หลังพิธีจุดประทีปรำลึกอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธรรมเทศนา โดย ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินตโก ได้กล่าวว่า.....
ขอชื่นชมพระธรรมยาตราทุกๆ รูป ผู้มีบุญทั้งหลาย มาอยู่รวมกันเกือบสองพันรูป อยู่กันมาเกือบ 2 เดือนแล้ว ได้ฟังผลรายงานปฏิบัติธรรมเบื้องต้นของพระธรรมทายาท ก็รู้สึกปลื้มปีติใจ ส่วนมากปฏิบัติธรรมกันได้ดีมาก มีประสบการณ์ภายใน บางท่านก็มีแสงสว่างภายในตัว บางท่านก็พอจะนึกดวง นึกองค์พระออก ลองนึกถึงตอนก่อนมาบวช
ตอนก่อนมาบวชนั้น เราอยู่ที่บ้าน พอหลับตาก็มืดมิด แต่ตอนนี้พอหลับตา ก็มีแสงสว่างโพรงขึ้นมาในใจ นั้นคือใจเราเริ่มสว่างแล้ว ใจสว่างนี้ มันน่าอัศจรรย์นะ ชีวิตของเราเริ่มมีความแตกต่างดีขึ้นกว่าเดิม สิ่งนี้มันไม่ใช่เกิดขึ้นได้ง่าย คนทั้งโลก 7,000 กว่าล้านคน เขาทำไม่ได้นะ เขาก็ไม่รู้เรื่องนี้ด้วยว่า ใจมันสว่างได้ และเขาก็ไม่หาวิธีคิดหนทาง ที่จะทำให้รู้ หรือว่า ไม่รู้วิธีทำให้ใจสว่าง ใจสว่าง สำคัญนะ เป็นบุญมหาศาลที่เดียว
หลวงปู่ฯเคยบอกว่า นั่งหลับตารวมใจแล้ว เห็นความสว่างในใจแม้เพียงช่วงสั้น ๆ แค่ช่วงสายฟ้าแลบ ช่วงช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น หรือช่วงไก่กระพือปีก ช่วงสั้น ๆ แค่นั้น เมื่อเทียบบุญกันแล้ว บุญจากการสร้างโบสถ์สร้างวิหาร 10 หลังก็ยังสู้ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ในหลาย ๆ ท่านตอนนี้ ดีใจไว้เถอะ ท่านเป็นผู้ที่มีบุญมาก แต่ท่านยังหยุดใจนิ่งไม่พอ ที่จะเห็นดวงบุญดวงนั้น แต่ก็ฝึกไปเถอะ เดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวก็เห็น ไม่ยาก เพราะเรานั่งสมาธิกันวันละหลาย ๆ รอบ รอบหนึ่งก็หลายชั่วโมง วันหนึ่งก็หลายชั่วโมง ถ้าเป็นฟ้าแลบก็แลบหลายที เพราะฉะนั้นช่วงสั้น ๆ ที่หลวงปู่ฯท่านเปรียบไว้ ว่า เป็นสายฟ้าแลบนั้น ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ก็แปปเดียว ช้างกระดิกหูก็แปปเดียวเท่านั้น งูแลบลิ้นมันก็ชักกลับนะ ไม่ใช่แลบลิ้นแล้วห้อยร่องแร่ง อันนั้นงูป่วยนะ ไม่นับ งูแลบลิ้น ไก่กระพือปีกมันขันแป๊ปเดียว
ขนาดนั้น ยังได้บุญ แสงสว่างเกิดโพรง ได้บุญมากนะ มากกว่าสร้างโบสถ์สิบหลัง ฉะนั้นให้ภูมิใจมั่นใจ เรามาถูกทางแล้วนะ ชีวิตของเรา เราต้องประคองความสว่างของใจของเราให้ดี หยุด นิ่งๆ อารมณ์สบายๆ ต่อเนื่อง ในทุกอริยบทนั้นแหละ ในรอบนอกรอบ ตามเทคนิคที่พระอาจารย์ท่านแนะนำ จะทำให้ประสบการณ์ภายในของเราพัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนที่เหลือที่ยังไม่สว่าง อย่าพึ่งท้อใจค่อยๆ ฝึกปรับใจไปเรื่อย ๆ ทำใจสบาย ๆ อย่าไปเร่งร้อน คุณครูไม่ใหญ่ท่านเคยสอนไว้นานแล้วว่า ความสว่างก็มีอยู่แล้วในตัวเรา ดวงธรรมมีอยู่แล้วในตัวเรา แม้องค์พระก็มีอยู่แล้วในตัวของเราทุกคน เพราะฉะนั้นหนึ่งสมองสองมือ คนอื่นก็ทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ของให้ทำอย่างถูกหลักวิชชาทำให้ต่อเนื่องอย่าไปท้อถอยซะก่อน แล้วเราจะเข้าถึงธรรมแบบยกชั้น ท่านมักจะใช้คำว่า "ได้ซิน่า" แล้วได้จริงๆ ยกชั้นได้เลย
คนที่ทำไม่ได้มี 3 ประเภท คือ
1. คนบ้า คนเสียสติ คนนี้ทำไม่ได้หรอก
2. คนตาย ทำไม่ได้เพราะตายแล้ว
3. คนที่ไม่ได้ทำ
เราไม่ได้อยู่ในสามประเภทนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำได้ ก็ต้องปรับใจไปเรื่อย ๆ ใจสว่างนี้สำคัญนะ เราต้องฝึกให้คล่องให้ชำนาญ เพิ่มพูนความสว่างไปเรื่อย ๆ เราจะได้ไปรู้ไปเห็นต้นเหตุแห่งความสว่างคืออะไร ต้องค่อย ๆฝึกไป ความสว่างของใจนี้สำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่ต้องนำไปใช้ในชีวิตของเรา เอาไว้ใช้นึกในสงครามชิงภพ ตอนที่เราใกล้จะตาย ก่อนที่วิญญาจะออกจากร่าง ซึ่งทุกคนต้องเจอแน่นอน ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ไม่มีใครรอด วันที่ทำสงครามชิงภพ ซึ่งตอนนั้นใคร ๆ ก็ช่วยเราไม่ได้ เราต้องช่วยตนเอง อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนจริง ๆ เลย เพราะฉะนั้นช่วงนั้นใครฝึกมาดี ทำการบ้านมาดี ทำใจใส ๆ สว่าง ๆ นึกถึงบุญ สุคติโลกสวรรค์ก็เป็นที่ไป มีเทวรถ มีเทพบริวารมารับตามกำลังบุญ กลับไปวิมานเสวยบุญบนสวรรค์ แต่ถ้าใครไม่ได้ฝึกมา นึกถึงความสว่างไม่ออก ก็คือใจหมอง นั้นเอง ดังนี้ ทุคติวินิบาต นรกก็เป็นที่ไป ก็จะมีนายนิรยบาล มารับลากคอไปยมโลก เพื่อนำไปพิจารณาคดี
สุคติ และทุคติ ตัดสินใจที่ ใจใส กับ ใจหมอง ซึ่งก่อนตายนี้สำคัญที่เดียว ที่พูดมานี้ ไม่ได้เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ แต่มันเป็นความจริง การฝึกปฏิบัติธรรม ทำใจใส ๆ สว่าง ๆ มาทั้งชีวิตนั้น ก็เพื่อมาใช้ในการณ์นี้ ทุกองค์ ทุกๆ ท่านบนโลก ก็เช่นกัน เหมือนชิงแพ้ ชิงชนะ ชิงดำชิงแดงกันตอนนี้ ก่อนจะตาย หรือ ก่อนที่จะเปลี่ยนภพ จะไปสุคติ หรือ ทุคติ นี้สำคัญมากที่เดียวนะ เหมือนนักกีฬาโอลิมปิก เขาฝึกมาทั้งชีวิต ตอนแข่งขันวิ่ง 100 เมตร เขาใช้เวลาเสี้ยววินาทีตัดสินแพ้ชนะกันตอนนั้น
มันเป็นเรื่องความจริงในสังสารวัฏ เพราะทุกกิจกรรม ทุกลมหายใจเข้าออกของเรา คิดจะพูด จะทำ มันมีกฎแห่งกรรมรองรับ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กฎแห่งกรรมนี้ ก็มีมานาน มีมาก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้บัญญัติ ใครบัญญัติไว้ก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้ากี่พระองค์ก็ไม่รู้ว่าใครบัญญัติ แม้แต่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านดำรงพระชนชีพอยู่ ท่านก็ยังได้รับผลของเศษกรรมบางอย่าง ที่ท่านได้เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ แสดงว่า ผู้ี่บัญญัติกำแห่งกรรมจะต้องเป็นผู้มีอานุภาพมากทีเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ อาศัยท่านมีความเมตตา จึงนำมาเทศน์สอนเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นเรื่องใจใส ใจหมอง นี้สำคัญ เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อไว้ก่อน มีแต่ดี ถึงแม้ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เราก็ทำความดี ทำบุญเผื่อเหนียวไว้ก่อนก็ได้ ถ้าไม่จริงก็เจ๊ากันไป อย่างน้อยทำความดีไว้ ลูกหลานยังชื่นชม
แต่ถ้ามีจริง เราทำเผื่อเหนียวไว้ ก็ยังมีบุญนิด ๆ หน่อย ๆ ติดตัวไว้ เพื่อเป็นทุนในการอยู่ในภพภูมิต่อไป ฉะนั้นต้องรักษาความสว่างนี้ไว้ให้ดี ชีวิตในเพศสมณะ เป็นชีวิตที่ให้โอกาสตนเองอย่างดี ในการปฏิบัติธรรม ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงหาบุญ สร้างบารมี ไปถึงที่สุดแห่งธรรม เหลือแค่สามวันก็จะจบโครงการธรรมยาตราแล้ว
พระอาจารย์ก็ขอพระธรรมทายาททุกรูปว่า "อย่าพึ่งรีบลาสิกขา" จะมีโครงการให้ทุกรูปไปปฏิบัติธรรมต่อที่เวิลด์พีซ ที่เขาใหญ่นั้นแล ทั้งนี้ ก็เพื่อจะช่วยรักษาผลการปฏิบัติธรรมที่ดีๆ ไว้ให้ท่าน ทำให้มั่นคงก่อน เพื่อจะพัฒนาได้ดี ยิ่งๆ ขึ้นไป คือในตอนนี้ทุกท่านกำลังมีประสบการณ์ภายในใหม่ ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเทคนิคการรักษาธรรมะไว้ให้มั่นคง มั่นคงในทุก ๆ อิริยาบท ในรอบ นอกรอบ รอบการปฏิบัติธรรม
การที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม ป่า เขา และ ธรรมชาติดีๆ แวดล้อมไปด้วยหมู่เพื่อนสหธรรมิก และทีมงานพระอาจารย์ที่ชำนาญในการดูแล และการสอนเพื่อช่วยให้การปฏิบัติดีขึ้น มั่นคงขึ้น
การลาสิกขา ไม่ยากหรอก แต่การบวช ยากกว่า ต้องมีพระกรรมวาจา ต้องมีพระผู้สวด ต้องมีพระอันดับ ต้องทำกันในโบสถ์ ต้องท่องขานนาคให้ได้ ต้องเตรียมอัฏบริขารให้ครบ ยากกว่าเยอะ แต่การลาสิกขา แค่เปล่งวาจา เปลี่ยนเครื่องทรงที่ไหนก็สำเร็จประโยชน์แล้ว ก่อนจะลาสิกขานี้สำคัญ พิจารณาดีๆ ก่อนนะ เราพร้อมที่จะไปผจญกับสงครามชิงภพแล้วหรือยัง
พระพุทธเจ้าบอกว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายตายไปแล้ว สุคติมันแค่เขาโค เขาโคมีแค่ 2 เขา แต่การไปทุคติมีมากเป็นแสนๆ ฉะนั้น หากยังไม่ชัวร์ ยังวูบ ๆ วาป ๆ เห็นๆ หาย ๆ ก็จะให้เวลาฝึกเตรียมความพร้อมอีก เพิ่มคอร์สเรียนอีกสักคอร์สหนึ่ง ก็จะช่วยเสริมความมั่นใจ เป็นห่วงทุกรูปนะ
นึกถึงตนเอง (ท่านประธานสงฆ์ : พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินตโก) ในสมัยฝึกธรรมทายาท ปีพุทธศักราช 2518 หลวงพ่อทัตตชีโว เป็นผู้ฝึกอบรม พอจบการอบรม หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านก็ให้ปัจฉิมโอวาทอันทรงคุณค่า ว่า "ถ้านั่งธรรมะไปแล้วยังไม่สว่าง อย่าพึ่งรีบตายนะ นรกชัวร์" ฟังแล้วรู้สึกเสียวสันหลัง ก็เลยอยู่วัดมาถึงบัดนี้ วาทะธรรมของท่านเป็นอมตะจริงๆ ยังกล้องอยู่ในหูมาจนถึงทุกวันนี้ 47 ปีก็ยังไม่รู้ลืม ทุกรูปอย่าพึ่งรีบสึกนะ ฝึกอีกสักหน่อยให้มั่นคงสักนิด
วันนี้ก็จะมาบรรยายธรรมการรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 คือวัดปาก น้ำภาษีเจริญ
พระมหาเถระผู้ใหญ่ คือ พระธรรมปิฎก (เผื่อน ติสสทัตตเถระ) ผู้เป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่ฯ ที่อยู่วัดพระเชตุพน ได้มีบัญชาให้หลวงปู่ฯ เดินทางมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งตำแหน่งเจ้าอาวาสเดิมก็ว่างอยู่ ท่านมารับตำแหน่งปี พ.ศ. 2474 ที่วัดปากน้ำในสมัยนั้น ก็มีสภาพทรุดโทรม มีสภาพกึ่งวัดร้าง มีลักษณะสวนหมาก สวนมะพร้าว สวนเงาะ
มีศาลาที่ค่อนข้างเก่ามาก มีโรงครัวเล็กๆ กุฎิมีเพียงไม่มีหลัง
เป็นกุฎิหลังเล็กๆ ยกจากพื้น ปลูกจากไม้สัก พักได้เพียงรูปเดียว
อยู่ตามร่องสวน พระภิกษุที่อยู่ก่อนหน้านี้ มีจำนวน 13 รูป
มักย่อหย่อนทั้งปริยัติ และปฏิบัติ ทำให้ท่านพบอุปสรรคที่ไม่คาดคิดมาก่อน
ตั้งแต่วันแรกที่ท่านมาถึงวัดปากน้ำ
แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม
ท่านคิดที่จะฟื้นฟูวัดปากน้ำให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
ท่านมุ่งไปที่ความประพฤติของสามเณรและพระภิกษุในวัด
ท่านต้องการให้ทุกรูปมีข้อวัตรปฏิบัติที่ดี ประพฤติตนตามพระธรรมวินัย
พระภิกษุสามเณรปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด การสอนวิปัสสนา
การส่งเสริมพระปริยัติ โดยการสร้างโรงเรียนพระปริยัติ
ซึ่งทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ทำให้พระภิกษุ และสามเณร
เข้ามาศึกษาเป็นจำนวนมากที่วัดปากน้ำภาษีเจริญจึงเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ
ๆ จนกลายเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกคน และศูนย์กลางการสอนบาลีมาจนถึงปัจจุบัน
ท่านได้สร้างโรงครัวขึ้น เพราะว่าเมื่อสามเณรมีจำนวนมากขึ้น ก็ไม่ต้องการให้พระเณรกังวลเรื่องภัตตาหาร คือไม่ต้องไปบิณฑบาต เพราะว่าวัดข้างๆ นั้น มีเยอะ รอบๆ วัดปากน้ำ มีวัดติด ๆกัน 5-6 วัด จะได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการศึกษา ทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติให้เต็มที หลวงปู่ฯเลี้ยงพระมาตลอดจนกระทั่งมาถึง บัดนี้ แม้ว่า หลวงปู่ฯละสังขารไปแล้ว ที่วัดปากน้ำ ก็ยังเลี้ยงพระ ไม่ต้องให้พระไปบิณฑบาตที่ไหน
หลวงปู่ฯพัฒนาไปด้วย สอนธรรมะปฏิบัติไปด้วย ค้นวิชชาธรรมกายควบคู่ไปด้วย จนกระทั่งได้ไปรู้ไปเห็นเรื่องราวที่เป็นหน้าที่ของท่าน ว่า ตัวท่านนั้น ต้องมาเกิดทำหน้าที่ ที่สำคัญ มีทีมงานด้วย เพื่อทำหน้าที่มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เพื่อจะขจัดต้นตอกิเลสอาสวะให้หมดไป หลวงปู่ฯได้สะสมทีมงานธาตุธรรมพิเศษ และ "สร้างโรงงานทำวิชชา" และไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงปู่ฯก็ใช้วิชชาธรรมกายไปแก้ไขเหตุการณ์บ้านเมือง ไม่ให้มนุษย์รบราฆ่าฟันกันเอง ช่วยประเทศชาติให้ปลอดภัย โดยให้ทีมทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา ช่วยกันอธิษฐาน "ทำเมืองให้เป็นป่า ทำป่าให้เป็นเมือง" เมื่อเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ก็จะได้ทิ้งไม่ถูกตำแหน่ง และอธิษฐานเอาประเทศ ไปซ่อนด้วยวิชชาธรรมกาย เพื่อไม่ให้ศัตรูเห็น และยังอธิษฐานอีกว่า "ปัดลูกระเบิดให้ไปลงทะเลบ้าง ไปเข้าป่าบ้าง อย่าให้ลูกระเบิดทำอันตรายมนุษย์ หลวงปู่ฯ ช่วยแบบนี้จนกระทั่งจบสงครามโลก ประเทศสงบ
หลวงปู่ฯบอกว่า การรบกันในเมืองมนุษย์ เหมือนเด็กเล่นขายของ เล่นๆ กันเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดีกัน การรบของเมืองมนุษย์นั้นคือ การรบของฝ่ายบุญ ฝ่ายบาป ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นเพียงสงครามตัวแทน หลวงปู่ฯค้นวิชชาธรรมกายละเอียด ๆ หนักเข้า ๆ ก็ไปพบว่า ต้นเหตุแห่งทุกข์ที่สำคัญ คือ พญามาร มีเสนามารทั้ง 5 ฝูง ประกอบด้วย กิเลสมาร เทพบุตรมาร มัจจุมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร พญามารก็จะส่งเสนามารทั้ง 5 มาสิงใจมนุษย์ ผู้ไม่รู้ และเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง มาบังคับบัญชาใจมนุษย์ ทับทวีเข้ามาหามนุษย์ บังคับใจให้หมู่มนุษย์ผู้ไม่รู้ ให้หลงในเล่ห์กลของพญามาร พอมนุษย์ล่วงละเมิดไปทำบาปกรรมเข้า เอาวิบากกรรมมาบังคับ กิเลส กรรม วิบาก เกิดภพ เกิดภูมิ ขั้นตอนเขาเป็นอย่างนี้ พอเผลอไปทำเข้า บัญชีบาปก็บันทึกไว้ ก็จะไปปรากฎอยู่ในบัญชีของสุวรรณเลขา หลบกันไม่ได้
วันหนึ่ง ๆ มีหลายชั่วโมง นอนหลับก็ไปอย่าง แต่พอตื่นขึ้นมาก็ 16 ชั่วโมง ทำอะไรไว้ตั้งเยอะแยะ ชั่วโมงหนึ่งมีบาปเท่าไร ๆ เพราะฉะนั้นบัญชีบาปเพิ่มตัวเลขเข้าไป มากเข้า ๆๆ และเขาก็เอาความแก่ ความเจ็บ ความตาย บังคับให้กายมนุษย์เสื่อมค่าเร็ว ๆ ให้ป่วย ให้อ่อนกำลัง คือ ให้ตายเร็ว ๆ มนุษย์จะได้สร้างบุญไปได้น้อย ๆ พอตายแล้ว บัญชีบาปที่เยอะ ก็เอาไปกักขังไว้ในนรกขุมต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มขุมแรกๆ และ หมุมเวียนกันไปเรื่อย ๆ เอาไปเสวยทุกข์ทรมาร พญามารเขาใช้วิธีนี้ควบคุมหมู่สัตว์ทั้งหลายให้อยู่ในอำนาจให้นาน ๆ และก็ยึดกายมนุษย์ที่เคยสวย เคยหล่อ แต่พอไปที่ภพภูมินั้น ก็เป็นสัตว์นรก เป็นอสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน กายเปลี่ยนไป กายที่เคยสวย เคยหล่อ กลายเป็นอดีตมนุษย์ไปแล้ว
เพราะฉะนั้น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉานก็คืออดีตมนุษย์ รูปกายถูกยึดไปแล้ว กิริยาท่าทางก็ถูกยึดไปอีก แต่สัตว์ที่มีบุญบ้างชนิด เราเคยอ่านในพระไตรปิฎก สัตว์ที่มีบุญ อาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่สร้างบุญมาเยอะ แต่เผลอทำกรรมไปหน่อย ไปเกิดเป็นพญาช้างแต่พูดได้ เป็นพญานกยูงแต่พูดได้ เป็นพญาราชสีห์ที่พูดได้ โดนยึดรูปกายมนุษย์ไป แต่ไม่ได้โดนยึดคำพูด ถ้ามีบุญน้อย ก็ยึดทั้งรูป เสียง กิริยาท่าทาง เป็นสัตว์พอสื่อสารกันได้ สัตว์แสนรู้ พูดไม่ได้เพราะโดนยึดเสียงไปแล้ว เพราะฉะนั้นสัตว์แสนรู้ พอใช้งานได้ พอสื่อสารกันได้
หลวงปู่ฯ ท่านไปรู้ไปเห็นเรื่องราวของเหล่านี้ รู้เบื้องหลังเหล่านี้ตลอด ท่านจึงไม่ยอมให้พญามารมารังแกข่มแหงท่าน จึงใช้วิชชาธรรมกายแก้ไข แก้ไขเหตุในเหตุเรื่อยมา ทำทุกวันทุกคืนไม่มีหยุด ถึงขนาดทำให้มนุษย์ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หลวงปู่พูดไว้ดังนี้ 28 มีนาคม พ.ศ.2497 ผู้เทศน์ทำวิชชานี้มาได้ 22 ปี 8 เดือด 9 วันถึงตอนนี้แล้วไม่ได้หยุดเลย หลวงปู่ฯบอกว่า ถ้างานไม่เสร็จผู้เทศน์ยอมตาย ไม่ยอมถอย จะยอมตายอยู่วัดปากน้ำ จะไม่ไปแรมราตรีที่ไหนเลย สู้ไม่ถอย สู้กันสุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้หมดแก่ หมดเจ็บ หมดตาย ให้พญามารแพ้ให้ได้ เราจึงขนานนามว่า "พระผู้ปราบมาร"
พลังใจอันยิ่งของหลวงปู่ฯ ท่านคิดจะทำอะไรก็ทำให้สำเร็จ ไม่ได้ไม่ยอมกันล่ะ หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า พญามารกลัวกายมนุษย์ โดยเฉพาะกายมนุษย์ที่เข้าถึงพระธรรมกาย เพราะว่าจะไปรู้เรื่องของเขา พอรู้เรื่องราวแล้ว ก็จะไปทำความเห็นให้ถูกต้อง แก้ไขผังที่เขาทำไว้ และจะมุ่งไปปราบพญามารให้หมดสิ้น พญามารจึงกีดขวางการเกิดเป็น มนุษย์ให้ยาก ๆ เอาไว้ พอเกิดแล้วก็ปิดบังไว้ไม่ให้รู้ ให้ลืมเรื่องราวต่าง ๆ ลืมเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา หลวงพ่อจึงสอนพวกเราไว้ว่า ให้พยายามอธิษฐานว่า "ให้ระลึกชาติได้ตั้งแต่เยาว์วัย" นี้สำคัญนะคำอธิษฐาน
เพราะฉะนั้นพวกเราโชคดีแล้วที่ได้กายมนุษย์มา ซึ่งได้มาโดยยาก ให้ถนอมรักษาไว้ให้ดี เพราะเป็นกายที่เขาให้ไว้มาสร้างบารมี ไว่ให้เข้าถึงพระธรรมกาย เพื่อจะได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย และอย่าเอากายมนุษย์ไปถล่มทลายด้วยอบายมุขต่าง ๆ ไม่ควร หากพลาดพลั้งขึ้นมา เกิดพิการขึ้นมาก็เสียโอกาส ไม่ได้ใช้กายมนุษย์มาสร้างบารมีเพราะพิการ เมื่อพิการขึ้นมา อุปัชฌาย์ก็ไม่ให้บวชแล้ว หมดสิทธิ์ในการบวช
หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ท่านเคยบอกว่า....
การเกิดขึ้นของวิชชาธรรมกายโดย หลวงปู่ฯวัดปากน้ำ นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา การปราบมารของหลวงปู่ฯ ก็มุ่งไปปราบที่รากเหง้า ที่ต้น ๆของพญามาร ถ้าปราบมารนี้ได้ สิ่งที่ถูกปกปิดมานานก็จะถูกเปิดเผยโดยถาวร วัฏฏก็จะถูกทำลายไป การเชื่อมโยงต่าง ๆ ซึ่งมีจักรวาล แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล ก็จะเกิดขึ้น มนุษย์ก็จะเปลี่ยนจากผู้ไม่รู้ มาเป็นผู้รู้ จะพูดเหมือนกัน คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ความแตกต่างก็จะหมดไปจากโลก ไม่ว่าจะแตกต่างกันด้วย รูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ชนชั้น ฐานะต่างๆ จะมลายหายสูญไปหมด
กายดั้งเดิมของมนุษย์ นี้สำคัญ เป็นกายที่สวยงามประดุจกายมหาบุรุษ ก็จะถูกนำกลับมา เพื่อใช้สร้างบุญสร้างบารมีได้ดียิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก จะเห็นได้ว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯท่านมีพระคุณอย่างมากมายมหาศาล ลองคิดดูถ้าไม่มีหลวงปู่ฯ ชีวิตเราคงกระจัดกระจายไม่ได้มารวมตัวกันสร้างบารมีอย่างนี้ ชีวิตก็จะไม่มีเป้าหมายที่เด่นชัด แน่นอน คงจะคล้ายกับชาวโลกทั่วไป ที่ดำเนินชีวิตไปแล้ว อาจเผลอมีชีวิตที่ผิดพลาดพลัดตกไปสู่อบาย นั้นคือ หลวงปู่ฯท่านช่วยปิดหนทางนรก เปิดหนทางสวรรค์ให้แก่เรา และยังบอกหนทางพระนิพพานให้กับเราด้วย สอนให้เรารู้จักการเข้าถึงพระธรรมกายในตัวซึ่งเป็นสรณะ ที่พึ่งที่แท้จริง อันจะทำให้ชีวิตเราปลอดภัยมีชัยชนะอย่างถูกหลักวิชชา
หลวงปู่ฯท่านสอนเราให้ทราบว่า หนทางไปสู่อายตนนิพพานนั้นต้องผ่านเข้าทางศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ด้วยวิธีการทำใจให้หยุดให้นิ่งอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัวได้ ท่านบอกทั้งวิธีการ บอกทั้งหนทาง บกอทั้งจุดหมายปลายทาง คือ ที่สุดแห่งธรรม และยังบอกบทสรุปไว้ด้วย "หยุด เป็นตัวสำเร็จ" ตลอดเส้นทางของการปฏิบัติธรรม ให้สูตรสำเร็จเอาไว้ด้วย
นอกจากนั้นหลวงปู่ฯท่านก็ยังค้นพบว่า
ธรรมทั้งหลายประกอบไปด้วย กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา และอัพยากะตา ธัมมา ธรรมทั้งสามอย่างนี้มีอยู่จริง เราอาจจะเคยได้ยินเวลาเราไปงานศพ ฟังพระสวด จะเริ่มต้นบทแรก คือ กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา และอัพยากะตา ธัมมา นั้นสำคัญนะ มีอยู่จริง อยู่ข้างในตัวเรา รูปร่างเหมือนกัน ต่างกันเพียงสีสรร และธาตุธรรมทั้งสาม ก็ปกครองทั้ง อากาศโลก ขันธโลก สัตวโลก สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย ผลัดกันประมวลฤทธิ์กัน ทำให้สรรพสัตว์มีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง มีไม่สุข ไม่ทุกข์บ้าง ท่านเห็นจริงรู้จริงในสิ่งเหล่านี้ ถึงสามารถแยกแยะได้ ความเหมือน ความต่าง ท่านแยกแยะได้ บอกได้ว่า ธาตุทั้งสามกำลังทำอะไรกันอยู่ บอกที่ตั้ง ที่อยู่ บอกหน้าที่ บอกคุณสมบัติ ท่านบอกได้หมดเลย แสดงว่า ท่านไปรู้จริง ไปเห็นจริง ในสิ่งเหล่านี้
ความรู้เหล่านี้ ได้ทราบทั้งหมดมาจากท่าน จึงเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเรามารวมกันที่นี้ เพื่อจะได้ศึกษาให้ลึกซึ้ง ยิ่งๆ ขึ้นไป หลวงปู่ฯท่านจึงมีพระคุณมหาศาลต่อพวกเรา ไม่มีใครๆ ในโลกที่จะให้ความรู้ชนิดนี้แก่เราได้ ดังนั้นสมควรที่เราจะทุ่มชีวิตสร้างบารมีไปกับท่าน ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ท่านจะได้นำพาชีวิตของเราไปสู่เป้าหมายถูกต้อง ปลอดภัย ไปถึงที่สุดแห่งธรรม
หลวงปู่ฯบอกว่า เส้นทางการสร้างบารมีแบบนี้ เป็นงานใหญ่ ที่จะต้องทำไปกันเป็นทีม ให้ช่วยกันทางใดทางหนึ่ง และเมื่องานสำเร็จก็จะสำเร็จไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นที่วัดปากน้ำนี้ จึงเป็นอนุสรณ์สถานของหลวงปู่ฯแห่งที่ 6 ที่หลวงปู่ฯใช้ค้นวิชชาธรรมกายอย่างละเอียด ๆ และได้สู้รบกับพญามาร ท่านปฏิบัติหน้าที่ตลอดสิ้นอายุขัย และก็ละสังขารไปเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502
โครงการธรรมยาตรา บูชาธรรมหลวงปู่ฯปีนี้ เหลือเวลาไม่มาก ขอให้พวกเราใช้เวลาให้เต็มที่ ด้วยการนึกถึงหลวงปู่ฯที่ศูนย์กลางกายให้ได้ ตลอดทั้งวันทั้งคืน ทุกอิริยบท และจะมีการเดินธรรมยาตราอีกเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพราะฉะนั้น พระธรรมยาตราก็ขอให้ตั้งใจเอาบุญกับหลวงปู่ฯให้เต็มที่
จบการทบทวนบุญจุดประทีปฯ ณ ลานพระมหาธรรมกายเจดีย์
การรำลึกถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 6 คือ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
อนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาส นี้
ทุกท่านย้อนกลับไปรับใบเกียรติบัตรออนไลน์ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
รับใบประกาศที่ zoom072.com/dmy/28
ภาษาอังกฤษ zoom072.com/dmy/en28
โปรดอย่าลืม!!!
เมื่อทุกท่านสร้างบุญใหม่วันนี้เสร็จแล้ว
ขอให้ทุกท่านได้บันทึกปฏิทินบุญประจำวัน
ตามคำแนะนำที่คุณครูไม่ใหญ่ให้โอวาทไว้ ในช่วงวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565
เพื่อความปลื้มปีติในบุญ ทุกครั้ง ทุกท่านทำได้บนมือถือตามระบบปฏิบัติการ
แอนดรอยด์ หรือ iOS โหลดแอพพิเคชั่นปฏิทิน มาใช้งานได้ตามสะดวก
และตามที่ชอบ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ