวิชชาธรรมกาย

ปกติอุปนิสัยหลวงปู่ฯรักสงบ และสันติ แสวงหาสถานที่เงียบ เพื่อปฏิบัติธรรม แต่ท่านก็ไม่ทิ้งงานพระศาสนา ไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลใด ก็ทำคุณประโยชน์มากมายในที่แห่งนั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯเป็นพระที่มากความสามารถ ทำให้พระผู้ใหญ่เล็งถึงคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงมอบหมายให้พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ไปจำพรรษาที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส โดยทำหน้าที่ครั้งแรกเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และแต่งตั้งท่านเป็นพระครูสมุห์ฐานานุกรมของพระศากยยุติยวงศ์



เมื่อมาถึงวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงปู่ พบว่า วัดอยู่ในสภาพกึ่งวัดร้าง ภายในวัดมีสภาพทรุดโทรม มีลักษณะสวนหมาก สวนมะพร้าว สวนเงาะ มีศาลาที่ค่อนข้างเก่ามาก มีโรงครัวเล็กๆ กุฎิมีเพียงไม่มีหลัง เป็นกุฎิหลังเล็กๆ ยกจากพื้น ปลูกจากไม้สัก พักได้เพียงรูปเดียว อยู่ตามร่องสวน พระภิกษุที่อยู่ก่อนหน้านี้ มีจำนวน 13 รูป มักย่อหย่อนทั้งปริยัติ และปฏิบัติ ทำให้ท่านพบอุปสรรคที่ไม่คาดคิดมาก่อน ตั้งแต่วันแรกที่ท่านมาถึงวัดปากน้ำ แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม ท่านคิดที่จะฟื้นฟูวัดปากน้ำให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯกล่าวว่า "สร้างคนนั้น สร้างยาก เรื่องเสนาสนะนั้นไม่ยาก ใครมีเงินก็สร้างได้ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างคนก่อน 

ดังนั้นในเบื้องต้น ท่านมุ่งไปที่ความประพฤติของสามเณรและพระภิกษุในวัด ท่านต้องการให้ทุกรูปมีข้อวัตรปฏิบัติที่ดี ประพฤติตนตามพระธรรมวินัย พระภิกษุสามเณรปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด การสอนวิปัสสนา การส่งเสริมพระปริยัติ โดยการสร้างโรงเรียนพระริยัติ ซึ่งทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ทำให้พระภิกษุ และสามเณร เข้ามาศึกษาเป็นจำนวนมากที่วัดปากน้ำภาษีเจริญจึงเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ ๆ จนกลายเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม และศูนย์กลางการสอนบาลีมาจนถึงปัจจุบัน

แม้ภารกิจการบริหารและดูแลวัดจะมีมากมาย แต่การปฏิบัติธรรมท่านก็ไม่เคยว่างเว้น และการเผยแผ่วิชชาธรรมกายก็สำคัญเพราะท่านถือว่า เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ในขณะที่ท่านศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกาย และสั่งสอนผู้อื่นให้ได้บรรลุธรรมกายไปด้วย ท่านได้คัดเลือกผู้ที่มีผลการปฏิบัติธรรมดีเยี่ยม ทั้งที่เป็นสามเณร ่พระภิกษุสงฆ์ แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา จำนวนหนึ่งเพื่อร่วมกันศึกษาวิชชาธรรมกายที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้้นไป เรียกว่า "การทำวิชชาปราบมาร"

เพื่อการค้นคว้าวิชชาธรรมกายเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และอยู่ในสถานที่ที่เป็นสัดเป็นส่วน เหมาะสมต่อการเจริญสมาธิภาวนา ภายในปี พุทธศักราช 2474 ขณะที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯอายุได้ 47 ปี ท่านได้สร้างอาคารเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายขึ้นภายในวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า "โรงงานทำวิชชา" ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างโบสถ์กับวิหาร ใกล้หอไตร เป็นเรือนไม้สองชั้น ภายในของชั้นบนชั้นล่าง มีห้องท่อต่อถึงกันสำหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯใช้สอนวิชชาลงมาตามท่อนี้ ซึ่งผู้อยู่เวรก็จะได้ยินโดยทั่วกัน และก็เจริญวิชชาตามคำสั่งนั้น ๆ 
 
มีผู้อยู่เวรทำวิชชา วันละประมาณ 10 คน ตัวเรือนทำวิชชา มีขนาดไม่กว้างใหญ่นัก ชั้นล่างตั้งเตียงเป็น 2 แถวคือ ซ้ายและขวา ประมาณ 6 เตียง ตรงกลาง เว้นเป็นที่เดิน พอให้เดินได้สะดวกเท่านั้น ชั้นล่างสำหรับแม่ชี และ อุบาสิกา ใช้นั่งเจริญวิชชา และเป็นที่พักอาศัยไปในตัวด้วย มีผู้อยู่เวร และไม่ได้พักในโรงงานทำวิชชาบ้าง แต่ก็มีเพียงเล็กน้อย ระหว่างชั้นบนกับชั้นล่าง ไม่มีบันไดเชื่อมต่อถึงกัน และทางเข้าออก ก็แยกออกจากกันคนละชั้น คนละทาง ชั้นบนมีทางเข้าต่างหาก ใช้สำหรับทำวิชชาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ พระภิกษุ สามเณร ที่ผู้เวรทำวิชชา 
 


นี้คือประวัติส่วนหนึ่งของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พิธีกรบรรยาเสร็จ ก่อนที่ประธานสงฆ์เริ่มพิธีจุดประทีปโคม นำนั่งสมาธิ สวดมนต์ สวดสรรเสริญหลวงปู่ฯ อธิษฐานจิต แผ่เมตตา ชมคลิป และนำนั่งสมาธิอีกครั้ง เพื่อนึกถึงบุญน้อมรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 คือวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อกตัญญู พระผู้ปราบมาร และถวายเป็นพุทธบูชา น้อมบุญแผ่เมตตาแก่เพื่อนสรรพสัตว์ 
 
ภาพประทีปโคม ได้แปรเปลี่ยนเป็นอักษราภาพบนลานธรรม ปรากฎเป็นมงคลชีวิตยิ่ง เชื่อมใจทุกคนเข้าด้วยกัน เป็นพลังบุญบริสุทธิ์ น่าปลื้มปีติเบิกบานใจ 




หลังจากนั้น ประธานสงฆ์ก็ได้อ่านทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ ชมคลิปเสียงหลวงปู่ฯ พร้อมกันขยายความเพิ่ม อธิษฐานจิตประจำวัน บูชาพระรัตนตรัย เป็นอันจบพิธีงานบุญในวันนี้ 

👉บทความ : ทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ : วัดปากน้ำภาษีเจริญ วันที่ 28 มกราคม 2565 กดอ่านที่นี้
👉บทความขยายความจากประธานสงฆ์ อ่านต่อที่นี้ ตอนหลวงปู่ฯบอกวิธี "ปราบมาร"

รับใบประกาศเกียรติคุณ ร่วมต้อนรับธรรมยาตรา วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565

     รับใบประกาศที่ zoom072.com/dmy/28
     ภาษาอังกฤษ   zoom072.com/dmy/en28

โปรดอย่าลืม!!! เมื่อทุกท่านสร้างบุญใหม่วันนี้เสร็จแล้ว ขอให้ทุกท่านได้บันทึกปฏิทินบุญประจำวัน ตามคำแนะนำที่คุณครูไม่ใหญ่ให้โอวาทไว้ ในช่วงวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565 เพื่อความปลื้มปีติในบุญ ทุกครั้ง ทุกท่านทำได้บนมือถือตามระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หรือ iOS โหลดแอพพิเคชั่นปฏิทิน มาใช้งานได้ตามสะดวก และตามที่ชอบ

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.11 ทบทวนบุญการเดินธรรมยาตรา รำลึกถึงอนุสรณ์สถานที่ค้นคว้า และเผยแผ่วิชชาธรรมกาย วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร : การเดินธรรมยาตรา รำลึกถึงสถานที่ค้นคว้า และเผยแผ่วิชชาธรรมกาย 

 

กิจวัตรครั้งที่ 11 คือ การเดินธรรมยาตรา รอบมหาธรรมกายเจดีย์ รำลึกถึงสถานที่สำคัญลำดับที่ 6 คือวัดปากน้ำภาษีเจริญ สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย จัดขึ้นในวันอังคารที่ 25 มกราคม 2565 

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.10 ทบทวนบุญพิธีจุดประทีป รำลึกถึงอนุสรณ์สถานเผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 5 วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม : พิธีจุดประทีป รำลึกถึงสถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก 

 

กิจวัตรครั้งที่ 10 : คือ พิธีจุดประทีปบูชาธรรมพระพุทธเจ้า และ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร)พระผู้ปราบมาร คือ วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565

โครงการธรรมทายาทปีที่ 10 : EP. 9 ทบทวนบุญกิจวัตรการเดินธรรมยาตรารำลึกถึงสถานลำดับที่ 5

เส้นทางพระผู้ปราบมารลำดับที่ 5 รำลึกถึงสถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ณ วัดบางปลา บางเลน จังหวัดนครปฐม (อนุสรณ์สถาน : ที่ดินตรงข้ามวัดบางปลา)

กิจวัตรครั้งที่ 9 : การโปรยดอกไม้ต้อนรับพระธรรมยาตรา ที่วัดพระธรรมกาย ในวันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2565  ออนไลน์ ผ่าน Zoom และ เข้าร่วมในพื้นที่จริง ตามมาตราการป้องกันโควิด19 พร้อมพุทธบริษัททั่วโลก 

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP. 8 ทบทวนบุญพิธีจุดประทีป รำลึกถึงสถานลำดับที่ 4

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 4 รำลึกอนุสรณ์สถานวัดโบสถ์บน บางคูเวียง นนทบุรี สถานที่บรรลุธรรม


กิจวัตรครั้งที่ 8 พิธีจุดประทีปที่ลานมหาธรรมกายเจดีย์ คือ วันพุธที่  19 มกราคม 2565 ซึ่งวันนี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิด  113 ปี ของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ นกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย โดยช่วงเช้าจะมีการถวายภัตตาหาร และทำพิธีบุญออนไลน์ผ่าน Zoom มีคณะสาธุชนเข้าร่วมพิธีจากทั่วทุกมุมโลก ช่วงบ่ายเวลาประมาณ บ่ายโมง ก็มีการอัญเชิญมยุรนาวากาศ ประดิษฐาน ณ อาคาร 100 ปี คุณยายฯ ช่วงเวลา 17.30 น เป็นพิธีจุดประทีปครั้งที่ 4 ของพระธรรมทายาท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และพระผู้ปราบมาร เวลา 20.30 น. เป็นพิธีสวดมนต์บทธัมมจักร

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP. 7 ทบทวนบุญการเดินธรรมยาตรา รำลึกถึงอนุสรณ์สถาน ลำดับที่ 4 สถานที่บรรลุธรรม

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 4 รำลึกถึงอนุสรณ์สถานที่บรรลุธรรม วัดโบสถ์บน บางคูเวียง

 


กิจวัตรครั้งที่ 7 เริ่มวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565 ถวายการต้อนรับพระธรรมยาตรา ถวายเป็นพุทธบูชาและบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (พระผู้ปราบมาร) ระลึกถึงอนุสรณ์สถาน ลำดับที่4 สถานที่เกิดด้วยกายธรรม วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.2 พิธีจุดโคมประทีป ครั้งที่1 รำลึกถึงอนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี(โลตัสแลนด์)

เส้นทางพระผู้ปราบมาร ลำดับที่ 1 โลตัสแลนด์  รำลึกถึงอนุสรณ์สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ


กิจวัตรครั้งที่ 2 คือ วันพุธที่ 5 มกราคม พทธศักราช 2565 : ร่วมพิธีจุดประทีป ระลึกถึงอนุสรณ์สถาน ลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ 

ปัจจุบัน สถานที่เกิดของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมนี สด จนฺทสโร เหลือเพียงเสาต้นเดียวที่กำหนดหลักฐานให้ได้เห็นและสามารถสร้างมหาวิหารฯ ครอบคลุมพื้นที่บ้านเกิดหลวงปู่ได้ถูกต้อง

การดำรงมหาปณิธานของมหาปูชนียาจารย์ มุ่งสืบสายเส้นทางแห่งการค้นพบและเผยแผ่วิชชาธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร คือศุภนิมิตรการประสานดวงใจของพุทธบริษัทเพื่อการเชิดชูพระพุทธศาสนา 

พุทธบริษัทได้ร่วมอนุโมทนาในกิจวัตรของพระธรรมยาตรา ในพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ น้อมรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณีบุรี โดยสาธุชนทั่วทุกมุมโลกได้รวมใจประกอบพิธีกรรม ผ่านระบบออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากศูนย์กลางแห่งความสว่าง คือ พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์

เวลา 18.00 น. เริ่มพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เชื่อมประสานดวงใจสาธุชนทั่วโลกมาที่จุดศูนย์กลางอันเดียวกัน โดย มี พระครูสมุห์ธานินทร์ บุญฺญนนฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ท่านประธานสงฆ์ได้นำคณะพระธรรมยาตรา และพุทธบริษัทที่ออนไลน์ทั่วโลก กล่าวคำถวายประทีปเป็นพุทธบูชา ก่อนที่ท่านประธานสงฆ์ และตัวแทนคณะสงฆ์ จะได้เมตตาจุดประทีปโคมเอกเป็นปฐมฤกษ์ ณ เบื้องหน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์ ตามด้วยพระธรรมยาตรา ได้พร้อมใจกันจุดประทีปโคมลาน จุดต่อแสงประทีปแห่งธรรมอันอำไพ เชื่อมต่อความสว่างไสวไปยังผู้มีบุญที่ออนไลน์มาจากทุกทวีปทั่วโลก สอดประสานดวงใจอันบริสุทธิ์ น้อมนำเปลวประทีปอันเรืองรอง ถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรมพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร 

 

 

 

จุดต่อสว่างไสวไม่มีประมาณด้วยการแปรภาพ เป็นภาพอนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี(โลตัสแลนด์) สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ แผ่นดินศักดิ์ผืนเดียวในโลกที่รองรับการบังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร จุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การค้นพบทางสายกลาง หนทางสว่างที่สถิตย์แห่งรัตนภายใน


 

ในท่ามกลางความสว่าง บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ คณะพระธรรมยาตรา และคณะสงฆ์ทั้งภายในและต่างประเทศ รวมไปถึงพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ได้น้อมนำพระสัจธรรมคำสอนมาสู่ กาย วาจา และใจ แผ่ขยายกระแสใจเป็นพุทธมนต์อันบริสุทธิ์ คุ้มครองโลกให้รอดพ้นจากภยันตรายใด ๆ ทั้งปวง พร้อมรับความสวัสดีมีชัย ต้อนรับศักราชใหม่แห่งการสร้างบุญบารมี


แสงทองแห่งรัตนภายในสว่างไสวขับความมืดมิด ในราตรีอันเป็นสิรินี้ หมู่คณะพระธรรมยาตราได้เชื่อมประสานความบริสุทธิ์ผ่องใส เชื่อมใจผู้มีบุญทั่วโลก ก่อเกิดเป็นพลังบุญใส สะอาดบริสุทธิ์ สถิตย์นิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ก้าวตามคำสอนอันล้ำค่า ด้วยการภาวนา "สัมมา อะระหัง"  ปฏิบัติบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ด้วยเคารพเทิดทูนท่านอย่างสุดจะนับจะประมาณมิได้

 

 

เมื่อควาบริสุทธิ์ผ่องใสทับทวีกลางดวงใจ พระครูสมุห์ธานินทร์ บุญฺญนนฺโท ท่านประธานสงฆ์ได้เมตตาถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของมหาปูชนียาจารย์ นำทุกท่านเข้าสู่ชีวประวัติอันงดงาม ณ แผ่นดินรูปดอกบัว อนุสรณ์สถานสำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี(โลตัสแลนด์) แดนเกิดด้วยรูปกายเนื้อของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร จุดเริ่มต้นที่ทำให้มวลมนุษยชาติ มีโอกาสได้รู้ ได้เห็น ได้ปฏิบัติตาม เพื่อก้าวสู่อายตนนิพพาน ตามทางสายกลางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ภารกิจกันยิ่งใหญ่แห่งการสืบสานเส้นทางประวัติศาสตร์ของมหาปูชนียาจารย์ ในโครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 พร้อมน้อมใจรำลึกถึงอนุสรณ์สถานทั้ืง 7 แห่ง ที่เนื่องด้วยพระเดชพระคุณหลวงปู่พระผู้ปราบมาร คือ การรวมพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ ซึ่งมีผุ้มีบุญจากทั่วทุกมุมโลก ได้พร้อมใจออนไลน์ร่วมอนุโมทนาในกิจวัตรของพระธรรมยาตรา ซึ่งมีตลอดเดือนมกราคม เพื่อยังความเป็นสิริมงคลได้บังเกิดเป็นมหากุศล ต้อนรับศักราชใหม่ ซึ่งจะเป็นศักราชใหม่แห่งชัยชนะ เป็นศักราชทองที่จะน้อมนำชาวโลก เข้าสู่ครรลองแห่งธรรม ทุกข์ โศก โรค ภัย ย่อมมลายสิ้นด้วยพุทธบารมี และบารมีธรรมของพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร 

อนุโมทนาบุญทุกท่านมา ณ โอกาส นี้

ขอเรียนเชิญชาวพุทธทุกท่าน ร่วมอนุโมทนากับกิจวัตรพระธรรมยาตรา 

ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พุทธศักราช 2565

 


ใบประกาศวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565

เมื่อท่านได้เข้ารวมอนุโมทนากิจกรรมพระธรรมยาตราแล้ว สามารถรับใบประกาศ เพื่อน้อมรำลึกถึง และทบทวนบุญ ในการสร้างบุญใหม่ของปี 2565 ให้ได้ปีติสุขเบิกบานในบุญตลอดเวลา
ออกใบประกาศที่ zoom072.com/dmy/5
ภาษาอังกฤษ zoom072.com/dmy/en5
 


ร่วมกิจกรรม Online ได้ที่
สอบถาม 02-831-1234
 
หรือ 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.1 บรรยากาศการเดินธรรมยาตรา on Zoom

ประมวลภาพธรรมยาตรา  :  ในโครงการธรรมยาตราเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 10 : แผ่นดินแดนเกิด(โลตัสแลนด์)

โครงการธรรมยาตราเส้นทางพระผู้ปราบมาร เริ่มมีกิจวัตรขอพระภิกษุสงฆ์มาตั้งแต่ปี 2555  และ ธรรมยาตราปีนี้ พุทธศักราช 2565 ก็เริ่มวันแรกคือ วันที่ 2 มกราคม  ไปถึง สิ้นสุด คือ วันที่ 31 มกราคม 2565 ปีนี้ครบรอบปีที่ 10 ในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร "รักษ์บวร รักษ์ศีล 5" ทางวัดพระธรรมกาย ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปและลูกศิษย์ได้ร่วมอนุโมทนาบุญกิจวัตรของพระธรรมยาตรา On Line  ผ่าน Zoom เนื่องจากยังมีเหตุการณ์โควิด19 พื้นที่แต่ละพื้นที่ก็ยังมีมาตรการควบคลุมตามหลักสาธารณสุขอย่างครบเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพประชาชน

หลังจากสวัสดีปีใหม่ ทุกท่านได้เคาท์ดาวน์โดยการสวดมนต์ข้ามปีกันแล้ว ช่วงเช้าในวันที่ 1 มกราคม หลาย ๆ พื้นที่ก็ตักบาตรออนไลน์  สำหรับคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี สด จนฺทสโร  ก็ได้จัดเตรียมพื้นที่ เพื่อให้พระผู้บวชใหม่ได้ฝึกตนบำเพ็ญบตะในการเดินธรรมยาตรารอบพื้นที่วัดพระธรรมกาย 2,000 ไร่ และให้สาธุชนได้ร่วมอนุโมทนาบุญเป็นวันแรก ซึ่งพระที่ท่านเดินธรรมยาตรา มีจำนวนกว่าสามพันรูปที่บวชในโครงการบูชาธรรมพระผู้ปราบมาร ทำกิจวัตรเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและบูชาธรรมมหาบูชนียาจารย์เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2 มกราคม 2565

ปฏิทินโครงการธรรมยาตรา"รักษ์บวร รักษ์ศีล 5" บูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์

 

เส้นทางพระผู้ปราบมารมีทั้งหมด 7 สถานที่ คือ

ลำดับที่ 1. โลตัสแลนด์ แผ่นดินรูปดอกบัว เป็นแผ่นดินแดนเกิดด้วยรูปกายเนื้อ อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

ลำดับที่ 2. คลองลัดบางนางแท่น จังหวัดนครปฐม : สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต

ลำดับที่ 3. วัดสองพี่น้อง : สถานที่เกิดในเพศสมณะ อยู่ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

ลำดับที่ 4. วันโบสถ์บน บางคูเวียง จ.นนทบุรี : สถานที่บรรลุธรรม หรือ สถานที่เกิดด้วยกายธรรม

ลำดับที่ 5. วัดบางปลา จังหวัดนครปฐม : สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกาย(ครั้งแรกหลังบรรลุธรรม)

ลำดับที่ 6. วัดปากน้ำ กรุงเทพฯ : สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกายจนกระทั่งมรณภาพ

ลำดับที่ 7. วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี : สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย (เผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ไปทั่วโลก

ก่อนที่จะไปร่วมอนุโมทนาบุญต้อนรับพระธรรมยาตราในการทำกิจวัตรของคณะสงฆ์ เรามาดูว่า ฝ่ายคณะญาติโยมเตรียมการอะไรบ้าง  

มหาธรรมกายเจดีย์,วิหารคต : ทางวัดจัดเตรียมดอกไม้ เพื่อให้คณะญาติโยมที่มีจิตศรัทธาได้มาเอาบุญ "เด็ดดอกไม้" ซึ่งคนที่เข้ามาก็ต้องแยกพื้นที่ให้ทำกิจกรรมเด็ดดอกไม้ คนละพื้นที่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด และเป็นการทำตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ใครจะเข้าวัดก็ต้อง ฉีดวัคซีนให้ครบ 2 เข็ม และทำ ATK ก่อน จึงจะเข้ามาร่วมกิจกรรมเด็ดดอกไม้เตรียมต้อนรับพระธรรมทายาท 

แปลงดอกไม้(ส่วนหนึ่ง)ปลูกเตรียมไว้ต้อนรับพระธรรมยาตรา ปี 2565

เรามาชมกันว่า กิจวัตรของพระธรรมยาตรา ปีนี้ มีอะไรกันบ้าง 

กิจวัตรครั้งที่ 1 คือ  วันที่ 2 มกราคม 2565 : เริ่ม เดินธรรมยาตรา ครั้งที่ 1 บูชาพระผู้ปราบมาร รำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 แผ่นดินแดนเกิดพระผู้ปราบมาร โลตัสแลนด์ แผ่นดินรูปดอกบัว


ในปีนี้ คณะพระธรรมทายาทในโครงการบวชบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์พระผู้ปราบมารได้มีกิจวัตร รำลึกถึงสถานทั้ง 7 แห่ง โดยการเดินธรรมยาตราภายในวัดพระธรรมกาย ภายใต้มาตราการกระทรวงสาธารณสุขป้องกันการแพร่ระบาดโควิด 19  ซึ่งเป็นกิจวัตรเฉพาะพระธรรมยาตรา โดยผู้มีบุญและสาธุชนทั่วทุกมุมโลก ได้เข้าร่วมอนุโมทนาบุญ และส่งเสียง "สาธุการ" ดังไปทั่วโลก ผ่านระบบออนไลน์ บนแอพ Zoom ด้วยความปีติ เบิกบานใจ 

โดยพิธีกร เริ่มให้คำบรรยายวิธีการร่วมกิจวัตร และอธิษฐานจิตผ่านZoom และ ได้แจ้งให้สาธุชน ที่เข้าร่วมโปรยดอกเบญทรัพย์พร้อม ๆ กัน และขบวนพระธรรมทายาทก็ได้เริ่มเดิน สาธุชน ก็กล่าวคำว่า "สาธุ" พร้อม ๆ กัน

 พระธรรมยาตรา เริ่มเดินตั้งแต่หน้าวิหารพระมงคลเทพมุนี และโดยรอบวิหารคต พระมหาธรรมกายเจดีย์ ด้วยความสงบ สง่างามเหมาะสมกับการเป็นพุทธบุตร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นกตัญญู บูชามหาปูชนียาจารย์ โดยมีขบวนราชรถที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และ รูปปั้นเหมือนทองคำของหลวงปู่ ได้เคลื่อนไปตลอดเส้นทาง เพื่อรำลึกถึงอนุสรณ์ที่เกิดรูปกายเนื้อ

การสืบสานเส้นทางอันสูงส่งของมหาปูชนียาจารย์ เป็นภาพที่อัศจรรย์ใจบังเกิดเป็นปีที่ 10 งดงามตรึงตาตรึงใจด้วยกลีบดอกเบญจทรัพย์และทรัพย์บานชื่น ซึ่งมาจากความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน ที่โปรยปรายทุกกลีบดอก ผ่านหน้า Zoom 

ทุกย่างก้าวของพุทธบุตรที่ได้กลั่นกาย วาจา ใจ ก้าวสืบสานปฏิปทาของมหาปูชนียาจารย์ เพื่อน้อมนำข้อวัตรปฏิบัติอันดีงามของท่าน มาเป็นแบบแผนประพฤติปฏิบัติ ทุกอนุวินาทีที่ได้ก้าวไปบนผืนแผ่นดินอันศักดิ์ พร้อมนำใจรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ เป็นสถานที่แห่งเดียวในโลก ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่พระผู้ปราบมารเลือกลงมาเกิด เป็นช่วงที่น่าปีติและภูมิใจที่มีการบังเกิดขึ้นของท่าน

หนทางการเข้าถึงพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สูญหายหลังจากปรินิพพานไปแล้วกว่า 500 ปี จึงได้รับการรื้นฟื้นให้หนคืนมาเป็นแสงสว่างให้แก่ชาวโลกอีกครั้ง

ทุกย่างก้าวเป็นย่างแก้วแห่งความบริสุทธิ์ ก้าวย่างประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของชีวิตที่ได้ก้าวสืบสานเส้นทางที่งดงามด้วยชีวประวัติของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ทักขิไณยบุคคลผู้ประเสริฐ ท่านทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน ค้นคว้าจนค้นพบเส้นทางสายกลาง หนทางแห่งมรรคผลนิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งยังกล้ายืนหยัดนำมาเปิดเผยและสั่งสอน เพื่อให้มวลมนุษยชาติ ได้เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงภายใน

การเชื่อมดวงใจทุกดวงผ่านระบบ Zoom น้อมใจสักการะพระเดชพระคุณหลวงปู่พระผู้ปราบมาร ด้วยจิตที่เลื่อมใส ย่อมทำให้มีอานิสงส์เกิดผลบุญใหญ่มหาศาล ที่จะปกป้องผองภัยขจัดทุกข์โศกโรคภัยให้มลายสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย และ ทุกทวีปทั่วโลก

ความสำคัญของแผ่นดินโลตัสแลนด์

เป็นสถานที่เกิดรูปกายเนื้อของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) ท่านเกิดวันที่ 10 ตุลาคม 2427 ตรงกับวันศุกร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11  ปีวอก ฉศก จุลศักราช 1246 ในสมัยรัชการที่ 5 ณ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 5 คน 

สถานที่เกิดรูปกายเนื้อมีลักษณะ แผ่นดินรูปทรงดอกบัว มีน้ำล้อมรอบ มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ตั้งอยู่ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี คณะศิษยานุศิษย์ได้จัดสร้าง “มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี” รูปทรงภูเขาทองแปดเหลี่ยม ภายในบันทึกประวัติการสร้างบารมีของท่านตั้งแต่ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย บริเวณกลางวิหารประดิษฐานรูปหล่อทองคำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เพื่อให้สาธุชนได้กราบไหว้ นำแบบอย่างคุณธรรมของท่านมาเป็นกำลังใจ และเป็นแบบแผนในการสร้างบารมีต่อไป


พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯได้ถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินกลางน้ำ รูปทรงดอกบัว ริมคลองสองพี่น้อง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดสองพี่น้อง ในท้องที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านได้เรียนหนังสือเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 9 ปี ที่วัดสองพี่น้อง ซึ่งน้าชายของท่านได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดแห่งนี้ ต่อมา พระน้าชายของท่านได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดหัวโพธิ์ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจึงติดตามไปเรียนหนังสืออยู่ในสำนักของพระภิกษุ จากนั้น ท่านได้ย้ายจากวัดหัวโพธิ์ไปเรียนหนังสือที่สำนักของพระอาจารย์ทรัพย์ เจ้าอาวาสวัดบางปลา

ประมวลภาพบรรยากาศของกิจวัตรพระธรรมยาตรา



ชมคลิป ฉบับสั้น ธรรมยาตรา กตัญญูพระผู้ปราบมารในแดนเกิด แผ่นดินรูปดอกบัว EP.1

 

 ชมคลิปการถ่ายทอดสดในพธีร่วมอนุโมทนาบุญพระธรรมยาตรา ปีที่ 10 ฉบับเต็ม

อานิสงส์การกล่าวสาธุการต้อนรับพระธรรมยาตรา

1.จะเป็นผู้ที่มีกิตติศัพท์อันงดงาม ทั้งในมนุษย์และเทวดา
2.มีเสียงอันไพเราะ ก้องกังวานลึก
3.ไปในที่ใด ย่อมได้รับการต้อนรับสรรเสริญ
4.มีทิพยสมบัติ วิมาน และบริวาร เจริญรุ่งเรืองสว่างไสว
5. ได้รูปสมบัติที่งดงาม ได้สัดส่วน
6. ปากสวย ฟันสวย เพราะเปล่งสาธุการ
7.มีสุคติภพเป็นที่ไป อยู่แต่ในสุคติภูมิ ไม่ไปสู่อบาย
8.เทวดาทุกชั้น พรหม อรูปพรหม จะสรรเสริญ อนุโมทนา
9.ได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย

ดังนั้นขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมอนุโมทนาบุญกิจวัตร ในงานบุญธรรมยาตราในแต่ละครั้ง ผ่าน Zoom 

ร่วมกิจกรรม Online ได้ที่
www.zoom072.com
www.gbnus.com
สอบถาม 02-831-1234
 

ข่าวดี!!!!ประชาสัมพันธ์


พิเศษสำหรับท่านที่อ่านในมือถือ

ด้านล่างสุดของบทความ จะมีป้ายข้อความเพื่อแชร์โอวาทปีใหม่ มีข้อความว่า "ใช้ร่วมกัน" กดปุ่มป้ายข้อความ ดังปรากฎตามภาพที่โชว์ตัวอย่างให้ดู👇

จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นจอว่าง ๆ ไม่มีอะไร จากนั้นสไลด์มือเลื่อนขึ้นจนสุดหน้าต่าง ก็จะมองเห็นโลโก้ หรือ ปุ่มแชร์ เช่น Email Facebook twitter จากนั้นก็เลือกปุ่มแชร์ตามที่ท่านสะดวก หรือ แชร์ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม ก็ได้


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

 

Happy New Year 2565 : โอวาทปีใหม่ EP. 2 คุณครูไม่ใหญ่สอนวิธีการบันทึกปฏิทินบุญ

หลักฐานการยืนยันลิขิตชีวิตในภพหน้า


หลวงพ่อทัตตชีโว...ท่านได้อ่านทบทวนโอวาทต่อว่า...
ส่วนเศษของบุญที่เอาไว้ใช้ในเมืองมนุษย์ส่งผลให้ภพชาติถัด ๆไปอีกยาวนาน เราจะมีชีวิตสุขสำราญ มีอุปกรณ์ในการสร้างบารมีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจุบันนี้ ที่เราประกอบเหตุในการสั่งสมความดีเอาไว้ (สั่งสมเอาไว้ชาติหน้านั้นเอง) คราวนี้  ปัจจุบัน เราใช้บุญเก่าไปทุกวัน ๆ แต่ถ้าบุญใหม่นาน ๆทำที…

(หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านยกตัวอย่างว่า…ปีใหม่ทีค่อยตักบาตร แล้วใช้บุญเก่าไป 364 วัน แล้วมันจะว่าอย่างไรกันละลูกเอ๋ย…)

ปัจจุบัน เราใช้บุญเก่าไปทุกวัน ๆ แต่ถ้าบุญใหม่นาน ๆทำที… ปีหนึ่ง ทำวันเกิด กับ วันขึ้นปีใหม่….

(หลวงพ่อทัตตชีโว พูดเสริมว่า…พอดีวันเกิดเราตรงกับวันปีใหม่..เฮอะ..ปีหนึ่งทำหนเดียว แล้วมันจะไปอย่างไรกันละลูก…)

นาน ๆ ทำบุญที แล้วเราจะไปหวังเอาดีในภพเบื้องหน้าได้อย่างไร

เราเป็นผู้ออกแบบชีวิต ไม่ใช่ใครจะมาลิขิตชีวิตของเรา (หลวงพ่อทัตตชีโว พูดเสริมว่า…ตรงนี้ต้องชัดเจน บางศาสนาเขาก็บอกว่า พระเจ้าของเขาเป็นผู้ลิขิตชีวิต บางศาสนาเขาก็เชื่อว่าพระพรหมลิขิตชีวิต จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าออกตรัสว่า บุญ ปาบ เป็นตัวลิขิตชีวิตของเรา คือ ใจหมอง ใจใส และบุญปาบ นั้น ใครทำ ก็เราทำเองนะซิ จะใครอีกล่ะ เมื่อเราเป็นคนสร้างบุญสร้างปาบเอง เพราะฉะนั้นผู้ออกแบบชีวิตให้เรา ก็คือตัวของเรา ไม่เกี่ยวกับเทวดาฟ้าดินที่ไหน)

เราเองเป็นผู้ออกแบบชีวิตไม่ใช่ใครจะมาลิขิตชีวิตของเรา เราอยากจะให้ชีวิตของเราในปัจจุบันและในภพต่อๆไปเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่ใจของเราจะไขว่คว้าเอามา อยากจะให้ชีวิตรุ่งเรืองในภายภาคหน้า (หลวงพ่อทัตตชีโว พูดเสริมว่า…ตั้งแต่ปีใหม่วันนี้วันที่ 1 มกราคม ตั้งใจวางผังสร้างบุญไป อย่าให้มีผังสร้างปาบติดตัวไป ไม่เอาน่า วางผังว่าจะไปตกปลาที่นั้น…เลิกซะนะลูก..วางผังว่าจะไปกินเหล้า เข้าบาร์…เลิกซะลูก)

 วิธีการในการสร้างบุญกุศล 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้แล้ว บุญกิริยาวัตถุ 3 ที่แปลว่าทางมาแห่งบุญ 3 ทาง คือ ทาน ศีล ภาวนา เราก็ต้องทำ ถ้าเราไม่ทำก็ไม่ได้บุญมาใช้ อยู่ๆจะให้บุญหล่นทับนั้นมันไม่มี (หลวงพ่อทัตตชีโว เสริมว่า...คำนั่นเป็นสำนวนขี้เมา บุญที่ไหนมันจะหล่นทับ พอ ๆกับก้อนเมฆที่ไหนจะหล่นทับ…ไม่มี.. ขนาดก้อนเมฆฝนจะต้องสร้างบรรยากาศ ไม่มีตกให้หรอก ) ถ้าเราไม่ทำก็ไม่ได้บุญมาใช้ อยู่ๆจะให้บุญหล่นทับนั้นไม่มี หรือจะหวังแค่อนุโมทนาบุญกับคนอื่น หรือหวังให้เขาทำบุญแล้วอุทิศบุญแบ่งให้เรา ก็ได้ทีละนิดทีละหน่อย (ท่านได้พูดเสริมอีกว่า...เหมือนฝนตกกะปริดกะปรอยนะลูกเอ๊ย อย่าไปหวังเลย บางคนนะหวังให้ เราทำบุญ อีกหน่อยลูกก็ทำบุญกรวดน้ำอุทิศไปให้ เราเป็นพ่อมันยังไม่ค่อยได้ทำบุญกรวดน้ำอุทิศให้ปู่เลยนะ แล้วลูกมันจะทำให้เรา หวังลม ๆ แล้ง ๆ ตายเปล่า อย่าไปยืมจมูกคนอื่นเขาหายใจ ไปยืมจมูกลูก ยืมจมูกหลานหายใจ โธ่…ขนาดมีชีวิต ให้มันทีละหยด 2 หยด ขนาดทีชีวิตอยู่ยังว่ากันเป็น อึก ๆ เลย แล้วลูกหลานกรวดน้ำให้ที่ละหยด สองหยด ไม่อิ่มหรอก คอแห้งตาย)

หวังให้เขาทำบุญแล้วอุทิศบุญแบ่งให้เรา ก็ได้ทีละนิดทีละหน่อย หยด 2 หยด อย่าหวังเลย อย่าไปยืมจมูกคนอื่นเค้าหายใจ (สู้เราทำเองไม่ได้หรอกลูกเอ๊ย ทำกับมือมันได้บุญมากกว่านะลูกนะ…ทำไมล่ะ ก็มันเต็มไม้เต็มมือ) อุปกรณ์ในการสร้างบารมีในอนาคต….(ก่อนที่หลวงพ่อ ท่านจะอ่านทบทวนโอวาท เรื่องอุปกรณ์ในการสร้างบารมี ก็ได้อธิบาย เรื่อง บุญและบารมี)

บุญ และ บารมี ต่างกันอย่างไร

หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านพูดเสริมว่า…เมื่อกี้พูดถึงบุญ ตอนนี้พูดถึง บารมีบุญกับบารมี เหมือนกันไหม เรื่องเดียวกันนั้นแหละแต่ว่าคนละเกรดกัน บุญที่เราทำนั้น เมื่อทำมากเข้า ๆ บุญบางอย่างทำด้วยความเต็มใจ 

บุญอีกอย่างก็ไม่เต็มใจ หรือ ไม่เต็มใจทำ แต่ว่าเป็นบุญฉุกละหุก อารมณ์ค้างในตอนนั้น แต่เต็มใจในการทำทาน อารมณ์ค้างในตอนนั้น แต่เต็มใจในการนั่งสมาธิ แต่ตอนนั่งสมาธิ ใจนิ่งมั่ง ไม่นิ่งมั่ง บุญที่ได้มานั้น แม้ไม่บริสุทธิ์เต็มร้อย ฉะนั้น บุญก็เลยมีหลายเกรด จากการค้นพบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พบว่า..อ้อ..บุญที่ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ๆนั้น สะสมเข้าแล้วก็กลั่นตัว ให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จากบุญกลายเป็นบารมี คล้าย ๆ อะไร ไอน้ำในอากาศ ลอยๆอยู่นั้น พอกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ มันใสแจ๋วกินได้เลย บุญเมื่อกลั่นตัวกลายเป็นบารมี   คุณภาพยิ่งกว่าบุญ มากกว่า ในเรื่องนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จฺนทสโร) หลวงปู่ตรวจไปด้วยญาณของธรรมกาย และสรุปเอาไว้ให้ฟังในเชิงปฏิบัติ นอกพระไตรปิฎก อ้อ..มันเป็นอย่างนี้เอง..…เกิดจากการเห็น….

พอมาถึงตรงนี้ พวกเราทุกคนรับฟังเอาไว้..เชื่อ ไม่เชื่อ ไม่เป็นไร พอเข้าถึงพระธรรมกายก็ให้พิสูจน์ด้วยตนเองว่า จริงไหม เรียนธรรมะแล้วมันต้องจริงกันแบบนี้ แต่ละเรื่องๆ ที่ปรากฏว่าในพระไตรปิฎก ไปทำตามนั้นดูว่าทำแล้วมันตรงกันไหม แต่ไหนแต่ไร เขาพิสูจน์กันแล้ว ก็ตรงกันทุกที แต่บางอย่างขาดการบันทึกบ้าง บันทึกไว้แต่บางอย่างไม่ได้ตกทอดมาถึงเรา

บารมี 10 ทัศ

ส่วนบารมี นั้น เราได้ยินแค่บารมี 10 ทัศ แต่ว่าจาก “บุญ” กลั่นมาเป็นบารมีอย่างไร แม้กลั่นตัวอยาก อ่านพระไตรปิฎกหาไม่เจอ เจอแต่ว่ากรณี 10 ทัศ คือ

  1. ทานบารมี
  2. ศีลบารมี
  3. เนกขัมมะบารมี
  4. ปัญญาบารมี
  5. วิริยบารมี
  6. ขันติบารมี
  7. สัจจบารมี
  8. อธิฐานบารมี
  9. เมตตาบารมี
  10. อุเบกขาบารมี

มี 10 อย่าง และยังมีอุปบารมี คืออะไร …เรื่องบุญ..บุญที่คุณภาพถึง และคุณภาพไม่ถึง
บุญที่คุณภาพถึงเป็นอย่างไร…เอาชีวิตเป็นเดิมพัน เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการให้ทาน พอทำปุ๊ป เป็นบารมีชัดๆเลย แต่ทำทานที่เราทำทานนั้น พอวันเกิดก็ตักบาตรทีหนึ่ง ปีใหม่ก็ตักบาตรทีหนึ่ง เจ็บไข้ได้ป่วยก็ตักบาตรอีกทีหนึ่ง ทำแบบกะย่องกะแย่ง ไม่ใช่ทำแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คุณภาพของบุญที่เกิดมาก็เลยไม่เท่ากัน คุณภาพที่ทำบุญได้เต็มที่ ก็อย่างหนึ่ง ทำไม่ค่อยเต็มที่ ก็อีกอย่างหนึ่ง มีล้านหนึ่งทำบุญแต่สลึงหนึ่ง แล้วเมื่อไรจะได้บุญเต็มที่ เท่าไหร่ แม้มีบาทนึ่ง ตัดใจทำสลึงหนึ่งซิไม่ธรรมดา มีบาทหนึ่งทำมาซะ 90  สตางค์ อันนี้ตัดใจ บุญมีความสลับซับซ้อนอยู่พอสมควร เอาว่าเต็มใจทำ ทำกับสุดชีวิตจิตใจ ทำโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างเช่น พระเวสสันดร เขาเรียกว่า บารมี  

หลวงปู่ได้คำนวณเอาไว้ให้ สมมุติว่า ทำบุญได้บุญมาเป็นดวงดวงนะ เป็นดวงกลมๆเหมือนอย่างลูกบอล ถ้าบุญทำแบบนิดๆหน่อยๆ มันก็เป็นอย่างไรหยดน้ำกลมๆ แต่ว่าพอตั้งใจทำน่ะ มันก็เป็นหยดน้ำตอนโตขนาดลูกปิงปองอย่างนี้ ตั้งใจจริงๆ ดวงบุญโตยังกับลูกฟุตบอล บุญเป็นหยอดกลมๆ ละเอียดๆ แต่ก็ทรงกลม หลวงปู่ชี้ให้ดู บอกเอาไว้ให้ วันหลังเข้าถึงพระธรรมกายเราไปดูเอา หลวงปู่คำนวณไว้ให้ดูว่าอย่างนี้

บุญ เป็น ดวงผ่าศูนย์กลางประมาณคืบหนึ่ง กลั่นแล้วจะเหลือเป็นบารมีได้สักนิ้ว พูดง่าย ๆ บุญโตขนาดลูกฟุตบอล กลั่นแล้วเป็นบารมีเหลือแค่ลูกอมก็แล้วกันนะ เอาง่ายๆ เพราะฉะนั้นกว่าจะบารมีเต็มที่ เราก็สร้างบุญมากมาย…

อุปกรณ์ในการสร้างบารมีในอนาคตประกอบไปด้วย 

รูปสมบัติ (หุ่นดีๆ ก็เป็นเงินได้นะลูกนะ หุ่นกระจอกไม่รู้ทำอะไร แต่บ้างคนไปเป็นหุ่นกระจอกก็เป็นตัวตลกได้เหมือนกันนะ) ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขมรรคผล นิพพาน วิชชาธรรมกาย เกิดมาระลึกชาติได้ ก็มีกำลังใจจะสร้างความดีกันตั้งแต่เกิดเลย แล้วเขาก็เข้าถึงธรรมกันตั้งแต่เยาว์วัย มีสมบัติอย่างนี้ครบถ้วนบริบูรณ์ จึงจะเหมาะสมในการเกิดในภพชาติต่อๆ ไป

บุญใหญ่ คือ บุญบวชพระ

เพราะฉะนั้น วันนี้ วันขึ้นปีใหม่ หาเวลาว่างซะ ความจริงเมื่อคืนนี้ตอนจะส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นะ สวดธรรมจักรเสร็จแล้ว นั่งสมาธิให้ตัวตั้ง เอาให้มันสว่างคาตา ตรวจดูบุญของเราอย่างนี้ ถึงแม้ว่าจะเข้าถึงพระธรรมกายในตัวหรือไม่ถึงก็ตามทีล่ะ ถ้าไม่ถึงก็พอจะนึกได้นี่นาตลอดทั้งปีน่ะ บุญใหญ่ๆทั้งปีที่เราทำมันเรื่องอะไรมั่ง ที่แน่ๆแต่ละปี มีการบวชพระสงฆ์ ปีหนึ่งก็เป็นแสน แต่ปีนี้ เอาละ บวช 3,000 หรือ 4,000  ก็ยังดี มาช่วยกัน นี้คือบุญใหญ่ของเราอย่างไรล่ะ เดี๋ยวท่านจะมาเดินธุดงค์ธรรมยาตราอีกละ มาช่วยกันโปรยดอกไม้ต้อนรับท่าน เอาบุญอีกเหมือนกัน

ถ้าเราทบทวนบุญเมื่อคืนส่งท้ายปีเก่าแล้ว ป่านนี้คงวางแผนสร้างบุญสร้างบารมีต่อตลอดปีได้เสร็จแล้ว แต่ว่าเมื่อคืนก็ไม่ได้ทำ ก็ไม่เป็นไร คืนนี้จัดการก่อนที่เรื่องอื่นๆจะเข้ามารกในใจ เลยไม่มีเวลาวางผังสร้างบุญ เลยกลายเป็นว่า  ไม่มีแพลนลิขิตชีวิตตัวเองในปี 2565 มันจะเสียท่า เดี๋ยวบารมีจะหย่อน

อุปกรณ์ในการสร้างบารมีในอนาคต ประกอบไปด้วย รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผล นิพพาน วิชชาธรรมกาย โดยเฉพาะ เกิดมาปุ๊ป ก็ระลึกชาติได้ปั๊ป ก็มีกำลังใจจะสร้างความดีกันตั้งแต่เกิดเลย (แต่เรามีกำลังบุญขนาดนั้นแล้วหรือยังล่ะ ถ้ายังไม่มีปี2565 ก็ต้องสร้างบารมีให้เต็มที่ สิ้นปีนี้มีกำลังบุญชนิดนั้น  ก็แจ๋วเลย) เกิดการมาระลึกชาติได้ก็มีกำลังใจจะสร้างความดีกันตั้งแต่เกิดเลย และมาเข้าถึงธรรมกายตั้งแต่ยังเยาว์วัย มีสมบัติอย่างนี้ครบถ้วนบริบูรณ์จึงจะเหมาะสมกับการเกิดในภพชาติต่อไป (ไม่ใช่เกิดปุ๊ป ภพต่อไป ทั้งพ่อทั้งแม่มีหนี้ท่วมหัว จนตายก็ใช้หนี้ไม่หมด ก่อนตายก็บอกลูกว่า…ลูกเอ่ย ใช้หนี้แทนพ่อที ถ้าเป็นแบบนี้ ก็เสียท่าล่ะ เพราะฉะนั้น สะสมบุญ ปี 2565 เตือนตนเองให้ดีนะ)

คุณครูไม่ใหญ่สอนให้บันทึกปฏิทินบุญทุกวัน : หลักฐานยืนยันการลิขิตชีวิตในภพหน้า

เพราะฉะนั้นในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 นี้เป็นตนไป เริ่มสั่งสมบุญกันเลย อย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว  ให้เตือนตัวเองด้วยการนำเอาปฏิทินแผ่นตัวโตๆนะ แล้วก็เอาปากกาสีแดงขีดเอาไว้เลย เป็นเครื่องหมายว่า…ทุกๆวันเราได้สั่งสมบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วน ทุกคืนก่อนเข้านอน ให้สำรวจตัวเองว่า ตลอดทั้งวันตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งก่อนเข้านอน เราทำความดีครบถ้วนแล้วหรือยัง ทั้งทาน ศีล ภาวนา

หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้กล่าวเพิ่มเติมว่า…ไปดูซะ ท่านเคยบอกไว้ก่อนนอนให้ทบทวนบุญ ก็เขียนบันทึกผลการปฏิบัติธรรมด้วย หลวงพ่อก็รู้ที่ท่านบอกมานั้น มันเข้าหูซ้าย มันก็พาเข้าหูขวา มันไม่ค่อยได้ผ่านใจเท่าไหร่หรอก เอา…ปีใหม่นี้เอาใหม่เนอะ  ถ้าไม่ไหวจริงๆคืนนี้ง่วงจริงๆ เหนื่อยจริงๆนะ อย่างน้อยไปขีดตรงปฏิทินก็ดี ทาน ทำแล้ว ศีล 5 หรือ 8 ก็ไม่รู้แหละว่า ภาวนารึ…ไม่ได้เต็มที่  ได้แค่สวดธรรมจักร ก็ยังดี แต่วันนี้ภาวนาทำเต็มที่ ช่วยบันทึกผลการภาวนาไว้ด้วย มันจะได้ชื่นชูใจไปถึงสิ้นปี.. เอาล่ะเรามาทบทวนโอวาทต่อ…

ถ้าวันนี้ทำแค่ทาน ก็ขีดเส้นเดียว ถ้าทำทาน รักษาศีลก็ขีดสองเส้น (นี้ขนาดไม่มีเวลาแล้วนะ) ถ้าทำครบ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา ก็ขีดทั้ง 3 เส้น เราพิจารณาทำความดีไปทุก ๆ วัน พอถึงวันสิ้นปี เราก็นำปฏิทินนั้น (ปฏิทินทองเลยล่ะนั้น ไม่ธรรมดา ทำไมเป็นปฏิทินทอง ก็เป็นปฏิทินที่ยืนยันการลิขิตชีวิตในภพหน้าของเรา ลิขิตอะไร ลิขิตว่า ศึกชิงภพงวดนี้จะเป็นอย่างไร ก่อนจะลาโลก)

พอถึงวันสิ้นปี เราก็นำปฏิทินทองนั้นมาดู เปิดดูทุกแผ่นเลย ทุกวัน ทั้ง 365 วัน เราทำบุญไม่เคยขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียว ก็จะทำให้เรามีความปีติและภาคภูมิใจ เป็นความปีติที่เงินทองหาซื้อไม่ได้ และภาพแห่งความดีจะเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม เรื่อยไป เลย มันจะเป็นภาพแห่งความดีเกิดขึ้น พอเราดูไปที่ละวัน ๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ คิด พูด ทำ ทั้งกาย วาจา ใจ จะเป็นภาพเกิดขึ้นให้ปลื้มปีติ แล้วภาพก็จะถูกเก็บไว้เป็นกรรมนิมิต คือ ภาพแห่งการกระทำที่จะมาฉายให้เราเห็นอยู่คนเดียวตอนวันสุดท้ายชีวิต คือ วันศึกชิงภพ ก่อนที่เราจะหลับตาลาโลกนี้ไป  (แค่คืนหนึ่งขีดแค่สามเส้น ก็ยังบอกว่า ไม่มีเวลาขีด ชะตาเขาจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องบอกกันละนะ ก็ฝากเอาไว้)

บทสรุป เพราะฉะนั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นไป ขีดเส้นบนปฏิทินเมื่อทำทาน รักษาศีล เมื่อมีการเจริญภาวนา ขีดทุกๆ วัน เพื่อการเพิ่มความปีติและภาคภูมิใจนะลูกนะ  


พรหมเดินดินคือใครที่ลิขิตชีวิตเรา

หลวงพ่อทัตตชีโวได้ขยายความว่า…นี้คือ พรหมตัวจริงเลยล่ะ พรหมเดินดินก็มีอยู่ภายในโลก ลิขิตกันชัด ๆ จะให้สันติบาลมาช่วยดูก็ได้นะ จะให้ทางกฎหมายมาดูก็ได้ นี้ไงล่ะ ข้าพเจ้าลิขิตชีวิต สามารถเอาไปโชว์ให้ศาสดาศาสนาไหนดูก็ได้ นี้แหละ ถ้าหากบอกว่า พรหมเป็นผู้ลิขิตชีวิตมนุษย์ ใช่เลย ก็นั่งอยู่นี้ล่ะ ก็พรหมเดินดินอย่างไรล่ะ หากว่าพระเจ้าลิขิตชีวิตมนุษย์ ก็บอกได้ว่านี้อย่างไรล่ะพระเจ้าลิขิตชีวิตของข้าพเจ้าเอง นั่งอยู่นี้ ถ้าอย่างนี้ชัดเจนดีนะลูกนะ ก็เป็นภาพรวมๆ ในการสร้างผังชีวิตของเรา ในปีพุทธศักราช  2565
 
เรารู้แล้วว่า ในวันปีใหม่นี้ เราควรจะสร้างบารมีอย่างไรให้เต็มที่ ขนาดไม่มีเวลาจริงๆก็ขอสัก 3 ขีด ก่อนนอนนะลงไปในปฏิทิน แต่ว่า อยากจะเห็นทุกท่านนั่นแหละทุกคนน่ะ มีเวลาแบ่งเวลาให้ดีก่อนนอน ทำบันทึกบันทึกประจำวันของเรา อาจต้องทำแบ่งเป็นส่วน ๆ คือ

วิธีทำบันทึกประจำวัน : รอยลิขิตชีวิตเราชาตินี้ชาติหน้า

1. การทำงานของเรา ก็งานในวันนี้ที่เราทำ ตลอดเวลาที่ เราทำพยายามรักษาใจของเราไว้ที่กลางกายของเรา ตามหลักที่หลวงปู่ของเราให้เอาไว้หรือเปล่า เมื่อใจอยู่ที่ฐานที่ 7 ความสำเร็จทุกอย่างจะเกิดเพราะว่าตรงนั้น เป็นที่ตั้งถาวรของใจ ถ้าใครทำงานแล้วเอาใจไปตั้งไว้ที่ฐานที่ 7 ในระหว่างทำงานอดใจไม่ตั้งไว้ที่ทางที่ 7 ถึงไม่ได้ตลอดทั้งวัน แต่ว่าพยายามให้ได้มากที่สุดนานที่สุด ใจก็จะใสอยู่ในตัวของเรานั่นได้นานเท่านั้น แล้วการคิดงานดีๆ คำพูดดีๆ การกระทำที่ดีๆ ก็จะเกิดออกมาเอง เพราะว่า “ใจ” อยู่ในฐานที่ตั้ง ความคิดร้าย ๆ  คำพูดร้าย ๆ  การกระทำร้าย ๆ จะไม่เกิดเพราะเรา ไม่ว่าจะทำงานอะไร จะหุงข้าว ต้มแกง จะเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ อาบท่า ขออภัย จะฉี่ จะอึ ก็ตาม ฉันก็รักษาใจไว้ตรงกลางกายอย่างนี้แหละ ไม่ปาบหรอก  ไม่ว่าไปทำอะไรเอาใจไว้ที่กลางกายอย่างนี้ จะทำงานที่ร้านค้า ใจก็อยู่อย่างนี้ จะทำไร่ไถนา ใจฉันก็อยู่อย่างนี้ ใจอย่างนี้จะเป็นใจที่ใสๆ แม้ไถนาเดินตามหลังควาย เดินตามรอยเท้าควาย เดินตามเครื่องไถนาไป บุญก็ยังเกิดตลอดทาง

ณ ตรงนี้ ฝากเป็นข้อคิด แม้แต่เด็กนักเรียน จะเขียน จะอะไรก็ตามที เอาใจไว้ตรงกลาง ทำให้เคย จะกลายเป็นว่าทั้งวันน่ะ ทำงานไปด้วยผลิตบุญไป นี้ก็เรื่องหนึ่ง ถ้าทำได้ด้วยระยะสั้นระยะยาวยังไง ในช่วงที่มันหลุดไปบ้าง เพราะอะไรก็ให้บันทึกเอาไว้ ที่ใจอยู่ได้นานๆเพราะอะไร บันทึกเอาไว้ บันทึกเหล่านี้จะกลายเป็น “รอยลิขิตชีวิตของเราชาตินี้ชาติหน้าอยู่ในนั้น” ทำงานไปก็ใจจรดอยู่นี่(ฐานที่ตั้งใจ ฐานที่ 7 ) ช่วยบันทึกไว้ด้วย “ผลการรักษาใจไว้กลางกายขณะทำงานของเรา” แล้วถ้าประสบงานนั้น มันเกิดอุปสรรคอะไร ก็โน๊ตไว้ด้วย พอเกิดอุปสรรคแล้วมันผุดความคิดเห็นดีๆ มาแก้อุปสรรค ได้ ไม่ได้ อย่างไร ก็บันทึกเอาไว้ด้วย หัดทำไป นี้คือบันทึกการทำงานประจำวันของเรา

2. บันทึกผลการปฏิบัติธรรมจริงๆ ของเรา เช่น เอาละก่อนนอนเราจะนั่งสมาธิแล้ว ผลการปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิของเราเป็นอย่างไร ก็ให้โน๊ตเอาไว้สั้น ๆ  ก่อนจะหลับ หลับในอู่ทะเลบุญ


สำหรับหลวงพ่อเอง เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาสอยู่ ที่แรกก่อนรักษาศีล 5 ก็ได้มั่งไม่ได้มั่ง แต่ตอนหลังก็ได้

ทำอย่างไร หลวงพ่อทำง่ายๆ พอสวดมนต์ก่อนนอน ก่อนจะสวดมนต์ก็อาราธณาพระที่ห้อยคออยู่ในมือ ตั้งนะโม 3 จบ ก็เอาเลย…ปาณาติปาตา เวรมณี…ทบทวนศีลห้าข้อ เช้าตื่นขึ้นมา ก็ทำสมาธิเดียวหนึ่ง ก็ไปอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างตา  ก่อนจะออกจากบ้านไปทำงาน ก็พระที่ห้อยคอ รวบใส่มือ และตั้ง นะโม 3 จบ สำทับอีกครั้ง…. ทบทวนศีลห้าข้อ ตอนเช้า เป็นการสัญญาว่า วันนี้ข้าพเจ้าจะรักษาศีลให้ได้ พอก่อนนอนก็มาทบทวนดูว่า  ศีลห้าเราอยู่หรือเปล่า ทบทวนอยู่อย่างนี้เป็นประจำ ในที่สุด ศีลห้าก็ไม่อยากจนเกินไป อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัวที่หลวงพ่อเคยทำมา ฝากเอาไว้สำหรับพวกเรา ที่ใครเห็นว่าศีลห้ารักษายาก  ก็ลองดู

โดยสรุปรวม การสร้างบุญของเรา กับการทำงานของเรา บันทึกเอาไว้ให้ดี ในที่สุดแล้วเมื่อสิ้นระหว่างเดือน ระหว่างปี เป็นเครื่องเตือนใจให้เราสำนึกว่า เราจะต้องปรับปรุงตนตลอดเวลาอย่างไร พอสิ้นปีเราจะมีเรื่องที่ทำให้เราเบิกบานใจได้เต็มที่เลย จากสมุดบันทึกนี้ของเรา ส่วนบันทึกในเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ นะ  ไม่ต้องทำก็ได้ ทำเรื่องหลัก ๆ อย่างนี้ตากหาก หรือ ว่าวันนี้ ได้ข้อคิดในทางธรรมอะไร พอดีได้ยินการเทศน์ที่นั้น การบรรยายธรรมที่นี้  หรืออ่านหนังสือธรรมะ เจอเรื่องนี้ก็บันทึกเอาไว้ด้วยก็ดี ถ้าเป็นแบบนี้สมุดบันทึกประจำวันของเรา  มันก็ไม่ยาว เขียนแค่หน้าหนึ่งก็พอ ฝากไว้เป็นข้อคิด ถ้าทำอย่างนี้นะ นี้ล่ะ พรหมเดินดินลิขิตชีวิตตัวเอง ชื่ออะไร ก็ชื่อเรานั้นแหละ ที่ลิขิตชีวิตตนเอง นี้แหละเทวดาตัวจริง นะลูกนะ

ด้วยความปรารถนาดี ที่พวกเราได้ตั้งใจสร้างบุญสร้างบารมี ตามรอยเท้าที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ คุณครูไม่ใหญ่ คุณยายอาจารย์ของเราทำมาให้ดู เราเดินตามรอยเท้าท่านมา  ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดพระธรรมกาย จนกระทั่งมาถึงวันนี้ และก็มีสาขาวัดไปทั่วโลกอีกจนนับไม่ไหว……

จากนั้นหลวงพ่อทัตตชีโวก็ได้ให้พร พอสรุปโดยย่อได้ว่า... ท่านขออำนาจบุญกุศลที่พวกเราทั้งหลายได้ตั้งใจสร้างบารมีตามเส้นทางที่พระผู้ปราบมารได้ดำเนินมา ตามที่คุณยายอาจารย์ คุณครูไม่ใหญ่ได้ทำกันมา หลวงพ่อขอถือโอกาส อาราธณาบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ขอบูรพอาจารย์ให้ติดตามคุ้มครองปกป้องรักษาให้ทุกคนรุ่งเรือง ปลอดภัย ประสบผลสำเร็จในการสร้างบุญบารมีได้ง่าย และให้ทุกคนได้ึฝึกฝนตนเองให้ใจหยุด ใจนิ่ง และได้เรียนรู้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ไปเกิดในครอบครัวธรรมกาย และให้ดวงบุญที่เราสร้างไว้นั้น ให้เราสามารถระลึกชาติ และให้ดวงบุญของเราตามสมบัติจักรพรรดิมาให้เราใช้สร้างบารมีทุกภพชาติ …ตราบวันถึงที่สุดแห่งธรรม…ทุกท่านทุกคน..เทอญ

พิเศษสำหรับท่านที่อ่านในมือถือ

ด้านล่างสุดของบทความ จะมีป้ายข้อความเพื่อแชร์โอวาทปีใหม่ มีข้อความว่า "ใช้ร่วมกัน" กดปุ่มป้ายข้อความ ดังปรากฎตามภาพที่โชว์ตัวอย่างให้ดู👇

จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นจอว่าง ๆ ไม่มีอะไร จากนั้นสไลด์มือเลื่อนขึ้นจนสุดหน้าต่าง ก็จะมองเห็นโลโก้ หรือ ปุ่มแชร์ เช่น Email Facebook twitter จากนั้นก็เลือกปุ่มแชร์ตามที่ท่านสะดวก หรือ แชร์ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม ก็ได้


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

Happy New Year 2565 : โอวาทปีใหม่ EP.1 บุญเก่า-บุญใหม่

หลวงพ่อทัตตชีโว สวัสดีปีใหม่ 2565 ถึงทุกคนทั่วโลก On Zoom

 

ขอเจริญพร และสวัสดีปีใหม่ลูกหลานหลวงปู่ คุณครูไม่ใหญ่ คุณยายอาจารย์ทั้งโลก
ทางโลกในวันปีใหม่ เขาก็มีวิธีคิดแบบทางโลก ทางธรรมก็มีวิธีคิดแบบทางธรรม 

วันนี้ขอทบทวนโอวาทวันขึ้นปีใหม่แบบพวกเราที่เข้าวัด ในทางธรรมกันก็แล้วกัน…

วันนี้วันขึ้นปีใหม่หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกคนได้หันกลับมาพิจารณาตัวเราดูว่า ตลอดปีที่ผ่านมา (ตลอดปี 2564) ตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันต้นปีจนถึงวันสุดท้ายของปี เราได้ใช้เวลา 365 วัน เพื่อการสร้างบารมีให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ยังมีความประมาทชะล่าใจในการดำเนินชีวิต หรือไม่ได้สั่งสมบุญบารมีทุกวันกันหรือยัง

ถ้าใครยังก็ต้องมาคิดตั้งหลักของชีวิตกันมาเอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป ต้องตั้งใจใหม่กันว่า เราต้องเป็นคนที่แตกต่างจากเดิม เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว อย่าเป็นคนเดิมๆที่ประมาทในการดำเนินชีวิต ไม่ได้สั่งสมบารมีกันอย่างเต็มที่…เราใช้บุญเก่ากันทุกวัน

การดำรงชีวิตอยู่โดยใช้บุญเก่าเลี้ยงกายหยาบ หมดไปในแต่ละปี อย่างไร

หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้กล่าวเสริมตอนนี้ว่า…นี้มองเข้ามาในตัว เรื่องของนักสร้างบารมีเป็นเรื่องที่ต้องพยายามมองเข้ามาในตัว ถ้ามองออกนอกตัวแล้วก็ ไม่เห็นอะไรหรอก ก็จะเห็นแบบชาวโลกเขา แล้วก็จะไม่ค่อยได้อะไร แต่นักสร้างบารมีแล้วต้องมองเข้ามาในตัว เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ พระองค์ก็มองเข้ามาในตัวของพระองค์ เราก็รู้เลยว่าถึงเวลาจะต้องออกบวช เราก็เช่นกันว่า ต้องมองเข้ามาในตัว ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ มองอย่างไร….เรามาดูกัน

เราใช้บุญเก่ากันทุกวัน ที่เรายังสามารถ นั่ง นอน ยืน เดิน ยังรับประทานอาหารได้ ไปเที่ยวสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำมาหากินกันได้ มีเสื้อผ้าสวยๆ งามๆ มีรถหรู ๆ มีบ้านน่าอยู่ ก็เพราะบุญเก่าของเรายังมีใช้อยู่ทุกวัน

หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้อธิบายเพิ่มว่า..มองแบบนักสร้างบารมี มองอย่างนี้ ที่เรามีอะไรต่อมิอะไรอยู่นี้ ไม่ใช่รถเก่งนะ เพราะทำมาหากินเก่ง เพราะว่าอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น นักสร้างบารมีมองลึกไปกว่านั้น ว่า ใช่..เราทำมาหากินเก่ง ความรู้เรามีทางโลกมี ความสามารถมี แต่นั่นสิ่งที่ใช้สำหรับเลี้ยงกาย ข้าวปลาอาหารแต่ละคำที่เรากิน นั้น..เลี้ยงกายเนื้อของเรา เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มที่มีใช้หรู ๆ นั้น…ห่มกายเนื้อของเรา

แต่ว่ายังมีอีกส่วนหนึ่ง คือ “เรามีใจ” แต่ว่า ใจของเรานั้น เลี้ยงด้วยอะไร ใจของเราเลี้ยงด้วยบุญ ถ้าหมดบุญตรงนี้ล่ะก็ กายเนื้อของเรานั้น จะกินข้าวเท่าไร มีรถหรู มีบ้านหรูอย่างไร เข้าเตาเผากันหมด ไม่อยู่หรอก เข้าเมรุกันไปหมด แต่ที่อยู่ได้กันทุกวัน เราก็ต้องมองเข้าไปข้างใน ว่า เราอยู่ด้วยบุญเก่า

ความหมายของบุญเก่า : กบิลพัสดุ์เสียเอกราช

ฟังอีกครั้ง…เราใช้บุญเก่ากันทุกวัน
หลวงพ่อถามว่า…มาจากไหน…มีมา 2 ส่วน ท่านได้อธิบายเพิ่ม ดังนี้

1. บญเก่าที่ทำมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ยังมีเหลืออยู่ ส่งให้เรา นั้น "บุญเก่าช่วงไกล"
2. "บุญเก่าช่วงใกล้" หมายถึง บุญที่ทำตั้งแต่วันที่เกิดมา ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงเมื่อวานนี้

นั้นคือ บุญเก่าช่วงใกล้ ที่อยู่มาได้ทุกวัน ก็เพราะเกิดจากบุญสองกองใหญ่ๆของเรา คือ บุญเก่าช่วงไกล ทำมาข้ามภพข้ามชาติ ถ้าใครทำมาดีมาก ตั้งแต่เล็กจนโตไม่ค่อยมีอะไรสะดุดกับเขาเลย ถ้าใครทำสะสมข้ามชาติมาน้อย ก็หัวทิ่มหัวตำระหว่างทางบ่อยๆ นั้นส่วนหนึ่ง กับ

บุญเก่าช่วงใกล้ (คือ ทำตั้งแต่เล็กมา จนกระทั่งเมื่อวานนี้ )

หลวงพ่อได้อ่านโอวาทต่อว่า…เราใช้บุญเก่าทุกวัน ที่เราสามารถ นั่ง นอน ยืน เดิน และ ยังรับประทานอาหารได้ ยังไปเที่ยวสนุกสนาน เพลิดเพลิน ยังทำมาหากินกันได้ มีเสื้อผ้าสวย ๆ งาม ๆ รถหรู ๆ  บ้านน่าอยู่ ก็เพราะบุญเก่าของเราที่มีใช้อยู่ทุกวัน แต่…

หลวงพ่อทัตตชีโวได้ให้ข้อคิดเพิ่มและอธิบายเเพิ่มว่า ….
ตรงนี้เองนักสร้างบารมีต้องคิด คิดเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์  
ท่านคิดอย่างไร…
บางทีพวกเราชาวพุทธ เรียนพุทธประวัติ เรียนไม่แตก
ถ้าเรียนแตกแล้วเป็นอย่างไร
เราเรียนกันแต่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อก่อนจะออกบวชนั้น พระองค์เป็นโอรส เป็นลูกของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งแคว้นกบิลพัสดุ์ เรารู้กันอย่างนั้น ต่อมา มีความสุขสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ว่า พออายุ 29 ปี พระองค์มีความสะดุ้งพระทัย ถึงกับออกบวช ส่วนตำรับตำราก็บอกเพียงว่า เพราะไปเจอเทวฑูต ไปเจอคนแก่ข้างทาง ไปเจอคนเจ็บ ไปเจอคนตาย พระองค์ท่านคิดหนักเลยว่า วันหนึ่งเราคงจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ยังไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร วันต่อมา ก็ไปเจอนักบวช ก็ได้คิดเลยว่า.. อ้อ…ทางออกอยู่ทางนี้ ต่อมาพระองค์ท่านก็ออกบวช จากนั้นก็ค้นคว้าหาวิธีสร้างบุญชนิดสุดยอด เมื่อพบแล้ว ท่านก็มาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครูของเรา ส่วนมากที่เรียน ๆกันมาก็พบเท่านี้ แต่หากอ่านพระไตรปิฎก ก็จะเจอเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลึกๆ มากกว่าที่เรียนมา อยากให้ข้อคิดพวกเราไว้ตรงนี้ ด้วย…

หลวงพ่อทัตตชีโว ได้ถามว่า…มีเรื่องลึก ๆ อย่างไร…
หลวงพ่อ ท่านตอบให้ฟังว่า..ใช่…พระองค์เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ แคว้นกบิลพัสดุ์ แคว้นนี้ เป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียตกทอดมาเป็นพัน ๆ ปี เป็นแคว้นที่อยู่ต้นน้ำ เพราะแคว้นกบิลพัสดุ์อยู่ติดกับเชิงภูเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นต้นน้ำหลายสาย

ในยุคต้นๆ โน้น แคว้นไหนที่อยู่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นยุคกสิกรรม แคว้นนั้นก็จะเป็นแคว้นที่เจริญรุ่งเรืองเพราะไม่มีขาดตกบกพร่องในเรื่องข้าวปลาอาหาร ใครอยู่ปลายน้ำล่ะ ไม่แน่ บางปีเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นมา การทำมาหากินลำบาก ข้าวปลาอาหารอดอยาก เพราะฉะนั้นสู้แคว้นที่อยู่ต้นน้ำไม่ได้ แต่ต่อมา เหตุการณ์ในโลกเปลี่ยนไป เข้าสู่ยุคการค้า ยุคเศรษฐกิจ ความเจริญรุ่งเรืองก็มาอยู่กับประเทศที่อยู่ปากน้ำซะแล้ว ยิ่งอยู่ติดทะเลยิ่งดี

เกิดอะไรขึ้น จากการผันผวนตรงนี้ ต้องไปอ่านในตัวพระไตรปิฎกจึงได้รู้ว่า แคว้นกบิลพัสดุ์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นเขาเสียแล้ว เป็นเมืองขึ้นของแคว้นโกศล กบิลพัสดุ์ที่เคยรุ่งเรืองมาเท่าไหร่ ๆนะ วันนี้ตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นโกศลแล้ว ซึ่งอยู่ปลายน้ำ แคว้นโกศล คือ เมืองขึ้นเก่าของกบิลพัสดุ์ แต่ว่า กลับกัน ทางปลายน้ำรุ่งเรืองด้วยการค้า ต้นน้ำมีแต่ข้าวกินเท่านั้น ไป ๆ มา ๆ ต้นน้ำตกเป็นเมืองขึ้นซะแล้ว รอวันรอคืนให้พระองค์ไปกู้เอกราชกลับมา ในพุทธประวัตินั้นไม่ได้เขียนชัด (หมายถึงที่เราเรียนมา) ในตัวพระไตรปิฎกเขียนชัด แต่ว่าส่วนที่เราเรียนมานั้น ตัดตอนมา ก็เป็นอย่างนี้ ความหวังที่กอบกู้เอกราชกบิลพัสดุ์นั้น อยู่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เรื่องนี้พระองค์คิดเยอะ เพราะถ้าใช้วิธีทางโลกก็คงต้องรบกันและล้มตายกันเป็นอย่างมาก งั้นจะมีวิธีไหนบ้าง ที่จะคืนเอกราชมาได้ แล้วก็นำความสงบร่มเย็นมาให้ทั่วแผ่นดิน และทั่วโลกไปเลย อันนี้เข้าท่ากว่า เพราะรุ่งเรืองแล้วกลับตกต่ำอีก ไม่เข้าท่า เพราะแคว้นโกศล จากตกต่ำและกลับมารุ่งเรือง กลายเป็นมหาอำนาจปกครองกบิลพัสดุ์เสียอีก



สุดยอดการสร้างบุญ : ทาน ศีล ภาวนา

แต่ต่อมาไม่นานแคว้นนี้ก็พังอีกเหมือนกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปอย่างนี้ มันก็แค่นั้น หากว่าพระองค์จะกู้เอกราช หรือ ทำอะไรขึ้นมา
เกิดขึ้น…ยิ่งใหญ่…แล้วก็ดับไป….
แล้วจะอย่างไรกันอีกละ…ก็คงฆ่ากันไม่รู้จบ…
พระองค์ก็คิดแล้วว่า ต้องมีวิธี….ประกาศเอกราชให้ได้ด้วย ทั้งส่วนตัวและส่วนร่วม  ไม่ต้องมีใครเสียเลือดเนื้อ มีแต่จะสุขสำราญกันทั่วหน้า เพราะว่า พระองค์รู้จักเรื่องบุญและยังรู้ไม่ถึงที่สุดจึงต้อง ออกบวชแสวงหาวิธีสร้างบุญที่สมบูรณ์ที่สุด พวกเราก็รู้กันในภายหลัง ก็คือสุดยอดของการสร้างบุญอยู่ที่ไหน อยู่มรรคมีองค์ 8 ซึ่งชาววัดปัจจุบันนี้ ก็สวดพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร สวดกันแล้วนะ คือ มรรคมีองค์ 8 สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ รวมเป็น 8 อย่าง สุดยอดของการสร้างบุญ เราก็ได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครู แม้สวดกันอยู่อย่างนี้เรามักจะสรุปเอาแบบง่ายๆว่า สุดยอดของการสร้างบุญก็มี 3 อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา ทั้งหมดนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของมรรคมีองค์ 8 รับรู้ไว้แค่นี้ก่อน

พระองค์ท่านก็รู้นะ บุญเก่าหมดไปทุกวัน ๆ จากมหาอำนาจไปกลายเป็นเมืองขึ้น ทำยังไงเล่า จะให้มีบุญแล้วกลับมามีอำนาจอีก โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องออกบวชหาวิธีวิธี พระองค์ให้วิธีมาแล้วเรามาทบทวนดูตัวเรากันเองดีกว่า ว่า….(หลวงพ่อได้อ่านโอวาท เพิ่ม)

บุญเก่าหมดไปทุกวัน บุญใหม่สำคัญ : ช่วงศึกชิงภพ

บุญเก่าใช้ไป ๆ ก็หมดไปทุกวัน บุญใหม่ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับภพต่อๆไปในอนาคต และส่วนหนึ่งมีความจำเป็นทั้งในชีวิตปัจจุบันนี้ด้วย บุญปัจจุบันสำคัญตอนใกล้จะลาโลก (นี้สำคัญมาก เพราะตอนใกล้จะละโลก จะไปดีไปร้ายมันตัดสินยังไง) บุญปัจจุบันในชาตินี้ สำคัญตอนใกล้จะละโลก เพราะเขาตัดสินใจที่ใครใจใสหรือใจหมอง ถ้าใจใสเพราะสั่งสมความดีก็ไปสวรรค์  ถ้าใจหมองด้วยปาบกุศลก็ไปอบาย ถ้าเราใช้บุญใหม่เพื่อการเดินทางไปสู่สุคติแล้วก็ไปเสวยสุข ซึ่งเป็นส่วนของบุญบนโลกสวรรค์ ส่วนเศษของบุญก็ไว้ใช้ในเมืองมนุษย์ ส่งผลในชาติไปอีกยาวนาน เราจะมีชีวิตสุขสำราญโดยมีอุปกรณ์ในการสร้างบารมี มีแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจุบันนี้ ที่เราประกอบเหตุในการสั่งสมความดีมา

หลวงพ่อทัตตชีโว อธิบายเพิ่มว่า…พูดง่าย ๆ มาถึงวันนี้ขึ้นปีใหม่แล้วต้องคิดเยอะ เพราะบุญเก่าที่ใช้ไป บุญเก่าส่วนที่ติดมาจากภพที่แล้วกับบุญเก่าที่ทำตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งเมื่อวาน เราใช้ไปนะไม่น้อยหรอก มันหมดไปตั้งปีนึง แต่เจ้ากรรม…บุญนะรูปร่างหน้าตาเป็นไง เรายังไม่เข้าไม่ถึงพระธรรมกาย เราก็ยังเห็นไม่ชัด ขอบอกสั้น ๆละกัน

 
โครงการธรรมยาตราเส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 10 ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม 2565

คุณยายอาจารย์ฯอธิบายลักษณะของตัว "บุญ" มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

ขอยืมคำพูดยายจะได้เข้าใจง่ายๆ วันแรกที่หลวงพ่อไปกราบคุณยายเลยพุทธศักราช 2510 หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่พาไปกราบคุณยาย ถามคุณยายถึงนรกสวรรค์ยังไม่พอ ถามเรื่องบุญ นี้ล่ะ ค้างใจนักที่เดียว หาผู้อธิบายไม่ได้ว่า “บุญ” คืออะไร รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง หาคนอธิบายได้ยากเหลือเกิน วันนี้ขอถามคุณยาย คุณยายตอบดีดี๊..

หลวงพ่อถามคุณยาย…คุณยาย…. “บุญ” รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง

ผมรู้แต่ว่า ไปทำบุญตักบาตร ไปตักบาตร ให้ทานนะได้บุญ รู้ว่ารักษาศีลได้บุญ จะรักษาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ข้อ รู้ว่ารักษาศีลได้ รู้ว่าบุญนั่งสมาธิ ได้บุญ รู้ว่าฟังเทศน์ ได้บุญ ปล่อยสัตว์ปล่อยปลาให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน ได้บุญ  คุณยายครับ บุญน่ะหน้าตามันเป็นยังไง เราก็บุญจากการให้ทาน จากการรักษาศีล จากการสวดมนต์ภาวนา จากการนั่งสมาธิ จากการฟังเทศน์ บุญแต่ละอย่างละอย่างหน้าตาเป็นยังไง เหมือนกันไหมคุณยาย เคยทำลักษณะนี้ กับครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็นพระเป็นคนมาเยอะแล้ว แต่ไม่ได้คำตอบ พอพบคุณยาย ท่านให้คำตอบสรุปพ่อชัดเจน ลองฟังดู…

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าเข้าใจกันเยอะ คนรุ่นใหม่มาเปิดช่องนี้โดยความบังเอิญ ก็ขอฝากไว้ด้วยหลวงพ่อถามคุณยาย คุณยายท่านแทนที่จะตอบทันที คุณยายกลับย้อนกลับมาถามหลวงพ่อก่อนทันที
 
“คุณรู้จักไหมน้ำหยาบกับน้ำละเอียด”
เอาละสิ! คุณยายของเรานะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ถามหลวงพ่ออย่างนี้
“คุณรู้จักไหม น้ำหยาบกับน้ำละเอียด มันเป็นยังไง”

หลวงพ่อก็หยุดคิดและตอบกลับคุณยายไป…ว่า
คุณยายน้ำหยาบ หมายถึงน้ำในแม่น้ำ น้ำในก๊อกน้ำ ใช่ไหม
คุณยาย…อ้อใช่
แล้วน้ำละเอียดล่ะ คุณยายหมายถึงไอน้ำที่เวลาเราต้มน้ำแล้วก็เป็นไอออกไปลอยขึ้นไปนั่นน่ะ จนลอยขึ้นไปเป็นเมฆ ใช่ไหม นั่นแหละน้ำละเอียด น้ำหยาบ ๆ จะไม่ไหลในแม่น้ำ ส่วนน้ำละเอียดก็ลอยขึ้นได้นะ แล้วก็มีพลังไอน้ำ มันมีพลังก็ไปใช้ขับรถไฟกับน้ำในรถไฟก็ได้ เอาไปนึ่งเอาไปต้มอะไรก็ได้ น้ำตัวเดียวกันตอนหยาบ ๆ ก็ไปอย่าง ตอนละเอียด ๆ กลับไปอีกอย่างหนึ่ง มันมีฤทธิ์ต่างกัน

คุณยายก็ถามต่อ น้ำละเอียด ๆ นะมีฤทธิ์นะ คุณเรียกว่าอะไรนะ…น้ำละเอียด
ยาย..เขาเรียกว่าไอน้ำก็ได้แต่เขาจัดเต็มพลังงาน นะ คุณยาย
คุณจะจัดเป็นพลังงานอะไรก็ตาม คือเป็นน้ำละเอียด ๆ
 
แล้วคุณยายก็ถามต่อ …แล้วคุณน่ะรู้จักไฟฟ้าไหม …รู้ครับยาย…
ไฟฟ้ามันก็มีตัวนะคุณนะ… คุณเคยเห็นตัวไฟฟ้าไหม
ยาย…ไม่มีใครก็เห็นหรอกไอ้ตัวไฟฟ้าน่ะ เพราะว่ามันเป็นพลังงาน
เอาล่ะ…แต่จริงๆมันมีตัวนะคุณ ไฟฟ้ามันก็มีตัวละเอียด ๆ ..ตามให้ทันนะ…ไฟฟ้ามันก็มีตัวละเอียด ๆ มันละเอียดกว่าน้ำละเอียดด้วย ถ้าคุณเรียกน้ำละเอียด ๆ ด้วยไอน้ำอะไรพวกนั้นน่ะเป็นพลังงานก็ได้ ไฟฟ้ามันก็เป็นพลังงานหรือเป็นตัวละเอียด ๆ แต่แล้วว่ามันละเอียดกว่าไอน้ำที่คุณว่า ไอน้ำคุณพอจะเห็นมั่งตอนมันออกจากคอกายและออกจากหม้อต้ม แต่พอลอยพ้นปากหม้อปากกาไปขึ้นไปสักศอก  สักแขนนี้ คุณก็เริ่มไม่เห็นแล้ว แต่จริงๆมันก็มีตัวอยู่ ลอยอยู่ในอากาศ เห็นตัวชัดๆอีกทีบางครั้งก็เห็นตัวอยู่ในก้อนเมฆ มันก็เป็นน้ำละเอียด น้ำละเอียดที่เป็นพลังงานของคุณ บางครั้งก็ไม่เห็นตัวบางครั้งก็ไม่เห็นตัว ไฟฟ้ามันก็เป็นตัวเป็นตัวละเอียด ๆ แต่คุณไม่เห็น แต่คุณไม่เห็นมันนะ.. ทำไม… เพราะตัวมันละเอียดกว่าไอน้ำ ละเอียดกว่าน้ำละเอียด

แล้วคุณรู้ได้อย่างไรล่ะว่า ตอนนี้ไฟฟ้ามันเปิดแล้ว มันมีแล้วไฟฟ้า
หลวงพ่อก็ตอบตามภาษาไป…ว่า
ยาย…ที่หลวงพ่อรู้ว่ามันมีไฟฟ้าก็เพราะว่า…ตอนที่มันเข้าไปในหลอดไฟ เปิดสวิทซ์แล้วมันเข้าไปในหลอดไฟ ก็เห็นแสงสว่าง ตอนนี้ก็เห็นไฟฟ้าเข้าไปในหลอด แต่ตัวไฟฟ้าไม่เห็น เห็นอาการของไฟฟ้าที่เข้าไปในหลอด หรือว่าเสียบปลั๊กเข้าไปในเตารีด ไฟฟ้าก็คงวิ่งไปในเตารีดนั้นละยาย เห็นตัวไหม ไม่เห็นหรอก แต่รู้ได้อย่างไรว่าไฟฟ้าเข้าไปในเตารีดแล้ว…อ้อ..เตารีดมันร้อน..ยาย
ถ้ามันโดนตัวล่ะ …ตัวก็กระตุกครับ..ยาย..ถ้าแรงๆ ก็หงายท้องครับ..ยาย
เห็นตัวหรือไม่ ที่ทำให้เราหงายท้อง…ไม่เห็นครับ…
มันเป็นพลังงาน..ไม่มีตัว..
คุณยายตอบว่า….มี..แต่คุณไม่เห็น…คุณรู้ตัวว่ามีไฟฟ้า…อยู่ที่อาการของการมีไฟฟ้า…ว่าเข้าไปในหลอดมันสว่าง เข้าไปในเตารีด เตารีดก็ร้อน โดนตัวแล้วกระตุก คุณรู้แต่อาการ แต่คุณ “ไม่เห็น”
อ้อ…รู้ กับ เห็น…คนละเรื่องกันนะ…
คุณรู้ว่า ไฟฟ้ามาแล้ว แต่คุณไม่เห็นตัว เพราะตัวไฟฟ้ามันละเอียด ละเอียดกว่าไอน้ำ หรือ ละเอียดกว่าน้ำละเอียด….อย่างนี้เข้าใจไหม…เข้าใจครับยาย..
คุณยายบอกต่อว่า…บุญนะ ก็มีตัว..
หลวงพ่อเปรย…เอาอีกแล้ว…บุญมีตัว
คุณยายยังบอกอีกว่า…บุญมีตัว แต่ตัวของบุญนั้น ละเอียดกว่าไฟฟ้าอีก  ไฟฟ้าก็ละเอียดกว่าน้ำละเอียด มันก็เป็นขั้น ๆ แบบนี้ล่ะคุณ ทั้งหมดนี้มันมีตัวทั้งแหละคุณ น้ำละเอียดมันออกจากพวยกา ออกจากหม้อต้ม เพราะว่ายังพอกึ่งหยาบกึ่งละเอียด พอถึงตัวไฟฟ้าเข้า มันก็เป็นตัวละเอียดเลยล่ะที่นี้ ละเอียดจนกระทั่งตามองไม่เห็น
ตัวมันละเอียด เห็นอาการที่มันเข้าไปในหลอด พอเข้าในหลอดไฟฟ้า หลอดไฟฟ้าก็สว่าง มันเข้าไปในเตารีดมันก็ร้อน   มันเข้าไปในเนื้อในตัวคุณ คุณก็กระตุกหงายผ่างเลย(หงายหลัง)

“บุญ” ละเอียดกว่านั้น ละเอียดกว่าไฟฟ้า เราเลยมองไม่เห็น แต่ก็มีอาการนะคุณ…
อาการอย่างไรล่ะ….ทำบุญให้ทานทีไรก็ชื่นใจ รักษาศีลอย่างดี ก็ชื่นใจ นั่งสมาธิดีๆ แม้นั่งโปร่ง โล่ง เบา สบายดีเหลือเกิน ชื่นใจแต่ละอย่าง เวลาทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ก็ทำให้ชื่นใจ แต่มันชื่นใจคนละอย่างนั้นก็คือเกิดจากบุญที่เราทำ คุณมองไม่เห็นตัวบุญ แต่คุณรู้ได้จากอาการของมัน แล้วอาการของบุญนะคุณ   มีมากกว่าชื่นใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นเอาไว้ให้ แต่คุณถ้าอยากรู้ก็นั่งสมาธิเยอะๆ ขยันมานั่งกับยาย อีกหน่อยเข้าถึงพระธรรมกายในตัวคุณก็จะเห็น ว่า เออ..บุญมีฤทธิ์เยอะ ตั้งแต่

การเกิดบุญมีหลายวิธี และผลของบุญมีฤทธิ์เยอะ

ทำให้หน้าตาผ่องใสก็ได้ ผิวพรรณก็งามก็ได้ ทำให้อายุยืนก็ได้ ทำให้คิดแต่เรื่องดีๆเรื่องดีๆ เรื่องไม่ดีไม่คิดเลยอย่างนี้ก็ได้ บุญมีฤทธิ์เยอะแยะเลย คุณอยากจะรู้แล้วก็มานั่งสมาธิกับยาย

ถ้าไม่มานั่งสมาธิกับยาย ยังไงก็ไม่เห็นหรอก ไฟฟ้าคุณก็เห็นตัว ฝึกดีๆล่ะเห็นตัวไฟฟ้าน่ะ ง่ายก็เหมือนเห็นไอน้ำที่ออกจากพวยกาที่คุณต้มนั่นแหละ ยายยืนยันอย่างนี้

คุณยายเราอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อธิบายเรื่องบุญให้เราชัดเจนดีจัง แต่ขนาดนั้นก็ยังไม่วายค้างใจ
ยาย…ทำไมล่ะเรื่องบุญมันมีวิธีทำตั้งหลายวิธี ทำทาน รักษาศีล ก็ได้บุญ นั่งสมาธิก็ได้บุญ ทำต้องหลายวิธี บุญแต่ละอย่างเหมือนกันไหม

ยายก็ตอบชัดดี…คุณ..ไฟฟ้าที่คุณใช้กันน่ะ มันมีวิธีเกิดอย่างไรมั่ง
หลวงพ่อเปรยอีกว่า…เอาอีกแล้วยายถามมั้ง อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นะ ถามจนมุม
หลวงพ่อก็ตอบยาย….ยาย…ไฟฟ้า เกิดหลายวิธีเหมือนกันนะ

ปฏิกิริยาทางเคมีก็เกิดขึ้นในหม้อแบตเตอรี่นั้นน่ะ มันต้องเกิดไฟฟ้าได้ จากเครื่องปั่นไฟ ไฟมันก็เกิดได้ และกลางอากาศ ที่ฟ้ามีอาการแลปแปป ๆ นั้นมันก็เกิดกลางอากาศได้นะยาย…ยายก็ยิ้ม ไฟฟ้ามันก็มีวิธีเกิดได้ตั้งหลายวิธี

“บุญ “ก็มีวิธีเกิดได้หลายวิธีเหมือนกัน แต่โดยรวม ๆ นั้น ให้ทานนะบุญเกิด รักษาศีล นั่งสมาธินะบุญเกิด แล้วมันต่างกับไฟฟ้าที่มันเกิดอย่างไร

ตำแหน่งการเกิดของบุญ : ฐานที่ตั้งของใจ ฐานที่ 7

ยายพูดชัดๆดี… ไฟฟ้าโดยทั่วไปมักเกิดนอกตัว หรือในตอนที่หน้าหนาวที่คุณรู้สึกแปป ๆปัปๆ นั้น เวลาโดนพลาสติกโดนอะไรมาเกิด แต่ก็เกิดผิวผิวฟื้นตัว แต่บุญนะมันเกิดในใจคุณทุกทีเลย มันไม่ไปเกิดในท้องฟ้าหรอก เกิดตอนที่ตัดใจ ตัดใจให้ทานไป ของนี้เป็นของเรา ข้าวในขัน กับในถ้วยในหมอ เราตัดใจจัดถวายพระ เราตัดใจ เท่านั้น “บุญ” ก็เกิดเลย รักษาศีลก็เหมือนกัน โกรธนักโกรธหนา แม้มารังแกเราขนาดนี้ ที่อย่างนี้ หากเป็นเมื่อก่อนก็ต้องฆ่าต้องตีกัน แต่วันนี้ รักษาศีล…ตัดใจ..ไปๆ.. ไม่อยากเจอหน้าใคร ก็ให้เขาไปพ้นๆ จะได้จบ ๆ เรื่องไป คุณไม่เป็น ฉันเป็นเองก็ได้ การที่จะทำร้ายกัน ตัดใจไม่ทำร้ายกัน แค่นี้ล่ะ  “บุญ” ก็เกิด เกิดตอนที่ตัดใจ 

 การเกิดของบุญ "การตัดใจ" ทำความดี

เห็นทรัพย์สมบัติของเขามันสวย งาม มีค่า ขนาดนั้น อยากได้เหลือเกิน… ตัดใจ ไม่เอา… ไปทำเองดีกว่า  แค่ตัดใจไม่ยุ่งกับทรัพย์ของคนอื่น บุญก็เกิดอีกเหมือนกัน  
รักษาศีลเป็นเรื่องของการตัดใจ
ตัดใจไม่โกรธก็เป็นศีลข้อที่ 1
ตัดใจไม่ไปยุ่งสมบัติใคร ก็เป็นศีลข้อที่ 2
ตัดใจไปยุ่งกับสามีภรรยาใคร นั้นก็บุญเกิด
ตัดใจ..ถ้าโกหกรวยแน่ๆงวดนี้… ไม่เอา…
พูดความจริงแล้วบุญเกิด
กินเหล้าเข้าไปซิ ที่แรกก็เป็นคนดีๆ พอกินก็ไปก็ไม่รู้ภาษาคน ตัดใจ อย่าไปกิน บุญก็เกิด  บุญเกิดตอนตัดใจ ตามใจวันเกิด ตอนตัดใจตัดใจเสียสละไปก็เป็นเรื่องของการทำทานแล้วได้ผลตัดใจไม่ทำความไม่ดีของการรักษาศีล แล้วมันก็ได้บุญใจ
พอนั่งสมาธิ…ก็ตัดใจ..
ใจมันชอบหนีเที่ยวดีนัก ตัดใจ…ไปยุ่งกับเรื่องข้างนอก มันเลยมาหยุดที่กลางกาย
เรื่องอะไรคิดค้างอยู่ งานค้าง..ตัดใจ… วางมันก่อน..ใจมันเลยกลับมาอยู่ที่กลางกาย มันเลยได้ผล

“บุญ” มันเกิดอย่างนี้ละคุณ ส่วนหน้าตาของบุญน่ะละเอียดยังไงน่ะ ก็ขยัน ๆ มานั่งกับยายนะ ใจหยุดใจนิ่งเข้าถึงพระธรรมกายในตัวเมื่อไหร่ล่ะ เดี๋ยวคุณก็เห็นคุณ มีกายละเอียดอยู่ในนั้นอีกหน่อยคุณก็เห็นเองไม่ต้องมานั่งซักยายอย่างนี้หรอก ชัดดีไหม..ชัดครับ…ชัดนะเข้าใจ แต่ยังไม่เห็นไปนั่งซะไป ไปนั่งกับหมู่คณะขยัน ๆ นั่ง อีกหน่อยวันหนึ่งคุณก็เห็น นี่คือคำว่า “บุญ” ที่เรามีความรู้สึกว่าเป็นนั่นเป็นนี่สารพัด

สรุปให้ก็ได้ “บุญ” เป็นอะไร

“บุญ”เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง แต่เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ ที่ไหน ๆ ก็ไม่เกิด “เกิดในใจของเรา” ตอนที่เราตัดใจ ตัดใจละชั่ว บุญก็เกิด ตัดใจทำความดี มีอะไรให้ใครได้ก็ให้ ให้ชีวิตสัตว์เป็นทาง ให้ได้ก็ให้ แล้วก็ตัดใจไม่ปล่อยให้ใช้ฟุ้งซ่านไปไหน เอามาไว้ที่ศูนย์กลางกายทำให้ใจผ่องใส บุญก็เกิดอย่างนี้แหละนะ

สำหรับลูกหลานที่มาเข้าฟังวันนี้นะ บุญก็เป็นอย่างนี้ล่ะ “บุญ”เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่แสนจะบริสุทธิ์มากก็ดี น้อยก็ดี ปานกลางก็ดี ขอให้เป็นบุญเถอะ มีแต่คุณไม่มีโทษ มีแต่ประโยชน์ไม่มีพิษไม่มีภัย ต่างกับพลังงานชนิดอื่น

ไฟฟ้าถ้าค่อยไป แรงกว่าไป กับวัตถุประสงค์ที่เราจะใช้งาน ไฟฟ้ากำลังพอดีขนาดนี้นะเหมาะสำหรับเตารีด ถ้าแรงกว่านี้เดี๋ยวเถอะเดี๋ยวไหม้บ้าน หรือหากเบากว่านี้รีดผ้าไม่ได้ซะอีกแล้ว น้อยไปมากไปก็เกิดโทษหรือไม่เกิดประโยชน์ ต้องพอดีพอดีกับงานนั้นๆ พลังงานอื่นๆในโลกนี้มันเป็นพลังงานที่ไม่บริสุทธิ์ มีทั้งคุณมีทั้งโทษ ต้องปรับเอาใช้ให้พอเหมาะพอดีกับมัน เพราะฉะนั้นไฟฟ้าจึงต้องมีเครื่องปรับ แต่ว่าบุญน่ะนะเป็นพลังงานบริสุทธิ์มาก น้อยก็ดี ปานกลางก็ดี เพราะฉะนั้นตั้งใจสร้างให้ดี ก็จะได้บุญดีๆเอาไว้เลี้ยงใจข้ามชาติ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้เอาว่าเป็นอย่างนี้นะ

ทบทวนเรื่องบุญ  : ใจใส ใจหมอง บุญเก่า บุญใหม่ และ ศึกชิงภพ

บุญเก่า ใช้ไป ๆ ก็หมดไปทุกวัน แต่บุญใหม่ที่เป็นความจำเป็นในภพต่อๆ ไปในอนาคต และส่วนหนึ่งมีความจำเป็นทั้งในปัจจุบันนี้ด้วย บุญปัจจุบัน สำคัญตอนใกล้จะละโลก เพราะเขาตัดสินกันที่ใจใสใจหมอง ถ้าใจใสเพราะสะสมความดีก็ไปสวรรค์ ถ้าใจหมองด้วยปาบอกุศลก็ไปอบาย พูดง่าย ๆ เราใช้บุญไป เพื่อการเดินทางไปสู่สุขคติ

หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า…หัวเลี้ยวหัวต่อ ตอนทำศึกชิงภพ จะไปจากโลกนี้ จะไปสวรรค์ จะไปนรก ชิงกันตรงนี้ล่ะ ถ้านึกถึงบุญได้ หลวงพ่อเปรย ๆว่า…บุญเก่าข้ามชาติ จะนึกอย่างไรเล่า นึกไม่ออกหรอก หากมี ก็นึกไม่ออกหรอกว่า มันมาอย่างไร จะนึกออกก็คือ “บุญใหม่” ที่ทำในชาตินี้ ถ้านึกถึงบุญใหม่ข้ามชาติได้ ใจเราก็ผ่องใส เมื่อใจใส สรรค์ สุขคติเป็นที่ไป ถ้านึกไม่ถึงการสร้างบุญ สิ่งดีๆ ไม่ออก จำได้ว่าไปทำแซบไว้ที่นั้นที่นี้ ก็ใจหมองทำให้ทุขคติเป็นที่ไป จะไปนรก ไปเป็นเปรต เป็นอสูรกาย ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ใจหมอง ใจขุ่น ใจใส ก็ต่างกันตรงนี้ “ตอนศึกชิงภพ” มันสำคัญตรงนี้

พิเศษสำหรับท่านที่อ่านในมือถือ

ด้านล่างสุดของบทความ จะมีป้ายข้อความเพื่อแชร์โอวาทปีใหม่ มีข้อความว่า "ใช้ร่วมกัน" กดปุ่มป้ายข้อความ ดังปรากฎตามภาพที่โชว์ตัวอย่างให้ดู👇

 

จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นจอว่าง ๆ ไม่มีอะไร จากนั้นสไลด์มือเลื่อนขึ้นจนสุดหน้าต่าง ก็จะมองเห็นโลโก้ หรือ ปุ่มแชร์ เช่น Email Facebook twitter จากนั้นก็เลือกปุ่มแชร์ตามที่ท่านสะดวก หรือ แชร์ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม ก็ได้


 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ