ทบทวนบุญจุดมาฆประทีป: คุณครูไม่เล็กจุดประทีปเทียนชัย

คุณครูไม่เล็กจุดประทีปเทียนชัย ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2565

 วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 เวลาประมาณ 19.00 น. ประธานสงฆ์ได้นำได้ปฏิบัติธรรมตามเสียงคุณครูไม่หญ่ ทำใจให้ใส ๆ จุดประทีปเป็นแสงสว่างภายในกลางใจ เพื่อเตรียมกาย ใจ ให้ผ่องใส หลังจากนั้นคุณครูไม่เล็กได้เชิญตัวแทนเหล่ากัลยาณมิตรได้จุดประทีปเทียนชัย และคุณครูไม่ใหญ่ได้นำกล่าวบูชามาฆฤกษ์ และประธานสงฆ์ คือ คุณครูไม่เล็ก ได้จุดประทีปเทียนชัย ส่งต่อให้ตัวแทนสาธุชนอัญเชิญมอบให้ท่านประธานใหญ่ เพื่อเตรียมจุดมาฆประทีป ถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2565

 

คณะสาธุชนทั่วโลกก็ได้ตั้งใจการรำลึกน้อมใจถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

ผลานิสงส์แห่งความศรัทธาของหมู่สาธุชนในครั้งนี้ เป็นผลบุญอันไม่มีประมาณในการจุดประทีปดวงเดียว และส่งต่อๆให้ท่านประธานใหญ่ สู่โคมประทีปในลานธรรม พอจะกล่าวได้ว่า มีอานิสงส์มากมายมหาศาล ดังเรื่องในสมัยพุทธกาล ผลแห่งการถวายประทีปดวงเดียวของพระเอกทีปยเถระ ท่านได้บรรลุพระอรหันต์ในช่วงวัย 4 ขวบ มีทิพยจักษุ ตัดกิเลสได้ขาด เนื่องจากท่านได้บูชาประทีปเพียงดวงเดียวต่อพระพุทธเจ้าซึ่งปรินิพพานไปแล้วบนเชิงตะกอน ทำให้ผลบุญนี้ ส่งผลให้ท่านเสวยสุคติบนโลกสวรรค์ยาวนานหลายกัป และติดตามตัวท่านไปทุกภพทุกชาตินับไม่ถ้วน ดังมีเรื่องราวในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า...

 


เมื่อพระสุคตเจ้าผู้นำโลก พระนามว่า สิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว ชนทั้งปวงทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็บูชาพระองค์ ผู้ชื่อว่าสูงส่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย และเมื่อเขาช่วยกันยกผู้นำโลกขึ้นบนเชิงตะกอนแล้ว ชนทั้งหลายได้พากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาตามกำลังของตน พระเอกทีปิยเถระในครั้งนั้นก็เช่นเดียวกับชนทั้งหลาย คือมีจิตเลื่อมใสศรัทธา จึงได้ตามประทีปไว้ไม่ไกลจากเชิงตะกอนนั้น ประทีป 1 ดวงของท่านได้ลุกโพลงตลอดคืน จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นในเวลาเช้า

ด้วยกุศลผลบุญจากการจุดประทีปบูชาในครั้งนั้น ทำให้ท่านได้รับอานิสงส์มากมายอย่างต่อเนื่อง ด้วยจิตศรัทธาในพระพุทธองค์คือ

เมื่อละจากมนุษยโลก ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานชื่อว่า เอกทีปิวิมาน

วิมานในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่ท่านไปเกิดนั้น มีประทีปถึงแสนดวงส่องสว่างอยู่รอบวิมานนั้น

ร่างกายของท่านรุ่งเรืองด้วยแสงสว่างตลอดเวลา อาทิตย์อุทัยมีแสงส่องสว่างฉันใด สรีระของท่านก็มีแสงสว่างด้วยรัศมีในกาลทุกเมื่อฉันนั้น

เป็นผู้มีจักษุเป็นทิพย์ สามารถเห็นได้ตลอด ทะลุฝา กำแพง หรือภูเขา โดยรอบถึง 100 โยชน์

เป็นผู้มีความสุข รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกถึง 77 ครั้ง เสวยรัชสมบัติในเทวโลก 31 ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช 28 ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้

เมื่อละจากเทวโลก ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีดวงตาแจ่มใสมองเห็นได้แม้แต่อยู่ในครรภ์มารดา พออายุได้ 4 ขวบ ก็ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต บรรลุพระอรหันต์ได้ในเวลาไม่ทันถึงครึ่งเดือน ท่านได้ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสทั้งปวงขาดแล้ว ทั้งหมดนั้นเป็นอานิสงส์ผลบุญจากการที่ท่านได้ถวายประทีปเพียงดวงเดียวแก่พระพุทธเจ้าบนเชิงตะกอนนั่นเอง

พระเอกทีปิยเถระได้กล่าวถึงอานิสงส์ อันมีตาทิพย์ เป็นต้น ของท่านว่า “นอกฝา นอกกำแพง และถึงภูเขาทั้งสิ้น เราก็เห็นทะลุไปได้ นี้ก็เป็นผลแห่งประทีดวงเดียว สำหรับเราภูมิภาคที่ขรุขระย่อมเป็นที่ราบเรียบ ความมืดย่อมไม่ปรากฏ เราไม่เห็นความมืด นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว

ในกัปที่ 94 แต่กัปนี้ เราได้ถวายประทีปใด ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว สำเร็จวิชชา 3 และคำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว และบรรลุคุณวิเศษ คือ ปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 และอภิญญา 6" 





การรวมดวงใจเชื่อมต่อกันผ่าน Zoom ของสาธุชนทั่วโลก ทำให้เกิดกระแสบุญ ด้วยการจุดประทีปทั้งลานต่อ ๆ กันไป นับล้านดวง ในวันครบรอบ 52 ปีของวัดพระธรรมกาย ย่อมมีผลบุญเกิดขึ้นมากมายมหาศาล ทำให้บรรลุธรรมได้โดยง่าย และครอบครัว สังคม ก็เป็นสุข มีดวงตาแจ่มใส มุ่งแต่สร้างบุญบารมีตลอดทุกภพชาตินับขาติไม่ถ้วนเช่นกัน

กราบอนุโมทนาบุญทุกท่าน มา ณ โอกาส นี้

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ


การจุดประทีปมาฆบูชา : ตอน ทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่

 

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 เป็นวันมาฆบูชา

ทบทวนโอวาท วันมาฆบูชา
วันมาฆบูชามีความสำคัญมาก คือต้องมีการเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบางพระองค์ก็มีวันมาฆบูชาเพียงครั้งเดียว บางพระองค์ก็มี 2 ครั้งขึ้นไป ขึ้นอยู่กับจำนวนของพระอรหันตสาวกมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในยุคที่วันมาฆบูชามาก ก็มีการบวชกันทีละเยอะๆ มนุษย์มีอายุขัยยาวเป็นหมื่นๆ ปี เป็นแสนปี ก็แปลว่า ยุคของคนมีบุญมาเกิดเยอะ เพราะเขาจะเจริญทั้งอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ

อายุจะยืนยาว วรรณะผ่องใส คล้าย ๆ ชาวสวรรค์ แล้วก็มีผู้มีบุญ มาบวชกันเยอะมาก มีการบรรลุธรรมมากมาย ก็จะมีวันมาฆบูชา 2 ครั้งขึ้นไปเป็นต้น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเพราะนี้มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตลอด 45 พรรษาก็ครั้งเดียว

1,250 รูป วันมาฆบูชาเป็นวันอัศจรรย์ ไม่ได้จะที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะมาเอาบุญใหญ่กันในวันนี้แล้วก็มาช่วยกันทำความสำคัญของวันมาฆบูชาให้ชาวโลกชาวพุทธทั่วโลก และชาวโลกทั้งหลายเห็นความสำคัญ ถ้าเราเป็นชาวพุทธเรายังไม่เห็นความสำคัญของวันมาฆบูชาแล้วก็ เราจะไปให้ชาวโลกเขาเห็นความสำคัญนะยาก และในยุคของเราไม่เห็นความสำคัญวันมาฆบูชา ก็อย่าไปหวังว่ายุครุ่นลูกเรา รุ่นหลาน รุ่นเหลนจะเห็นความสำคัญของสิ่งนี้ เราเกิดมาสร้างบารมี แล้วก็จะมาฟื้นฟูคำสอนดั้งเดิม ยกย่องพระพุทธศาสนาให้สูงส่งขึ้น เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์และเทวดาเหมือนในสมัยพุทธกาลก็จะต้องให้ความสำคัญตรงนีกันให้ดีที่เดียวนะจ๊ะ

ถ้าเรานึกถึงเหตุการณ์อัศจรรยืที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่พระอรหันต์ 1, 250 รูป ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา ทรงอภิญญา และพระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ คือผู้ที่จะได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทานั้น ต้องมีบุญมาก ๆ ในระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอุปัชฌาย์แล้วมาประชุมรวมกันโดยไม่ได้นัดหมายถึง 1,250 รูป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ส่งประทานโอวาทปาติโมกข์ เพื่อให้เป็นแนวทางในการเป็นต้นแบบให้แก่ชาวโลก เพราะฉะนั้นวันนี้จึงมีความสำคัญมาก เราต้องทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาใจให้ใส ๆตั้งใจสะสมบุญไม่ให้ตกหล่นเลยแม้แต่บุญเดียวกันนะ






ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ 

รางวัลแด่พระธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.2 สะอาด ระเบียบ หัวใจการพัฒนาตน

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อทัตตชีโว วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ตอบคำถามเรื่องค้างคาใจขณะอบรมเป็นพระธรรมทายาท


หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาขณะที่พระธรรมทายาทกำลังอบรม ได้แก่ เรื่องการอบรมขณะบวช เรื่องธรรมยาตรา เรื่องโรคระบาดโควิด 19 ทำไมจึงเกิด และยังมีคำถามสุดท้าย ว่า เมื่อหลังจากบวชเสร็จ จะอยู่เป็นพระภิกษุ หรือ ลาสิกขา ต้องดำเนินชีวิตเช่นไร มาฟังคำตอบ ว่า ท่านได้อธิบายขยายความเรื่องนี้ อย่างไร 

พอสรุปใจความได้ดังว่า

เรื่องการอบรมขณะบวชเป็นพระธรรมทายาท หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายว่า ทำไมต้องอบรม ก็เพราะว่าการอบรมนั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เปลี่ยนนิสัยจากเดิมคือนิสัยร้าย กลายเป็นนิสัยดี เป็นการพัฒนานิสัยตนเองอีกขั้นหนึ่ง

ถ้านิสัยดี อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ถ้านิสัยร้าย ๆ อยู่คนเดียวก็เดือดร้อน อยู่ร่วมกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็เดือดร้อน เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการอบรม

วิธีการแก้นิสัยร้ายเป็นคนนิสัยดี  หลวงพ่อบอกว่าคนๆหนึ่งแก้นิสัยร้ายมาเป็นดี "ไม่ง่าย" เพราะว่า

ความยากในการแก้ไขนิสัยเสียๆนั้น...แสนยาก...เพราะว่า

1. กว่าจะรู้ตนว่ามีนิสัยไม่ดีอะไรบ้าง

การมองตนเองเห็นไม่ชัด ยากมาก แต่การมองคนอื่นง่าย เพราะลืมตาขึ้นมาก็มองออกข้างนอก จะมองย้อนกลับมาที่ตนเอง ไม่มีใครทำ ไม่มีที่ไหนสอน มีแต่ในพระพุทธศาสนา ที่สอนให้มองย้อนกลับมาในตัว โดยวิธีทำภาวนาสมาธิ ชาวโลกไม่ค่อยมีใครทำ พ่อแม่ก็ไม่ค่อยได้สอน สมัยโบราณ สอนให้ลูกหลานไหว้พระเสร็จก็ให้หลับตานิ่งๆ ทำสมาธิ พอใจนิ่งๆ ใจผ่องใส นิสัยไม่ดี นิสัยที่ดี ๆ ก็จะโผล่มาให้เราเห็นเอง เหมือนน้ำในสระที่ใส ๆ น้ำในแม่น้ำใสๆ น้ำในทะเลที่ใส ๆ มองเห็นทุกอย่าง สิ่งเหล่านี้ ใกล้จะหมดไปกับแผ่นดินไทย สมัยก่อนมีกันทุกบ้าน ในปัจจุบันอยู่ในยุคดิจิทัลที่มีเครื่องมือใช้งานบนมือถือ ทำให้มีกิจกรรมในนั้นตลอดเวลา ไม่ค่อยมีเวลาทำใจนิ่งๆ เคลียร์ใจตนเอง เพื่อไม่ให้ประเพณีวัฒนธรรมเหล่านี้สูญหายไปจากแผ่นดินไทย ดังนั้นจึงได้ไปตามทุกคนที่เป็นชายแท้ๆ มาบวช พอบวชแล้วก็ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น นี้คือที่มาที่ทำให้ใจใส และทำการอบรมทุกรูป 

อบรม...อบ คือทำให้หอม 

รม...ทำให้มันติด หมายถึง ติดเข้าไปในใจ ติดเข้าไปในกลาง ติดเป็นนิสัยดี ๆ

อบรม เป็นเรื่องของการพัฒนานิสัยให้ดีอย่างฝังใจยิ่งๆขึ้นไป 

ส่วนมากมีแต่คนมองออกไปนอกตัว มองแต่คนอื่น ทำให้ไม่รู้ว่าตนเองมีนิสัยเสียอะไร 

การมาบวชจึงเป็นการอบรมพัฒนานิสัยจากร้ายเป็น นิสัยดี 

การสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น คือ การฝึกให้มองดูตนเอง รู้ว่าตนเองมีนิสัยอะไร แล้วแก้ไขตนเอง

การเป็นพระ ให้มองตนเองว่า วันนี้ "อาบัติ" อะไรบ้าง  แล้วปลงอาบัติ อย่าข้ามคืน

กรณีไม่รู้ ก็ต้อง หาครูมาเตือนให้รู้ หาพี่เลี้ยง หาพระอาจารย์มาเตือนให้รู้
2. กว่าจะหาใครเตือนให้รู้ได้
3. กว่าจะยอมรับฟังคำเตือนนั้นๆ
4. กว่าจะพบวิธีแก้ไขนิสัยแต่ละอย่าง
5. กว่าจะมีกำลังใจแก้ไขนิสัยนั้นๆ
6. กว่าจะแก้ไขแต่ละนิสัยได้สำเร็จ
กัลยาณมิตรทั้งที่บ้าน - วัด - โรงเรียน - ชุมชนร่วมมือกัน ย่อมพัฒนานิสัยเยาวชนให้ดีขึ้นได้

หลวงพ่ออธิบายเพิ่มเติมว่า...ไม่ว่าจะบวชอยู่ หรือ ลาสิกขา อย่าขาดการทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เพราะจะทำให้ปิดนรก เปิดสวรรค์ การทำวัตรเช้าเย็นถือว่าเป็นวินัย

 

นิสัยไ่ม่ดี เกิดจากการได้ต้นแบบเลว ๆ หรือ ไม่มีต้นแบบที่ดีให้ดู นิสัยไม่ดีจึงเกิด

นิสัยดี ต้องได้ครูดี หรือ ทำใจใส ๆ แล้วเห็นเอง 

เพราะเราได้ครูดี สอนให้เราใจใส ใจจึงสะอาด นี้คือหลักการทำใจให้มีนิสัยดี ๆ

การได้ครูดี แล้ว เราก็ต้องฟังคำครู นำคำสอนท่านมาตรองว่าเราควรฝึกตนอย่างไร และเราก็ต้องฝึกด้วยความมีวินัยตามคำแนะนำ ตามพระพี่เลี้ยง  สิ่งที่ได้ คือ ความสะอาด และ ความมีระเบียบ กลายเป็นหัวใจของการฝึกคน 

ดังนั้น การสวดมนต์ทำวัตร ทำให้มีวินัย จากนั้นก็เกิดระเบียบ และความสะอาดใจตามมา กลับไปบ้านก็อย่าลืมทำวัตรสวดมนต์ต่อ อย่าทิ้ง บุญก็จะเกิดมากมายในตัวเรา ไม่ว่าทำอะไร ก็จะเจริญรุ่งเรือง จะทำให้เราแก้ไขนิสัยไม่ดีได้ และลาสิกขาแล้ว ก็ขอให้ถือศีลห้า ศีลแปด ตามโอกาส วันพระ วันโกน เราก็จะกลายเป็นกัลยาณมิตร และกลายเป็นต้นแบบของคนดี ในสังคมที่เราอยู่ ในครอบครัวของเรา ในหมู่เพื่อนบ้าน ในหมู่การทำงาน เป็นต้นแบบคนดีต่อไป ในสังคมนั้น ๆ หากมีวัดใกล้บ้านก็ไปช่วยกันดูแล การบวชครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่า

นิสัยเกิดขึ้นได้อย่างไร 

จากแผนภาพ หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านได้อธิบายการกำเนิดนิสัย ว่า....สิ่งอะไรต่าง ๆ เช่น ทีวีโฆษณา พฤติกรรมคนรอบตัว พ่อ แม่ ที่พูด หรือ ทีวีได้โฆษณา เราได้เห็น ได้ฟัง ได้ดม ได้ดื่มกิน ได้จับต้อง โดยทำบ่อย ๆ และก็จำได้ แล้วนำไปคิด ทำแบบนี้ ซ้ำ ๆ คือ พูดซ้ำๆ คิดซ้ำๆ ทำซ้ำๆ คนๆนั้นก็จะเคยในการทำสิ่งนั้นๆ เคยมากเข้าๆ ใจก็จะคุ้น ทำจนคุ้นมากเข้าๆ ก็กลายเป็นความเคยชิน จนติดฝังใจ สุดท้ายก็กลายเป็น "นิสัย" ที่ทั้งเป็นนิสัยดี หรือ นิสัยเลว ก็เกิดในตัวเรา

นิสัยดี และ เลว แยกออกได้อย่างไร

จากแผนภาพ หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายไว้ว่า...นิสัยที่ เห็น ฟัง ดม ดื่มกิน จับต้อง ซึ่ง ทำซ้ำๆ จนเคย และคุ้น จนชิน หากเป็นเรื่องร้าย ๆ ....คำพูดร้าย ๆ การกระทำร้ายๆ ความคิดร้าย ๆ เช่น 

ตื่นเช้ามา พ่อก็กินเหล้า แม่ก็เล่นไพ่ บ้านก็สกปรก ห้องไร้ระเบียบ กิริยาท่าทางก็ไม่สุภาพ ไม่ตรงเวลา เห็นภาพจนชิน เป็นสิ่งแวดล้อมเลว ๆ เรียกว่าติดมาจากพ่อแม่ จนเกิดภาพฝังใจ ทำให้ได้นิสัยไม่ดีมา เห็นต้นแบบที่ไม่ดี เป็นมิตรเทียม เป็นศัตรูตัวเอง นิสัยเลวๆ นี้จึงกลายเป็น "มิตรเทียม" ในตัวเอง ไร้ระเบียบ เป็นพวกที่ ทำงานก็ไม่ตรงเวลา ตื่นก็ไม่ตรงเวลา หลับไม่ตรงเวลา นอนก็ไม่ตรงเวลา อะไรก็ไม่ตรงซักอย่าง ติดฝังใจ กลายเป็นนิสัยไม่ดี มันเป็นศัตรูของตัวเราเอง อยู่ที่ไหน อยู่ในตัวของเราเอง ไปถึงไหนก็ไปกับนิสัยเลวๆ ของเรา นี้คือ มิตรเทียม ของเรา บ้านเมืองเราขณะนี้ มีคนประเภทมิตรเทียมต่อตัวเองเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้น อย่าไปโทษใคร ที่โควิดระบาด บ้านเมืองวุ่นวาย ก็เพราะแต่ละคน มักง่าย สกปรก ไม่มีระเบียบ ไม่สุภาพ ไม่ตรงต่อเวลา ทั้งสิ้น

มาดูฝั่งมิตรดี มีอะไรบ้าง ... คือ การได้เห็น ฟัง  ดม ดื่มกิน จับต้อง ทำซ้ำๆ เคย คุ้นชิน มีแต่เรื่องดี ๆ 

ยกตัวอย่าง เช่น 

การเข้าห้องน้ำ หากไม่สะอาดและแห้ง ก็ไม่ออกมา มีความเป็นระเบียบ สะอาด และแห้ง ทุกครั้ง ตรงเวลา มีความสุภาพ สิ่งแวดล้อมดี จนติดฝังใจ จนกลายเป็นนิสัยดีๆ นิสัยดีๆ จะเตือนให้เราทำแต่สิ่งดี ๆ จนกลายเป็นมิตรแท้ของเรา 

เพราะฉะนั้น "มิตรแท้" และ "มิตรเทียม" ก็คือ อยู่ภายในตัวเราเองนั้นแล คือ อยู่ที่ใจของเรา ใจอะไร คือใจที่ยังมีการสวดมนต์ทำวัตรเย็น ทำวัตรเช้า เป็นวินัย ทำให้รอดตัว 

มีอะไร ก็นึกถึงหน้าของครูอาจารย์ เป็นต้นแบบที่ดี เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการตรงต่อเวลา ความมีสุภาพ สิ่งเหล่านี้ติดฝังใจ อยู่ในใจของเรา เป็นมิตรแท้ เป็นนิสัยดี ๆ เราก็จะเป็นมิตรแท้ให้กับตนเอง และเป็นมิตรแท้ให้กับคนอื่นด้วย อยู่เป็นพระบวชต่อก็เป็นมิตรแท้ให้กับตนเอง อยู่เป็นพระมีมิตรเทียมในตัวเอง ใครเข้าใกล้ก็อยู่เป็นแบบมิตรเทียมให้กับคนอื่น นิสัยเลว ๆ ก็จะแพร่เชื้อต่อคนอื่น ๆ ความแลวร้ายก็จะเกิดขึ้นต่อๆไปอีกในโลกนี้ ไม่รู้จักหมด นี้คือ ที่มาที่ไปของนิสัยดี นิสัยเลว 

สรุปได้ว่า คนที่มีนิสัยดีๆ คือ ต้องสะอาดและระเบียบ คนประเภทนี้มีน้อยลงๆ ที่มีมากคือ มิตรเทียม เป็นนิสัยไม่ดี เช่น สูบบุหรี่เสร็จก็ดีดทิ้งลงในถนน ขยะบ้านตนเองเหลียวซ้ายเหลียวขวาไม่มีใครเห็น ก็กวาดลงท่อ กวาดไปในบ้านคนอื่น น้ำระบายไม่ทันก็เพราะเหตุนี้ เกิดจากคนที่มีมิตรเทียมต่อตนเอง เยอะแยะไปหมด

ปัจจุบันที่มีโควิดระบาด ก็เพราะ มักง่าย สกปรก ไร้ระเบียบ ไม่ตรงต่อเวลา ทั้งสิ้น ไม่ต้องไปโทษนายก ไม่ต้องโทษคนอื่น ก็โทษตัวเองนั้นแล เดียวนี้ เราเป็นคนสะอาด มีระเบียบ เรียบร้อย ทุกครั้งหรือไม่

และที่วัดพระธรรมกาย พื้นที่กว้าง กว่า 2,500 ไร่ แต่เพราะสะอาด จัดระเบียบ เพราะฉะนั้นวันนี้  อยู่กันหลายร้อยพ่อพันแม่ อบรมกัน เพราะว่า สะอาด ระเบียบ ทำให้สุภาพอัตโนมัติ สุภาพเป็นอานิสงส์ของสะอาด ระเบียบ นุ่งห่ม เรียบร้อย มีความสะอาด มีความเป็นระเบียบ จึงกลายเป็นพระที่มีความสุภาพ นุ่งห่มทั้งหมู่ ทั้งคณะ จึงมีความสุภาพไปโดยปริยาย ถึงเวลาประชุมก็ตรงเวลา เป็นการติดฝังใจ จึงกลายเป็นมิตรแท้ให้กับตนเอง และคนอื่นไปโดยปริยาย ใครฝึกระเบียบวินัย 227 จริงจัง เข้มแข็งมากเท่าไร ก็เป็นมิตรแท้ให้กับตัวเองมากเท่านั้น ตรงกันข้ามหากหย่อน ก็เป็นมิตรเทียมให้กับตนเองมากเท่านั้น

เพราะฉะนั้น บวชครั้งนี้ ใครได้บุญมากน้อย เริ่มตั้งแต่

1.  มีวินัยการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นมากน้อยเท่าไหน

2. มีวินัยในการเข้าห้องน้ำ อย่างสะอาดและระเบียบ แค่ไหน

3. มีวินัยในการนุ่งห่มแบบไหน

4. มีวินัยในการฉันอย่างไร 

บุญที่ได้ก็ขึ้นอยู่ว่า สะอาด ระเบียบ มากน้อยอย่างไร สุภาพ ตรงต่อเวลาในการทำกิจวัตรต่าง ๆของเราเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้หากทำเรื่องดีๆ สะอาด มีระเบียบ ก็จะติดฝังใจ พอไปนั่งสมาธิ ใจก็สงบเร็ว ใจก็ใส เราก็จะเห็นนิสัยดี นิสัยเลวของตัวเอง เก็บเอาแต่สิ่งดีๆ ไว้ห้ตนเอง ก็จะได้มิตรแท้ติดตัวไป เพราะการที่เรารักการทำความสะอาด การมีระเบียบ ตรงต่อเวลา และสุภาพ จนติดเข้าไปในกมลสันดาน ไม่ว่าจะเกิดไปเป็นเทวดา ก็จะมีมิตรแท้ติดตามตัวไป หากเราเป็นมิตรต่อตนเอง แบบนี้ ก็จะมีคนที่เป็นมิตรแท้เหมือนเราก็จะมารวมกัน ในขณะเดียวกัน มิตรเทียมก็จะดึงดูดมารวมตัวกัน ไม่ว่าไปอยู่เป็นพระวัดไหนก็จะทำให้วัดนั้นเสื่อม ตรงกันข้าม มิตรแท้ในตนเองไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่ทำให้สังคมนั้นๆมีแต่ความเจริญ ส่วนมิตรเทียมในตัวเองไปที่ไหนก็จะทำให้ที่แห่งนั้นเสื่อม หากอยู่ในประเทศก็จะทำให้ประเทศนั้นเสื่อม 

ธรรมะ แปลว่า อะไร

ธรรมะ แปลว่า ความจริง

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง ความจริงที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านมองอะไรก็ทราบทุกเรื่องราว เพราะท่านนั่งสมาธิมาเยอะ ใจท่านใส ท่านเห็นความจริงในเรื่องต่างๆ จึงเอาความจริงเหล่านั้นมาสอนเรา

หลวงพ่อกล่าวว่า แผนผังภาพที่หลวงพ่อเอามาสอนเรานี้ หลวงพ่อปฏิบัติธรรม ใจใสพอประมาณ จึงสามารถเขียนหัวข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน นำมาสอนพวกเราต่อ ใครใจใสมากกว่านี้ ก็อาจจะเขียนแผนภาพได้ดีกว่าก็ได้ หากทำตามแผนผังภาพ บุญจะเกิดตลอดเส้นทาง

บุญเกิดอย่างไร

หลวงปู่ฯมอบสมบัติไว้ให้โลก ค้นพบที่ตั้งของใจ คือ ฐานที่ 7 (ตามภาพด้านบน) ท่านบอกว่า สมาธิต้องทำให้ได้ทุกอริยบท ยืน เดิน นั่ง นอน ใจจึงจะเป็นบุญเป็นกุศล ถ้าเอาใจไปวางไว้ที่ฐานใจเมื่อไร ทำใจให้นิ่ง ๆ ใจจะใสสว่าง ไม่ว่าจะทำอะไร ใจก็จะสว่างต่อเนื่องและใจไม่ตก ใจใสก็จะเห็นความจริงทุกอย่าง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ นำใจมาวางไว้ที่ฐานที่ 7 ทำใจให้นิ่งๆ ทุกอริยบท โดยการปฏิบัติมรรคมีองค์8 ใจสว่างจึงมองเห็นความจริงของทั้งหมด การจัดเดินพระธรรมยาตรา เพื่อฝึกให้ใจหยุดในสิ่งแวดล้อมที่ไม่วุ่นวาย เพื่อให้ได้รู้ตัวว่า การทำสมาธิมีความจำเป็น ไม่ใช่ทำเฉพาะท่านั่ง แต่ต้องทำได้ทั้ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง ท่านอน

มนุษย์มีศักยภาพมากมาย เพียงแต่ไม่ได้นำออกมาใช้งาน มีความทรหดอดทน ไม่งั้นก็ไม่สามารถเดินธรรมยาตราได้ ขอเพียงได้ฝึก เดี๋ยวก็ทำได้ เมื่อได้ทำ ไม่ว่าเรื่องฉันอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือ การดำรงชีวิตขณะบวช ฝึกปฏิบัติไปตามที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน บุญก็จะเกิด ทำใจให้นิ่งๆ ใสๆ ในทุกอริยบท ฝึกใจให้ผ่องใสตลอดเวลา บุญก็เกิดอย่างมหาศาล ทำอะไรก็สำเร็จ 

ใจใส ใจนิ่ง อยู่ที่ฐานที่ 7 ก็จะคิดดี พูดดี และก็ทำดี การให้ฝึกซ้อมเดินธรรมยาตรา เพื่อให้ทราบว่า การยืน เดิน นั่ง นอน ฝึกใจให้ใส ๆ นำใจมาไว้ที่ฐานที่ 7 เวลาสึกออก หรือ ที่ยังบวชต่อ นี้คืองานสำคัญของเรา เหมือนลมหายใจเข้าออก รู้แล้ว ไม่ง่าย ไม่ยาก แต่ก็ต้องทำ 

สมาธิเป็นอย่างไร เวลาใจนิ่งๆ ก็เป็นสมาธิ หากฝึกใจไว้ที่ฐานที่  7 ก็จะเห็นดวงธรรมเอง บุญเริ่มเกิด  หากฝึกสมาธิมากเข้าๆ ใจนิ่งสนิท เข้าไปในดวงธรรม ติดอยู่ในดวงธรรม ก็จะเกิดเป็นโรงงานผลิตบุญ ทันที ตัวเราก็เป็นตัวผลิตบุญ ใครมาทำบุญกับเรา เขาก็จะได้บุญเยอะ 


 ครั้งนี้ พระธรรมทายาท บวชต่ออีก 500 รูป หลวงพ่อขออนุโมทนาบุญ ก็ใครไม่มีกิจใด ก็ขอให้อยู่สร้างบารมีต่อ ไปปฏิบัติธรรมที่ เวิลด์พีส เขาใหญ่ ทำสมาธิให้ใจใส ใจนิ่งมากยิ่งขึ้นในทุกๆอริยบท เมื่อจะไปไหน หรือ ลาสิกขาในอนาคต มีความมั่นคงในการฝึกใจให้ตนเองกลายเป็นโรงงานผลิตบุญ ตัวเราเป็นมิตรแท้ได้อย่างดี ตัวเราก็ทำให้สถานที่นั้น ๆเจริญรุ่งเรือง และประเทศไทยก็จะได้ต้นแบบดีๆ คือ เรา เป็นครูดี เป็นบุคคลดีๆ เป็นที่กราบไหว้ของมนุษย์และเทวดา ที่แน่ๆ ลูก หลาน ญาติ ๆ เราก็ไปสอนเขาได้อย่างดี เพราะเราฝึกตนเอง จนกลายเป็น "โรงงานผลิตบุญ" 

อย่าลืม ไม่ว่าจะกลับไปหาครอบครัว หรือ ยังคงอยู่ในเพศพระ ขอให้สวดมนต์ทำวัตรอย่าขาด และสะอาด ระเบียบ เป็นหัวใจในการฝึกคนทุกระดับ ลูกหลานเราได้ฝึก ก็จะไม่ชั่ว เขาก็จะเป็นคนดี

แผนผังการห้ามลูกไม่ให้ทำความชั่ว ในระดับต่าง ๆ 

สรุป หัวใจการเป็นคนนิสัยดี เป็นบุคคลกรที่ดีทุกระดับ คือ สะอาด และระเบียบ เมื่อฝึกฝนได้ใจให้นิ่งๆ ใสๆ ทำอะไรก็สำเร็จ ไปที่ไหนก็เป็นบุคคลที่ดี และเป็นต้นแบบให้ทุกคน สอนทุกคนไม่ให้ทำความชั่ว เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา สังคมนั้น ๆ ก็เจริญรุ่งเรือง รักษาพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

หลวงพ่อทัตตชีโว ฝากไว้เป็นข้อปฏิบัติว่า : ไม่ว่าพระ หรือ ญาติโยม สิ่งใดที่ได้ปฏิบัติอบรมมาดีแล้ว ก็ขอให้ไปประพฤติปฏิบัติให้ดียิ่ง ๆขึ้นไป เผยแผ่ออกไปให้ทั่ว ให้กว้าง ให้ไกล และเมื่อพระพุทธศาสนา ต้องการตัวเมื่อไร ก็ขอให้รีบมาทำ ไม่ใช่เฉพาะพระพุทธศาสนาที่มีวัดพระธรรมกายเท่านั้น วัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย หากว่ามีภัย ก็ขอให้ช่วยกันลุกขึ้นไปดูแล เพราะเป็นหน้าที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบไว้ให้ชาวพุทธบริษัททำหน้าที่ดูแล เมื่อทำอย่างนี้ ก็ขอให้มีอายุ วรรณโณ สุขขัง พลัง ทุกรูป ทุกคน ให้ได้บุญเยอะๆ

 


อนุโมทนาบุญทุกรูป ทุกคน ทั่วโลก

โปรดอย่าลืม!!! เมื่อทุกท่านสร้างบุญใหม่วันนี้เสร็จแล้ว ขอให้ทุกท่านได้บันทึกปฏิทินบุญประจำวัน ตามคำแนะนำที่คุณครูไม่ใหญ่ให้โอวาทไว้ ในช่วงวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565 เพื่อความปลื้มปีติในบุญ ทุกครั้ง ทุกท่านทำได้บนมือถือตามระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หรือ iOS โหลดแอพพิเคชั่นปฏิทิน มาใช้งานได้ตามสะดวก และตามที่ชอบ

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ 

รางวัลแด่พระธรรมยาตราปีที่ 10 : EP.1 พิธีรับประกาศนียบัตรและพระของขวัญพระธรรมยาตรา ( 650206 )

ทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ 

ธรรมเทศนา วันอาทิตย์ต้นเดือนที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ช่วงบ่าย เมื่อหลวงพ่อทัตตชีโวเดินทางมาถึงศูนย์กลางพิธีแล้ว ท่านก็ได้นำบูชาพระรัตนตรัย และนำพระธรรมทายาท และสาธุชนทั่วโลก ผ่าน Zoom ทำสมาธิตามเสียงหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ จากนั้นก็ได้เริ่มพิธีรับประกาศนียบัตร 

 

หลังจากรับใบประกาศนียบัตรเสร็จแล้ว หลวงพ่อทัตตชีโว ได้กล่าวอนุโมทนาบุญกับพระธรรมทายาท และอนุโมทนาบุญกับพระพี่เลี้ยง และเจ้าภาพทั้งหลาย ที่สนับสนุนการอบรมจนกระทั่งมาถึงวันรับใบประกาศ จากนั้นก็ได้อ่านทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ ดังนี้

วันนี้วันอาทิย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565...

พระกองพันเนื้อนาบุญ และผู้มีบุญทั้งหลาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ทำใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ให้นึกทบทวนบุญธรรมยาตรา ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร ตลอดช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา บุญทั้งหมด บารมีทั้งหมด ก็จะได้ช่อง ทำใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ 

วันนี้ก็จะเป็นวันที่ประมวลรวมบุญบารมีทั้งหมดมาอยู่ที่กลางกายของเรา โดยเฉพาะลูกกองบุญเนื้อนาบุญที่รักทั้งหลาย วันนี้เป็นวันแห่งมหาปีติ เป็นวันประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ที่ต้องถูกจารึกไว้อีกครั้งหนึ่งบนโลกใบนี้ ที่ทุก ๆรูปมีความมุ่งมั่นตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม เดินตามรอยของหลวงปู่ฯพระผู้ปราบมาร ซึ่งลูกต้องอดทน ทนหิว บำเพ็ญตบะ ในทุกอนุวินาที โดยดำเนินชีวิตเป็นต้นบุญต้นแบบแก่ชาวโลก 

โดยช่วยประกาศคุณ ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร ให้ชาวโลกได้รับรู้ ซึ่งภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญที่สุดในโลก และจักรวาล

แม้ว่าภารกิจธรรมยาตราได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ภารกิจในการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรม ให้ได้บรรลุวิชชาธรรมกาย ลูกทั้งหลายก็ยังคงเดินหน้ากันต่อไปอย่างเข้มข้น เพราะทุกรูปยังมีภารกิจในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย รอคอยอยู่ ดังนั้นให้ลูกที่ไม่ได้ติดภารกิจอะไรทางโลกให้อยู่สร้างบารมีกันต่อไปก่อนนะ 

ทำไมรึ...เพราะทุกรูปมีความสำคัญมาก จะได้เป็นต้นบุญต้นแบบของผู้ที่มาบวชภายหลัง ให้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุของพระพุทธศาสนา เหมือนกองพันเนื้อนาบุญทุกรูป พระศาสนาก็จะได้ตั้งมั่นด้วยข้อวัตรปฏิบัติของเรา อายุพระพุทธศาสนาก็จะยืนยาวต่อไป

ไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่มีเหตุมีผล เป็นสัจธรรมไม่เลื่อนลอย ลูกก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ได้ยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาให้สืบทอดยืนยาวต่อไปอีกนานแสนนาน แม้ละจากโลกนี้ไปตามกำลังสังขารร่างกาย ตามวัย ไปเป็นเทพพระบุตรอยู่บนวิมานแล้ว ความปีตินี้ไม่มีวันลืมเลือนหายจากใจไปเลย เราเล็งแลมาด้วยทิพยจักษุ จากทิพย์วิมานนั้น เห็นพระศาสนาตั้งมั่นด้วยน้ำมือของเรา ก็จะยิ่งมีปีติสุขเพิ่มขึ้นไปอีก

เพราะฉะนั้นภารกิจตรงนี้ จึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่อย่างยิ่งในยุคของพวกเราทั้งหลาย และขออนุโมทนาบุญกับผู้นำบุญทั่วโลกที่ได้มาร่วมกันสถาปนาเส้นทางพระผู้ปราบมารนี้ ถือว่าเป็นผุ้มีบุญมาก และถึงแม้ว่า พระภิกษุท่านจะบวชได้ไม่นาน แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพวกเราสนับสนุนท่าน ท่านจึงตั้งใจบำเพ็ญสมณะธรรมกันอย่างเต็มที่ 

ดังนั้น ทุกท่านล้วนเป็นผู้มีบุญที่ได้มีโอกาส มาช่วยกันสถาปนาเส้นทางของพระผู้ปราบมารกันทุกท่าน แน่นอนย่อมได้บุญใหญ่ด้วยกันทุกคน

อีกทั้งการเห็นสมณะ ก็เป็นมงคลอันสูงสุด และมงคลก็จะได้เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะฉะนั้นนึกทบทวนบุญตลอด 1 เดือนที่่ผ่านมาต้องปลื้ม ถ้าไม่ปลื้มก้ขาดทุน และ ให้ทุ่มเทชีวิตและจิตใจในการสร้างบารมีกันต่อไป....

อนุโมทนาบุญทุกรูป ทุกคน ทั่วโลก

โปรดอย่าลืม!!! เมื่อทุกท่านสร้างบุญใหม่วันนี้เสร็จแล้ว ขอให้ทุกท่านได้บันทึกปฏิทินบุญประจำวัน ตามคำแนะนำที่คุณครูไม่ใหญ่ให้โอวาทไว้ ในช่วงวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565 เพื่อความปลื้มปีติในบุญ ทุกครั้ง ทุกท่านทำได้บนมือถือตามระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หรือ iOS โหลดแอพพิเคชั่นปฏิทิน มาใช้งานได้ตามสะดวก และตามที่ชอบ

 

ประมวลภาพพระธรรมยาตรา รับใบประกาศนียบัตรและพระของขวัญ 

ชมสคลิปทบทวนบุญธรรมยาตราอีกครั้ง เพื่อความปลื้ม..รางวัลแด่คนทุ่มใจ


 

อ่านบทความ EP.2 เรื่องค้างคาใจ

  1. เรื่องการอบรมขณะบวช : การเปลี่ยนแปลงนิสัยจากร้ายให้กลายเป็นดี
  2. ทำไมต้องมีธรรมยาตรา ทำไมมีโรคระบาดโควิด19 
  3. ควรปฏิบัติตัวต่อไปอย่างไร 
  4. ต้องสร้างวินัยตนเอง ในการสร้างบารมี ทำอย่างไร

โปรดติดตาม พระธรรมเทศนาธรรม ขยายความเพิ่ม โดย หลวงพ่อทัตตชีโว ในบทความต่อไป

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

วันมหาปูชนียาจารย์ : ทบทวนบุญพิธีอัญเชิญมยุรนาวากาศ

พิธีอัญเชิญมยุรนาวากาศ จุดประทีป และการเจริญพุทธมนต์ บูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ 

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ณ วัดพระธรรมกาย

 

นับว่าวันมหาปูชนียาจารย์ เป็นงานสำคัญงานหนึ่งของลูกศิษย์หลานศิษย์ทั่วโลก มีงานบุญตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพื่อบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ทั้ง 3 ท่าน เริ่มตั้งแต่การทำบุญถวายภัตตาหารในช่วงเช้าและเพล ช่วงบ่ายก็เป็นพิธีอัญเชิญมยุรนาวากาศ ซึ่งมีคณะภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ได้เดินเป็นขบวนเพื่ออัญเชิญมยุรนาวากาศ ตั้งแต่อาคารพระผู้ปราบมาร มาถึงอาคารร้อยปี ต่อมาช่วงเย็นจึงเป็นพิธีสวดมนต์เจริญพุทธมนต์ ฉลองชัย ชิตังเม สวดมนต์บทธัมมจักรกัปปวัตตสูตร 4,086,000,000 จบ เป็นอันเสร็จพิธี เวลาประมาณ 22.00 น.
 
มหาปูชนียาจารย์ทั้งสามท่านคือใคร และมีความเป็นมาอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไร สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ที่บทความที่ผ่านมา ได้ที่นี้ 
 
พอจะสรุปได้ว่า พระเดชพระคุณปลวงปู่ฯพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) เป็นบุคคลที่ค้นพบวิชชาธรรมกายคืนกลับมาได้อีกครั้ง เป็นวันละสังขารท่านเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 ส่วนคุณยายทองสุก สำแดงปั้น ก็เป็นศิษย์เอกของท่าน เป็นวันละสังขารของท่านเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 และคุณยายฯอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ก็เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ฯ และเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายเป็นอาจารย์ของคุณครูไม่ใหญ่และคุณครูไม่เล็กและของลูกศิษย์ทุกคน เป็นวันสลายร่างของท่านเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 นับว่าทั้ง 3 วาระตรงกันในวันที่ 3 กุมมภาพันธ์ พอดีเลย
 
มหาปูชนียาจารย์เป็นบุคคลที่เป็นที่เคารพรักและศรัทธาของลูกศิษย์หลานศิษย์ที่ได้รู้จักและสร้างบารมีมากับท่าน  ศิษยานุศิษย์ก็ได้น้อมใจพร้อมกันทั่วโลกเพื่อตรึกระลึกนึกถึงบุคคลสำคัญต่อพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายของทั้งสามท่าน ซึ่งมหากรุณาของท่านเหล่านี้มีมากมายมหาศาล เปรียบเหมือนประทีปธรรมส่องนำทางชีวิต และเป็นต้นบุญต้นแบบลูกศิษย์ทุกคนในการสร้างบารมี ได้ดำเนินตามรอยปฏิปทา ได้รู้จักวิธีการสร้างบารมีที่ถูกต้องดีงามตามพุทธวิธี และได้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เรื่องราวกฎแห่งกรรม จนทำให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องปลอดภัย ทั้งภัยในอบาย และภัยในสังสารวัฏ
 
พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ท่านเป็นครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย วิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สูญหายไปหลังพุทธปรินิพพาน 500 ปี นับเป็นการหวนคืนการพ้นทุกข์สรรพสัตว์โดยแท้ เพราะรัตนตรัยภายในทำให้มนุษย์ทุกคนแจ่มชัดภายในได้ว่า มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี 
 
 

แต่สำหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯพระผู้ปราบมาร ท่านสวมดวงใจเหมือนพระบรมโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ท่านทำยิ่งไปกว่านั้นอีก คือ ท่านมุ่งขจัดต้นเหตุในกิเลสอาสวะ จะปราบมาร รื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม และปฏิปทาในการสร้างบารมีของท่านก็เป็นแบบไร้ขีดจำกัด ไม่มีกำหนดเวลา หมายความว่าจะสร้างบารมีอีกยาวนานไปอีกกี่ภพกี่ชาติไม่สำคัญ สำคัญว่าจะต้องไปถึงที่สุดแห่งธรรมให้จงได้
 
มหาปูชนียาจารย์ท่านที่ 2 คือ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา ทองสุก สำแดงปั้น  ท่านคือครูผู้เป็นนักเผยแผ่ และเป็นวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงสำคัญในยุคของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯพระผู้ปราบมาร ที่ท่านปรารถนาขยายธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ
 

ภายหลังที่คุณยายอาจารย์ ทองสุก ท่านได้ปวารณาตนเองไปเข้ามาบวชเป็นอุบาสิกาแม่ชีแล้ว ท่านก็เข้มงวดกับตนเองในด้านวิปัสสนาอย่างเต็มที่ จนเป็นผู้เชี่ยวชาญ มั่นคง และได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากพระเดชพระคุฯหลวงปู่ฯ ให้เป็นครูสอนภาวนา ออกเผยแผ่ธรรมะ และด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีศิลปในการถ่า่ยทอด ท่านก็จะเรียบเรียงถ้อยคำ ลำดับเหตุ ลำดับผล จัดวางความยากง่าย เหมาะสมกับศิษย์ จนกระทั่งได้เข้าถึงแก่นของธรรมะ และได้นำเรื่องราวมาเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยให้มีความกระจ่างแจ้งแก่เนื้อหา จนทำให้ผู้มีบุญจำนวนมากได้มีโอกาสมาเข้าถึงธรรมภายในตามแบบอย่างท่านเป็นจำนวนมาก

มหาปูชนียาจารย์ท่านที่ 3 คือ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง คือครูผู้สืบสายธรรม และเป็นครูผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย อริยสถานที่ที่นำพามวลมนุษยชาติให้พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร โดยเฉพาะท่านเป็นศิษย์ที่ยึดมั่นในคำสั่งสอนของครูอาจารย์ที่จะสืบสานงานพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ไปทั่วทั้งโลก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ท่านได้รวลรวมพระภิกษุและผู้มีบุญมาก่อร่างสร้างวัดพระธรรมกาย
 


ด้วยมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ "สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดีที่โลกต้องการ" ใขนณะเดียวกันนั้นท่านก็ได้ถ่ายทอดธรรมะ อันเกิดจากการเข้าถึงพระธรรมกายภายในที่ละเอียดลึกซึ้ง ให้แก่เหล่าศิษยานุศิษย์ได้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดการส่งต่อมรดกธรรมมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯพระผู้ปราบมาร และแผ่ขยายออกไปยังต่างแดน โดยมีทั้งพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา เป็นตัวแทนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ทำให้มีชาวโลกมากมาย ที่แตกต่างเชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนา ต่างความเชื่อ สามารถที่จะค้นพบความสุขภายในที่เกิดจากการเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน
 
วันนี้จึงเป็นวันสำคัญต่อลูกศิษย์หลานศิษย์ ที่ได้มีโอกาสรวมใจน้อมนำบุญ รำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของมหาปูชนียาจารย์ทั้งสามท่าน และยังได้มารำลึกถึงคุณธรรม ธรรมที่งดงาม น่ายกย่องสรรเสริญควรค่าแก่การนำไปเป็นแบบอย่างแก่การดำเนินชีวิต อันจะเป็นไปในการปิดประตูอบาย เปิดประตูสวรรค์มั่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน เพราะทุกถ้อยคำโอวาท เปรียบเหมือนถ้อยคำเพชร ถ้อยคำพลอย ทุกแบบอย่างของมหาปูชนียาจารย์นั้น ก็เปรียบเสมือนคัมภีร์เล่มใหญ่ เป็นเข็มทิศที่ชี้นำทางชีวิตให้เหล่าศิษย์ได้รู้จักแบบอย่างการสร้างบารมีที่ถูกต้องดีงาม 

และได้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต รู้เรื่องราวกฎแห่งกรรม เป็นคำที่เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยบนโลกใบนี้ และได้สร้างบารมีตามติดและติดตามมหาปูชนียาจารย์ทั้งสามท่าน ตราบกระทั่งไปถึงที่สุดแห่งธรรม

ประมวลภาพพิธีอัญเชิญมยุรนาวากาศ


ประมวลภาพพิธีจุดประทีปบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์

 

ประมวลภาพพิธีสวดเจริญพุทธมนต์ ธัมมจักรกัปปวัตตสูตร


 

ชมวิดีโอพิธีอัญเชิญมยุรนาวากาศ พิธีจุดประทีป และสวดมนต์ธัมมจักรกัปปวัตตสูตร ฉลองชัย ชิ ตังเม บรรลุเป้าหมาย 4,087,000,000 จบ

 
 
 

อนุโมทนาบุญ ทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้

 

โปรดอย่าลืม!!! เมื่อทุกท่านสร้างบุญใหม่วันนี้เสร็จแล้ว ขอให้ทุกท่านได้บันทึกปฏิทินบุญประจำวัน ตามคำแนะนำที่คุณครูไม่ใหญ่ให้โอวาทไว้ ในช่วงวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565 เพื่อความปลื้มปีติในบุญ ทุกครั้ง ทุกท่านทำได้บนมือถือตามระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หรือ iOS โหลดแอพพิเคชั่นปฏิทิน มาใช้งานได้ตามสะดวก และตามที่ชอบ 

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 10 : EP.12 ตอน หลวงปู่ฯวัดปากน้ำ บอกวิธี "ปราบมาร"


หลังพิธีจุดประทีปรำลึกอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธรรมเทศนา โดย ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 

พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินตโก ได้กล่าวว่า.....

ขอชื่นชมพระธรรมยาตราทุกๆ รูป  ผู้มีบุญทั้งหลาย มาอยู่รวมกันเกือบสองพันรูป อยู่กันมาเกือบ 2 เดือนแล้ว ได้ฟังผลรายงานปฏิบัติธรรมเบื้องต้นของพระธรรมทายาท ก็รู้สึกปลื้มปีติใจ ส่วนมากปฏิบัติธรรมกันได้ดีมาก มีประสบการณ์ภายใน บางท่านก็มีแสงสว่างภายในตัว บางท่านก็พอจะนึกดวง นึกองค์พระออก ลองนึกถึงตอนก่อนมาบวช

ตอนก่อนมาบวชนั้น เราอยู่ที่บ้าน พอหลับตาก็มืดมิด แต่ตอนนี้พอหลับตา ก็มีแสงสว่างโพรงขึ้นมาในใจ นั้นคือใจเราเริ่มสว่างแล้ว ใจสว่างนี้ มันน่าอัศจรรย์นะ ชีวิตของเราเริ่มมีความแตกต่างดีขึ้นกว่าเดิม สิ่งนี้มันไม่ใช่เกิดขึ้นได้ง่าย คนทั้งโลก 7,000 กว่าล้านคน เขาทำไม่ได้นะ เขาก็ไม่รู้เรื่องนี้ด้วยว่า ใจมันสว่างได้ และเขาก็ไม่หาวิธีคิดหนทาง ที่จะทำให้รู้ หรือว่า ไม่รู้วิธีทำให้ใจสว่าง ใจสว่าง สำคัญนะ เป็นบุญมหาศาลที่เดียว

หลวงปู่ฯเคยบอกว่า นั่งหลับตารวมใจแล้ว เห็นความสว่างในใจแม้เพียงช่วงสั้น ๆ แค่ช่วงสายฟ้าแลบ ช่วงช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น หรือช่วงไก่กระพือปีก ช่วงสั้น ๆ แค่นั้น เมื่อเทียบบุญกันแล้ว บุญจากการสร้างโบสถ์สร้างวิหาร 10 หลังก็ยังสู้ไม่ได้

เพราะฉะนั้น ในหลาย ๆ ท่านตอนนี้ ดีใจไว้เถอะ ท่านเป็นผู้ที่มีบุญมาก แต่ท่านยังหยุดใจนิ่งไม่พอ ที่จะเห็นดวงบุญดวงนั้น แต่ก็ฝึกไปเถอะ เดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวก็เห็น ไม่ยาก เพราะเรานั่งสมาธิกันวันละหลาย ๆ รอบ รอบหนึ่งก็หลายชั่วโมง วันหนึ่งก็หลายชั่วโมง ถ้าเป็นฟ้าแลบก็แลบหลายที เพราะฉะนั้นช่วงสั้น ๆ ที่หลวงปู่ฯท่านเปรียบไว้ ว่า เป็นสายฟ้าแลบนั้น ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ก็แปปเดียว ช้างกระดิกหูก็แปปเดียวเท่านั้น งูแลบลิ้นมันก็ชักกลับนะ ไม่ใช่แลบลิ้นแล้วห้อยร่องแร่ง อันนั้นงูป่วยนะ ไม่นับ งูแลบลิ้น ไก่กระพือปีกมันขันแป๊ปเดียว 
 
ขนาดนั้น ยังได้บุญ แสงสว่างเกิดโพรง ได้บุญมากนะ มากกว่าสร้างโบสถ์สิบหลัง ฉะนั้นให้ภูมิใจมั่นใจ เรามาถูกทางแล้วนะ ชีวิตของเรา เราต้องประคองความสว่างของใจของเราให้ดี หยุด นิ่งๆ อารมณ์สบายๆ ต่อเนื่อง ในทุกอริยบทนั้นแหละ ในรอบนอกรอบ ตามเทคนิคที่พระอาจารย์ท่านแนะนำ จะทำให้ประสบการณ์ภายในของเราพัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนที่เหลือที่ยังไม่สว่าง อย่าพึ่งท้อใจค่อยๆ ฝึกปรับใจไปเรื่อย ๆ ทำใจสบาย ๆ อย่าไปเร่งร้อน คุณครูไม่ใหญ่ท่านเคยสอนไว้นานแล้วว่า ความสว่างก็มีอยู่แล้วในตัวเรา ดวงธรรมมีอยู่แล้วในตัวเรา แม้องค์พระก็มีอยู่แล้วในตัวของเราทุกคน เพราะฉะนั้นหนึ่งสมองสองมือ คนอื่นก็ทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ของให้ทำอย่างถูกหลักวิชชาทำให้ต่อเนื่องอย่าไปท้อถอยซะก่อน แล้วเราจะเข้าถึงธรรมแบบยกชั้น ท่านมักจะใช้คำว่า "ได้ซิน่า" แล้วได้จริงๆ ยกชั้นได้เลย 
 
คนที่ทำไม่ได้มี 3 ประเภท คือ 
1. คนบ้า คนเสียสติ คนนี้ทำไม่ได้หรอก 
2. คนตาย ทำไม่ได้เพราะตายแล้ว
3. คนที่ไม่ได้ทำ 

เราไม่ได้อยู่ในสามประเภทนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำได้ ก็ต้องปรับใจไปเรื่อย ๆ ใจสว่างนี้สำคัญนะ เราต้องฝึกให้คล่องให้ชำนาญ เพิ่มพูนความสว่างไปเรื่อย ๆ เราจะได้ไปรู้ไปเห็นต้นเหตุแห่งความสว่างคืออะไร ต้องค่อย ๆฝึกไป ความสว่างของใจนี้สำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่ต้องนำไปใช้ในชีวิตของเรา เอาไว้ใช้นึกในสงครามชิงภพ  ตอนที่เราใกล้จะตาย ก่อนที่วิญญาจะออกจากร่าง ซึ่งทุกคนต้องเจอแน่นอน ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ไม่มีใครรอด วันที่ทำสงครามชิงภพ ซึ่งตอนนั้นใคร ๆ ก็ช่วยเราไม่ได้ เราต้องช่วยตนเอง อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนจริง ๆ เลย เพราะฉะนั้นช่วงนั้นใครฝึกมาดี ทำการบ้านมาดี ทำใจใส ๆ สว่าง ๆ นึกถึงบุญ สุคติโลกสวรรค์ก็เป็นที่ไป มีเทวรถ มีเทพบริวารมารับตามกำลังบุญ กลับไปวิมานเสวยบุญบนสวรรค์ แต่ถ้าใครไม่ได้ฝึกมา นึกถึงความสว่างไม่ออก ก็คือใจหมอง นั้นเอง ดังนี้ ทุคติวินิบาต นรกก็เป็นที่ไป ก็จะมีนายนิรยบาล มารับลากคอไปยมโลก เพื่อนำไปพิจารณาคดี

สุคติ และทุคติ ตัดสินใจที่ ใจใส กับ ใจหมอง ซึ่งก่อนตายนี้สำคัญที่เดียว ที่พูดมานี้ ไม่ได้เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ แต่มันเป็นความจริง การฝึกปฏิบัติธรรม ทำใจใส ๆ สว่าง ๆ มาทั้งชีวิตนั้น ก็เพื่อมาใช้ในการณ์นี้ ทุกองค์ ทุกๆ ท่านบนโลก ก็เช่นกัน เหมือนชิงแพ้ ชิงชนะ ชิงดำชิงแดงกันตอนนี้ ก่อนจะตาย หรือ ก่อนที่จะเปลี่ยนภพ จะไปสุคติ หรือ ทุคติ นี้สำคัญมากที่เดียวนะ เหมือนนักกีฬาโอลิมปิก เขาฝึกมาทั้งชีวิต ตอนแข่งขันวิ่ง 100 เมตร เขาใช้เวลาเสี้ยววินาทีตัดสินแพ้ชนะกันตอนนั้น

มันเป็นเรื่องความจริงในสังสารวัฏ เพราะทุกกิจกรรม ทุกลมหายใจเข้าออกของเรา คิดจะพูด จะทำ มันมีกฎแห่งกรรมรองรับ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กฎแห่งกรรมนี้ ก็มีมานาน มีมาก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้บัญญัติ ใครบัญญัติไว้ก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้ากี่พระองค์ก็ไม่รู้ว่าใครบัญญัติ แม้แต่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านดำรงพระชนชีพอยู่  ท่านก็ยังได้รับผลของเศษกรรมบางอย่าง ที่ท่านได้เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ แสดงว่า ผู้ี่บัญญัติกำแห่งกรรมจะต้องเป็นผู้มีอานุภาพมากทีเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ อาศัยท่านมีความเมตตา จึงนำมาเทศน์สอนเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นเรื่องใจใส ใจหมอง นี้สำคัญ เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อไว้ก่อน มีแต่ดี ถึงแม้ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เราก็ทำความดี ทำบุญเผื่อเหนียวไว้ก่อนก็ได้ ถ้าไม่จริงก็เจ๊ากันไป อย่างน้อยทำความดีไว้ ลูกหลานยังชื่นชม

แต่ถ้ามีจริง เราทำเผื่อเหนียวไว้ ก็ยังมีบุญนิด ๆ หน่อย ๆ ติดตัวไว้ เพื่อเป็นทุนในการอยู่ในภพภูมิต่อไป ฉะนั้นต้องรักษาความสว่างนี้ไว้ให้ดี ชีวิตในเพศสมณะ เป็นชีวิตที่ให้โอกาสตนเองอย่างดี ในการปฏิบัติธรรม ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงหาบุญ สร้างบารมี ไปถึงที่สุดแห่งธรรม เหลือแค่สามวันก็จะจบโครงการธรรมยาตราแล้ว
 

พระอาจารย์ก็ขอพระธรรมทายาททุกรูปว่า "อย่าพึ่งรีบลาสิกขา" จะมีโครงการให้ทุกรูปไปปฏิบัติธรรมต่อที่เวิลด์พีซ ที่เขาใหญ่นั้นแล ทั้งนี้ ก็เพื่อจะช่วยรักษาผลการปฏิบัติธรรมที่ดีๆ ไว้ให้ท่าน ทำให้มั่นคงก่อน เพื่อจะพัฒนาได้ดี ยิ่งๆ ขึ้นไป คือในตอนนี้ทุกท่านกำลังมีประสบการณ์ภายในใหม่ ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเทคนิคการรักษาธรรมะไว้ให้มั่นคง มั่นคงในทุก ๆ อิริยาบท ในรอบ นอกรอบ รอบการปฏิบัติธรรม 

การที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม ป่า เขา และ ธรรมชาติดีๆ แวดล้อมไปด้วยหมู่เพื่อนสหธรรมิก และทีมงานพระอาจารย์ที่ชำนาญในการดูแล และการสอนเพื่อช่วยให้การปฏิบัติดีขึ้น มั่นคงขึ้น

การลาสิกขา ไม่ยากหรอก แต่การบวช ยากกว่า ต้องมีพระกรรมวาจา ต้องมีพระผู้สวด ต้องมีพระอันดับ ต้องทำกันในโบสถ์ ต้องท่องขานนาคให้ได้ ต้องเตรียมอัฏบริขารให้ครบ ยากกว่าเยอะ แต่การลาสิกขา แค่เปล่งวาจา เปลี่ยนเครื่องทรงที่ไหนก็สำเร็จประโยชน์แล้ว ก่อนจะลาสิกขานี้สำคัญ พิจารณาดีๆ ก่อนนะ เราพร้อมที่จะไปผจญกับสงครามชิงภพแล้วหรือยัง

พระพุทธเจ้าบอกว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายตายไปแล้ว สุคติมันแค่เขาโค เขาโคมีแค่ 2 เขา แต่การไปทุคติมีมากเป็นแสนๆ ฉะนั้น หากยังไม่ชัวร์ ยังวูบ ๆ วาป ๆ เห็นๆ หาย ๆ ก็จะให้เวลาฝึกเตรียมความพร้อมอีก เพิ่มคอร์สเรียนอีกสักคอร์สหนึ่ง ก็จะช่วยเสริมความมั่นใจ เป็นห่วงทุกรูปนะ

นึกถึงตนเอง (ท่านประธานสงฆ์ : พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินตโก) ในสมัยฝึกธรรมทายาท ปีพุทธศักราช 2518 หลวงพ่อทัตตชีโว เป็นผู้ฝึกอบรม พอจบการอบรม หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านก็ให้ปัจฉิมโอวาทอันทรงคุณค่า ว่า "ถ้านั่งธรรมะไปแล้วยังไม่สว่าง  อย่าพึ่งรีบตายนะ นรกชัวร์" ฟังแล้วรู้สึกเสียวสันหลัง ก็เลยอยู่วัดมาถึงบัดนี้ วาทะธรรมของท่านเป็นอมตะจริงๆ ยังกล้องอยู่ในหูมาจนถึงทุกวันนี้ 47 ปีก็ยังไม่รู้ลืม ทุกรูปอย่าพึ่งรีบสึกนะ ฝึกอีกสักหน่อยให้มั่นคงสักนิด
 

วันนี้ก็จะมาบรรยายธรรมการรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 คือวัดปาก น้ำภาษีเจริญ

พระมหาเถระผู้ใหญ่ คือ พระธรรมปิฎก (เผื่อน ติสสทัตตเถระ) ผู้เป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่ฯ ที่อยู่วัดพระเชตุพน ได้มีบัญชาให้หลวงปู่ฯ เดินทางมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งตำแหน่งเจ้าอาวาสเดิมก็ว่างอยู่ ท่านมารับตำแหน่งปี พ.ศ. 2474 ที่วัดปากน้ำในสมัยนั้น ก็มีสภาพทรุดโทรม มีสภาพกึ่งวัดร้าง  มีลักษณะสวนหมาก สวนมะพร้าว สวนเงาะ มีศาลาที่ค่อนข้างเก่ามาก มีโรงครัวเล็กๆ กุฎิมีเพียงไม่มีหลัง เป็นกุฎิหลังเล็กๆ ยกจากพื้น ปลูกจากไม้สัก พักได้เพียงรูปเดียว อยู่ตามร่องสวน พระภิกษุที่อยู่ก่อนหน้านี้ มีจำนวน 13 รูป มักย่อหย่อนทั้งปริยัติ และปฏิบัติ ทำให้ท่านพบอุปสรรคที่ไม่คาดคิดมาก่อน ตั้งแต่วันแรกที่ท่านมาถึงวัดปากน้ำ แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม ท่านคิดที่จะฟื้นฟูวัดปากน้ำให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
 
ท่านมุ่งไปที่ความประพฤติของสามเณรและพระภิกษุในวัด ท่านต้องการให้ทุกรูปมีข้อวัตรปฏิบัติที่ดี ประพฤติตนตามพระธรรมวินัย พระภิกษุสามเณรปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด การสอนวิปัสสนา การส่งเสริมพระปริยัติ โดยการสร้างโรงเรียนพระปริยัติ ซึ่งทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ทำให้พระภิกษุ และสามเณร เข้ามาศึกษาเป็นจำนวนมากที่วัดปากน้ำภาษีเจริญจึงเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ ๆ จนกลายเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกคน และศูนย์กลางการสอนบาลีมาจนถึงปัจจุบัน
 
ท่านได้สร้างโรงครัวขึ้น เพราะว่าเมื่อสามเณรมีจำนวนมากขึ้น ก็ไม่ต้องการให้พระเณรกังวลเรื่องภัตตาหาร คือไม่ต้องไปบิณฑบาต เพราะว่าวัดข้างๆ นั้น มีเยอะ รอบๆ วัดปากน้ำ มีวัดติด ๆกัน 5-6 วัด จะได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการศึกษา ทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติให้เต็มที หลวงปู่ฯเลี้ยงพระมาตลอดจนกระทั่งมาถึง บัดนี้ แม้ว่า หลวงปู่ฯละสังขารไปแล้ว ที่วัดปากน้ำ ก็ยังเลี้ยงพระ ไม่ต้องให้พระไปบิณฑบาตที่ไหน 
 
หลวงปู่ฯพัฒนาไปด้วย สอนธรรมะปฏิบัติไปด้วย ค้นวิชชาธรรมกายควบคู่ไปด้วย จนกระทั่งได้ไปรู้ไปเห็นเรื่องราวที่เป็นหน้าที่ของท่าน ว่า ตัวท่านนั้น ต้องมาเกิดทำหน้าที่ ที่สำคัญ มีทีมงานด้วย เพื่อทำหน้าที่มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เพื่อจะขจัดต้นตอกิเลสอาสวะให้หมดไป หลวงปู่ฯได้สะสมทีมงานธาตุธรรมพิเศษ และ "สร้างโรงงานทำวิชชา" และไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงปู่ฯก็ใช้วิชชาธรรมกายไปแก้ไขเหตุการณ์บ้านเมือง ไม่ให้มนุษย์รบราฆ่าฟันกันเอง ช่วยประเทศชาติให้ปลอดภัย โดยให้ทีมทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา ช่วยกันอธิษฐาน "ทำเมืองให้เป็นป่า ทำป่าให้เป็นเมือง" เมื่อเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ก็จะได้ทิ้งไม่ถูกตำแหน่ง และอธิษฐานเอาประเทศ ไปซ่อนด้วยวิชชาธรรมกาย เพื่อไม่ให้ศัตรูเห็น และยังอธิษฐานอีกว่า "ปัดลูกระเบิดให้ไปลงทะเลบ้าง ไปเข้าป่าบ้าง อย่าให้ลูกระเบิดทำอันตรายมนุษย์ หลวงปู่ฯ ช่วยแบบนี้จนกระทั่งจบสงครามโลก ประเทศสงบ
 
หลวงปู่ฯบอกว่า การรบกันในเมืองมนุษย์  เหมือนเด็กเล่นขายของ เล่นๆ กันเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดีกัน การรบของเมืองมนุษย์นั้นคือ การรบของฝ่ายบุญ ฝ่ายบาป ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นเพียงสงครามตัวแทน หลวงปู่ฯค้นวิชชาธรรมกายละเอียด ๆ หนักเข้า ๆ ก็ไปพบว่า ต้นเหตุแห่งทุกข์ที่สำคัญ คือ พญามาร  มีเสนามารทั้ง 5 ฝูง ประกอบด้วย กิเลสมาร เทพบุตรมาร มัจจุมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร พญามารก็จะส่งเสนามารทั้ง 5 มาสิงใจมนุษย์ ผู้ไม่รู้ และเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง มาบังคับบัญชาใจมนุษย์ ทับทวีเข้ามาหามนุษย์ บังคับใจให้หมู่มนุษย์ผู้ไม่รู้ ให้หลงในเล่ห์กลของพญามาร พอมนุษย์ล่วงละเมิดไปทำบาปกรรมเข้า เอาวิบากกรรมมาบังคับ กิเลส กรรม วิบาก เกิดภพ เกิดภูมิ ขั้นตอนเขาเป็นอย่างนี้ พอเผลอไปทำเข้า บัญชีบาปก็บันทึกไว้ ก็จะไปปรากฎอยู่ในบัญชีของสุวรรณเลขา หลบกันไม่ได้ 
 
วันหนึ่ง ๆ มีหลายชั่วโมง นอนหลับก็ไปอย่าง แต่พอตื่นขึ้นมาก็ 16 ชั่วโมง ทำอะไรไว้ตั้งเยอะแยะ ชั่วโมงหนึ่งมีบาปเท่าไร ๆ เพราะฉะนั้นบัญชีบาปเพิ่มตัวเลขเข้าไป มากเข้า ๆๆ และเขาก็เอาความแก่ ความเจ็บ ความตาย บังคับให้กายมนุษย์เสื่อมค่าเร็ว ๆ ให้ป่วย ให้อ่อนกำลัง คือ ให้ตายเร็ว ๆ มนุษย์จะได้สร้างบุญไปได้น้อย ๆ พอตายแล้ว บัญชีบาปที่เยอะ ก็เอาไปกักขังไว้ในนรกขุมต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มขุมแรกๆ และ หมุมเวียนกันไปเรื่อย ๆ เอาไปเสวยทุกข์ทรมาร พญามารเขาใช้วิธีนี้ควบคุมหมู่สัตว์ทั้งหลายให้อยู่ในอำนาจให้นาน ๆ และก็ยึดกายมนุษย์ที่เคยสวย เคยหล่อ แต่พอไปที่ภพภูมินั้น ก็เป็นสัตว์นรก เป็นอสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน กายเปลี่ยนไป กายที่เคยสวย เคยหล่อ กลายเป็นอดีตมนุษย์ไปแล้ว

เพราะฉะนั้น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉานก็คืออดีตมนุษย์ รูปกายถูกยึดไปแล้ว กิริยาท่าทางก็ถูกยึดไปอีก แต่สัตว์ที่มีบุญบ้างชนิด เราเคยอ่านในพระไตรปิฎก สัตว์ที่มีบุญ อาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่สร้างบุญมาเยอะ แต่เผลอทำกรรมไปหน่อย ไปเกิดเป็นพญาช้างแต่พูดได้ เป็นพญานกยูงแต่พูดได้ เป็นพญาราชสีห์ที่พูดได้  โดนยึดรูปกายมนุษย์ไป แต่ไม่ได้โดนยึดคำพูด ถ้ามีบุญน้อย ก็ยึดทั้งรูป เสียง กิริยาท่าทาง เป็นสัตว์พอสื่อสารกันได้ สัตว์แสนรู้ พูดไม่ได้เพราะโดนยึดเสียงไปแล้ว เพราะฉะนั้นสัตว์แสนรู้ พอใช้งานได้ พอสื่อสารกันได้

หลวงปู่ฯ ท่านไปรู้ไปเห็นเรื่องราวของเหล่านี้ รู้เบื้องหลังเหล่านี้ตลอด ท่านจึงไม่ยอมให้พญามารมารังแกข่มแหงท่าน จึงใช้วิชชาธรรมกายแก้ไข แก้ไขเหตุในเหตุเรื่อยมา ทำทุกวันทุกคืนไม่มีหยุด ถึงขนาดทำให้มนุษย์ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หลวงปู่พูดไว้ดังนี้ 28 มีนาคม พ.ศ.2497 ผู้เทศน์ทำวิชชานี้มาได้ 22 ปี 8 เดือด 9 วันถึงตอนนี้แล้วไม่ได้หยุดเลย หลวงปู่ฯบอกว่า ถ้างานไม่เสร็จผู้เทศน์ยอมตาย ไม่ยอมถอย จะยอมตายอยู่วัดปากน้ำ จะไม่ไปแรมราตรีที่ไหนเลย สู้ไม่ถอย สู้กันสุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้หมดแก่ หมดเจ็บ หมดตาย ให้พญามารแพ้ให้ได้ เราจึงขนานนามว่า "พระผู้ปราบมาร"
 

 

พลังใจอันยิ่งของหลวงปู่ฯ ท่านคิดจะทำอะไรก็ทำให้สำเร็จ ไม่ได้ไม่ยอมกันล่ะ หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า พญามารกลัวกายมนุษย์ โดยเฉพาะกายมนุษย์ที่เข้าถึงพระธรรมกาย เพราะว่าจะไปรู้เรื่องของเขา พอรู้เรื่องราวแล้ว ก็จะไปทำความเห็นให้ถูกต้อง แก้ไขผังที่เขาทำไว้ และจะมุ่งไปปราบพญามารให้หมดสิ้น พญามารจึงกีดขวางการเกิดเป็น มนุษย์ให้ยาก ๆ เอาไว้ พอเกิดแล้วก็ปิดบังไว้ไม่ให้รู้ ให้ลืมเรื่องราวต่าง ๆ ลืมเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา หลวงพ่อจึงสอนพวกเราไว้ว่า ให้พยายามอธิษฐานว่า "ให้ระลึกชาติได้ตั้งแต่เยาว์วัย" นี้สำคัญนะคำอธิษฐาน 

เพราะฉะนั้นพวกเราโชคดีแล้วที่ได้กายมนุษย์มา ซึ่งได้มาโดยยาก ให้ถนอมรักษาไว้ให้ดี เพราะเป็นกายที่เขาให้ไว้มาสร้างบารมี ไว่ให้เข้าถึงพระธรรมกาย เพื่อจะได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย และอย่าเอากายมนุษย์ไปถล่มทลายด้วยอบายมุขต่าง ๆ ไม่ควร หากพลาดพลั้งขึ้นมา เกิดพิการขึ้นมาก็เสียโอกาส ไม่ได้ใช้กายมนุษย์มาสร้างบารมีเพราะพิการ เมื่อพิการขึ้นมา อุปัชฌาย์ก็ไม่ให้บวชแล้ว หมดสิทธิ์ในการบวช 
 

หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ท่านเคยบอกว่า....

การเกิดขึ้นของวิชชาธรรมกายโดย หลวงปู่ฯวัดปากน้ำ นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา การปราบมารของหลวงปู่ฯ ก็มุ่งไปปราบที่รากเหง้า ที่ต้น ๆของพญามาร ถ้าปราบมารนี้ได้ สิ่งที่ถูกปกปิดมานานก็จะถูกเปิดเผยโดยถาวร วัฏฏก็จะถูกทำลายไป การเชื่อมโยงต่าง ๆ ซึ่งมีจักรวาล แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล ก็จะเกิดขึ้น มนุษย์ก็จะเปลี่ยนจากผู้ไม่รู้ มาเป็นผู้รู้ จะพูดเหมือนกัน คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ความแตกต่างก็จะหมดไปจากโลก ไม่ว่าจะแตกต่างกันด้วย รูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ชนชั้น ฐานะต่างๆ จะมลายหายสูญไปหมด

กายดั้งเดิมของมนุษย์ นี้สำคัญ เป็นกายที่สวยงามประดุจกายมหาบุรุษ ก็จะถูกนำกลับมา เพื่อใช้สร้างบุญสร้างบารมีได้ดียิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก จะเห็นได้ว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯท่านมีพระคุณอย่างมากมายมหาศาล ลองคิดดูถ้าไม่มีหลวงปู่ฯ ชีวิตเราคงกระจัดกระจายไม่ได้มารวมตัวกันสร้างบารมีอย่างนี้ ชีวิตก็จะไม่มีเป้าหมายที่เด่นชัด แน่นอน คงจะคล้ายกับชาวโลกทั่วไป ที่ดำเนินชีวิตไปแล้ว อาจเผลอมีชีวิตที่ผิดพลาดพลัดตกไปสู่อบาย นั้นคือ หลวงปู่ฯท่านช่วยปิดหนทางนรก เปิดหนทางสวรรค์ให้แก่เรา  และยังบอกหนทางพระนิพพานให้กับเราด้วย สอนให้เรารู้จักการเข้าถึงพระธรรมกายในตัวซึ่งเป็นสรณะ ที่พึ่งที่แท้จริง อันจะทำให้ชีวิตเราปลอดภัยมีชัยชนะอย่างถูกหลักวิชชา 

หลวงปู่ฯท่านสอนเราให้ทราบว่า หนทางไปสู่อายตนนิพพานนั้นต้องผ่านเข้าทางศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ด้วยวิธีการทำใจให้หยุดให้นิ่งอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัวได้ ท่านบอกทั้งวิธีการ บอกทั้งหนทาง บกอทั้งจุดหมายปลายทาง คือ ที่สุดแห่งธรรม และยังบอกบทสรุปไว้ด้วย "หยุด เป็นตัวสำเร็จ" ตลอดเส้นทางของการปฏิบัติธรรม ให้สูตรสำเร็จเอาไว้ด้วย 
 

นอกจากนั้นหลวงปู่ฯท่านก็ยังค้นพบว่า

ธรรมทั้งหลายประกอบไปด้วย กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา และอัพยากะตา ธัมมา ธรรมทั้งสามอย่างนี้มีอยู่จริง เราอาจจะเคยได้ยินเวลาเราไปงานศพ ฟังพระสวด จะเริ่มต้นบทแรก คือ กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา และอัพยากะตา ธัมมา นั้นสำคัญนะ มีอยู่จริง อยู่ข้างในตัวเรา รูปร่างเหมือนกัน ต่างกันเพียงสีสรร และธาตุธรรมทั้งสาม ก็ปกครองทั้ง อากาศโลก ขันธโลก สัตวโลก สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย ผลัดกันประมวลฤทธิ์กัน ทำให้สรรพสัตว์มีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง มีไม่สุข ไม่ทุกข์บ้าง ท่านเห็นจริงรู้จริงในสิ่งเหล่านี้ ถึงสามารถแยกแยะได้ ความเหมือน ความต่าง ท่านแยกแยะได้ บอกได้ว่า ธาตุทั้งสามกำลังทำอะไรกันอยู่ บอกที่ตั้ง ที่อยู่ บอกหน้าที่ บอกคุณสมบัติ ท่านบอกได้หมดเลย แสดงว่า ท่านไปรู้จริง ไปเห็นจริง ในสิ่งเหล่านี้ 

ความรู้เหล่านี้ ได้ทราบทั้งหมดมาจากท่าน จึงเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเรามารวมกันที่นี้ เพื่อจะได้ศึกษาให้ลึกซึ้ง ยิ่งๆ ขึ้นไป หลวงปู่ฯท่านจึงมีพระคุณมหาศาลต่อพวกเรา ไม่มีใครๆ ในโลกที่จะให้ความรู้ชนิดนี้แก่เราได้ ดังนั้นสมควรที่เราจะทุ่มชีวิตสร้างบารมีไปกับท่าน ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ท่านจะได้นำพาชีวิตของเราไปสู่เป้าหมายถูกต้อง ปลอดภัย ไปถึงที่สุดแห่งธรรม

หลวงปู่ฯบอกว่า เส้นทางการสร้างบารมีแบบนี้ เป็นงานใหญ่ ที่จะต้องทำไปกันเป็นทีม ให้ช่วยกันทางใดทางหนึ่ง และเมื่องานสำเร็จก็จะสำเร็จไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นที่วัดปากน้ำนี้ จึงเป็นอนุสรณ์สถานของหลวงปู่ฯแห่งที่ 6 ที่หลวงปู่ฯใช้ค้นวิชชาธรรมกายอย่างละเอียด ๆ และได้สู้รบกับพญามาร ท่านปฏิบัติหน้าที่ตลอดสิ้นอายุขัย และก็ละสังขารไปเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 

โครงการธรรมยาตรา บูชาธรรมหลวงปู่ฯปีนี้ เหลือเวลาไม่มาก ขอให้พวกเราใช้เวลาให้เต็มที่ ด้วยการนึกถึงหลวงปู่ฯที่ศูนย์กลางกายให้ได้ ตลอดทั้งวันทั้งคืน ทุกอิริยบท และจะมีการเดินธรรมยาตราอีกเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพราะฉะนั้น พระธรรมยาตราก็ขอให้ตั้งใจเอาบุญกับหลวงปู่ฯให้เต็มที่

จบการทบทวนบุญจุดประทีปฯ ณ ลานพระมหาธรรมกายเจดีย์ 
การรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 คือ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 
 

อนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาส นี้

 
ทุกท่านย้อนกลับไปรับใบเกียรติบัตรออนไลน์ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง 
     รับใบประกาศที่ zoom072.com/dmy/28
     ภาษาอังกฤษ   zoom072.com/dmy/en28
 

โปรดอย่าลืม!!! เมื่อทุกท่านสร้างบุญใหม่วันนี้เสร็จแล้ว ขอให้ทุกท่านได้บันทึกปฏิทินบุญประจำวัน ตามคำแนะนำที่คุณครูไม่ใหญ่ให้โอวาทไว้ ในช่วงวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565 เพื่อความปลื้มปีติในบุญ ทุกครั้ง ทุกท่านทำได้บนมือถือตามระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หรือ iOS โหลดแอพพิเคชั่นปฏิทิน มาใช้งานได้ตามสะดวก และตามที่ชอบ 


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

วันมหาปูชนียาจารย์ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี

วันมหาปูชนียาจารย์ ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี 

ซึ่งปี พ.ศ. 2565 ก็ได้เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง มีความสำคัญดังนี้
1) วันคล้ายวันมรณภาพพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร)
2) วันคล้ายวันละสังขารคุณยายอาจารย์ฯ ทองสุก สำแดงปั้น
3) วันคล้ายวันสลายร่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลอันสูงสุด


มหาปูชนียาจารย์ทั้งสามท่านเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนจริง ๆ ที่สร้างคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ท่านสอนให้รู้จักความเป็นจริงของชีวิต กฎแห่งกรรม ผลของบุญ ผลของบาป และฉากหลังของพญามารที่สร้างกิเลสอาสวะ ให้มนุษย์ติดกับดักพญามาร ลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสที่สร้างไว้ มหาปูชนียาจารย์ เปรียบดั่งแสงสว่างแห่งชีวิตที่สำคัญ นำพาทุกคนไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ท่านเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตในทางธรรม ที่มุ่งไปที่สุดแห่งธรรม อย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว มีมโนปณิธานที่ในการสร้างบารมีอย่างไม่มีขีดจำกัด มีพลังใจมากมายมหาศาลเพื่อจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ และเป้าหมายปราบมารให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ

นับว่าเป็นความโชคดีของเหล่าลูกศิษย์ และหลานศิษย์ ที่มีครูดี พบครูดี ได้ทำตามคำสอนท่าน ขอให้น้อมนำความโชคดีมีบุญนี้ สร้างกุศล สร้างมหาบารมีที่ยิ่งๆ ขึั้นไป เพื่อเป้าหมายไปถึงที่สุดแห่งธรรม

 

พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย

คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น

คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย)

ดังนั้นจึงขอเชิญทุกท่านร่วมอนุโมทนาบุญ ออนไลน์ ผ่าน Zoom

ตามห้องที่ท่านคุ้นเคย หรือ ตามลิงก์ด้านล่าง 

https://www.zoom072.net/

ช่องยูทูป GBN LIVE

กำหนดการงานบุญออนไลน์ปี 2565 ภายใต้สถานการณ์ป้องกันโควิด 19  


 ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ