ชาวพุทธที่แท้จริงต้องรู้ : ไตรสรณคมน์
เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปให้ตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อทางนิพพานกัน ทุกๆคนนะ
ให้นั่งขัดสมาด โดยขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้มือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบาย ๆ ไม่ถึงกับเปลือกตาปิดสนิท ปรือ ๆ ตานิด ๆ แค่ขนตาชนกันนิด ๆ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากอดลูกนัยตา ปรือๆ ตานิดๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของเรา ตั้งแต่ศีรษะ ลำคอ บ่าไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ ลำตัวของเรา ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ให้ผ่อนคลาย ปรับท่านั่งของเราให้ถูกส่วน ขยับเนื้อขยับตัวให้ดี
ให้เลือดลมในตัวของเราเดินได้สะดวก จะได้ไม่ปวด ไม่เมื่อย แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาดบริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จะเป็นเรื่องคน เรื่องสัตว์ เรื่องสิ่งของ ธุรกิจการงานบ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่งดังกล่าว ไม่ให้ใจไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องอะไรเลย ใจของเราจะได้ใสๆ จะได้มาอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา
แล้วก็รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ให้หยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ จำง่ายๆว่าอยู่ในบริเวณกลางท้องเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่เดียว เพราะนอกจากจะเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นแล้ว ยังเป็นต้นทางไปสู่อายตนะนิพพานในเส้นทางสายกลางภายใน เส้นทางของพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นับอสงไขพระองค์ไม่ถ้วน เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ท่านก็จะปล่อยวาง ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วใจท่านก็จะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ และนิ่งอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งการบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ บรรลุมรรคผลนิพพาน หมดกิเลสอาสวะทั้งหลาย จิตก็บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงมีแต่บรมสุขเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา พ้นจากที่คุมขังชีวิตในสังสารวัฏไปสู่อายตนะนิพพานได้
เพราะฉะนั้นศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เมื่อพระองค์ได้บรรลุแล้ว ก็ได้นำมาเทศนาสั่งสอนให้กับพระสาวก ผู้มีบุญบารมีได้ปฏิบัติตามพระองค์ ที่เราได้เคยคุ้นเคย มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติแบบทางสายกลาง กลางทั้งภายนอก กลางทั้งภายใน คือ ภายนอกก็ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ทรมานตนให้ลำบาก แต่ก็ไม่ให้สบายเกินควร ประกอบผล กามสุขทั้งหลาย ให้ใจเป็นกลาง จนกระทั้งใจปล่อยวางทุกสิ่ง เพื่อจะนิ่งอย่างเดียว เข้าถึงเส้นทางสายกลางภายใน คือ ใจจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7 แล้วพระสาวกหยุดนิ่งอย่างเดียว เช่นเดียวกับพระองค์ที่ท่านได้เทศนาสั่งสอน ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยะเจ้า เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย
เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพาน จึงอยู่ในตัวของทุกๆคน ต่างแต่จะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น พระองค์ทรงสอนอย่างนี้ กับพระสาวกและผู้มีบุญทั้งหลาย ก็ปฏิบัติผลกันไป ได้ผลแห่งการปฏิบัติตามกำลังแห่งบารมีที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่เป็นกัลยาณชนคนดีที่โลกต้องการ เป็นฌานลาภีบุคคล บุคคลที่เข้าถึงฌานสมาบัติ เป็นคนชอบพูดกับคนบุคคลที่เลยความเป็นปุถุชน แต่ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า อยู่ระหว่างกึ่งทาง ครึ่งทาง พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีกำลังเป็นพระอรหันต์ เส้นทางสายกลางนี้เป็นเส้นทางเอกสายเดียวเท่านั้น ที่พระองค์ทรงสอนและทำให้ผู้มีบุญได้บรรลุธรรมตามกำลังแห่งบุญบารมีของแต่ละท่าน
แต่เส้นทางสายเดียว เช่น สมมุติว่าเราจะไปเชียงใหม่ ก็ผ่านจังหวัดต่างๆ เรื่อยๆ กันไป ข้างบ้านก็อยู่จังหวัดนี้จังหวัดนู้น ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่บ้างอะไรต่างๆเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเปลี่ยนเส้นทางสายกลางภายในนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เกิดมาชาติหนึ่งได้ยินอย่างนี้ ก็ถือว่ามีบุญมาก ได้ปฏิบัติตามนี้ ก็ถือว่ายิ่งมีบุญหนักเข้าไปอีก ปัจจุบันแล้วใช้หยุดนิ่งได้ เห็นทางสายกลางจริงๆ จะเริ่มต้นจากใจที่หยุดนิ่ง ตกศูนย์ไปสู่ภายใน ดวงธรรมลอยขึ้นมา เป็นดวงใสๆ เห็นต้นทางแห่งทางสายกลาง หรือต้นทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน ที่เรียกว่า ปฐมมรรค หนทางเบื้องต้น หรือ ต้นทางพระนิพพาน หรือ บางทีก็เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องต้นที่เห็นธรรมในธรรม จะเป็นดวงใสที่มาพร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์ ใจที่เกลี้ยงเกลา ความคิดแจ้ง ความรู้แจ้ง ทั้งชัด ทั้งใส ทั้งสว่าง ทั้งสุข ทั้งบริสุทธิ์ บังเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เมื่อใจนิ่งเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งเห็นธรรมในธรรมเข้าไปตามลำดับ เห็นดวงในดวงเข้าไปเรื่อยๆ เห็นดวงธรรมต่างๆ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์
เมื่อเห็นธรรม ไม่ช้าก็จะเห็นพระตถาคตเจ้า ที่อยู่ภายใน เช่นเดียวกับพระบรมศาสดาของเรา ที่ท่านได้เข้าถึงพระตถาคตเจ้าภายในกายของพระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็ยืนยันว่า ธรรมกายอรหันต์อิติปิ พระตถาคตเจ้าคือพระธรรมกายอยู่ในตัวของพระองค์ท่าน ท่านสอนให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวของเรา ก็คือพระตถาคตเจ้าภายในตัวของเรา จะต้องเห็นธรรมก่อนซึ่งเป็นดวงใสๆ ดังกล่าวแล้ว นิ่ง..อย่างเดียว หยุด..นิ่ง…อย่างเดียว ไม่ช้าก็จะถึงพระตถาคตเจ้าภายใน เห็นธรรมและก็เห็นพระตถาคตเจ้า
ลักษณะก็เป็นกายที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ ใสบริสุทธิ์ ประดุจรัตนะที่มีความใส หินที่มีค่าทั้งหลายเช่น เพชรเป็นต้น เกศดอกบัวตูม ที่ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรหรือศีรษะที่เรียงรายไปด้วยเส้นประสบ หรือเส้นผมที่วนเวียนทักษิณาวรรตหมุนขวาตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบในอริยบทสมาธิ อยู่บนแผ่นฌาณใส ๆ นั่นแหละคือพระตถาคตเจ้า ที่อยู่ภายใน เราเป็นชาวพุทธต้องรู้จักพระตถาคตเจ้า ว่าคือ ที่พึ่ง ที่ระลึก ที่แท้จริง สิ่งอื่นไม่ใช่ สิ่งที่จะพึ่งได้ จะต้องดับทุกข์ได้ มีแต่สุขอย่างเดียว สุขที่มั่นคงเป็นตัวตนของเราที่แท้จริง ที่เป็นอิสระจากสิ่งที่ครอบงำ เป็นตัวของตัวเองจริงๆด้วย
ถ้าภาษาธรรมะเรียกว่า เป็นนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของที่สุขล้วน เป็นอิสระ เป็นตัวเอง ไม่ถูกกิเลสครอบงำเอาความบริสุทธิ์และความทุกข์ในใจเข้ามาใส่ได้ แล้วก็เป็นอย่างนี้ตลอดเวลาไม่เปลี่ยนแปลง เวลาเรามีทุกข์ก็ไปพึ่งพาท่านได้ เมื่อไปถึงนั้นทุกข์ก็ดับไป เมื่อเรามีสุขก็สุขยิ่งขึ้นไปอีก อย่างนี้ถึงจะเป็นที่เพิ่งที่ระลึกของเราได้ ถ้าไม่มีสภาพอย่างนี้ ไม่มีสภาวะอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ที่พึ่งระลึก จะเป็นต้นหมากรากไม้ ผู้เขาเหล่ากา อารามศักดิ์สิทธิ์ ผู้วิเศษทั้งหลาย ถ้าไม่เป็นนิจัง สุขขัง อนัตตาก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ถ้ายังเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ไม่ใช่เป็นที่พึ่ง กายทั้งก้อนประกอบด้วยธรรมล้วนๆ ซึ่งเรียกว่ากายธรรมหรือพระธรรมกาย นี้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ที่ระลึกก็คือเป็นสิ่งที่ควรจะนึกถึงให้ได้ตลอดเวลา ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ทำเป็นกิจวัตรกิจกรรม ถ้าเราต้องการดับทุกข์ก็ต้องนึกถึงอย่างนี้อย่างเดียว จึงจะเป็นที่พึ่งได้ ให้เห็นชัดใสแจ่ม อยู่ตลอดเวลาเลย
ชาวพุทธต้องรู้จักอย่างนี้ เขาเรียก ไตรสรณคมน์
คมนะ แปลว่า แล่นไป
คือใจของเรา แล่นมาสู่ ที่พึ่ง ที่ระลึกนี้ มาอยู่ที่ตรงนี้ ที่เดียว
เขาเรียกว่า สรณคมน์ แล่นมาสู่ที่เดียว
คือ รัตนตรัยในตัวเรา คือ พระธรรมกาย ชัด ใส แจ่ม อยู่ในกลางกาย
จะขยับเขยื้อนเคลือนไหวไปที่ไหนก็ยังเห็นชัด ใส แจ่มที่เดียว นั่งก็เห็น ยืนก็เห็น เดินก็เห็น นอนก็เห็น เห็นท่านชัด ใส แจ่ม กระจ่าง อย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ใช่ว่า เป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ ใกล้ชิดกับพระรัตนตรัยภายในตัว
พระธรรมกาย คือ พุทธรัตนะ
พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แม้ชื่อจะเรียกแตกต่างกัน แต่ก็ไปด้วยกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนเพชรที่มีทั้งความแข็ง มีทั้งความใส มีทั้งความสวย สีสันอะไรต่างๆทั้งเนื้อทั้งแววทั้งสีไปด้วยกันอย่างนั้นแหละ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามอย่างก็ต้องไปด้วยกัน แต่ชื่อเรียกต่างกัน เพราะมีคุณสมบัติต่างกัน ซ้อนกันอยู่ภายใน ชาวพุทธต้องรู้จักอย่างนี้ ต้องเข้าถึงอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นชาวพุทธแท้ คือแบบเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วจริง ๆ คือรู้เรื่องราวความเป็นจริงในชีวิต รู้ว่าอะไรเป็นที่พึ่ง อะไรคือสิ่งที่เป็นที่ระลึกที่แท้จริง รู้ว่าคนจะคิดจะนึกเรื่องอะไรก็จะพูดรู้ ตลอดจนกระทั่งรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต รู้ว่าอะไรเป็นธรรมเป็นอธรรม อย่างนี้เป็นต้น
มารู้อย่างนี้แล้วก็จะตื่นจากหลับ คือหลุดออกจากสิ่งที่เคยถูกกิเลสครอบงำ ธาตุที่ไม่บริสุทธิ์ บังคับให้เหมือนวนอยู่ชีวิตที่มีมายา ของไม่จริงไม่จังอะไรต่างๆเหล่านั้น ซึ่งมีแต่ความทุกข์ล้วนๆ เมื่อหลุดไปได้ก็เรียกว่าเป็นผู้ตื่น เหมือนตื่นจากหลับ ตื่นจากความฝัน ตื่นจากโลกมายาแล้ว เมื่อตื่นอย่างนี้ เข้าถึงอย่างนี้ ใจหลุดจากความทุกข์ก็เบิกบาน เหมือนดอกไม้ที่คลี่ขยายกลีบเบ่งบานออกไป เหมือนต้นไม้ที่มียอดอันแย้มแล้ว ใจก็จะใส ใจก็จะเกลี้ยงๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยวรั้งอะไรเลย ใจจะใส ๆ ไม่ติดเรื่องคน เรื่องสัตว์สิ่งของ เกลี้ยง ๆ อยู่ตามลำพังก็มีสุขได้ จะอยู่ในป่าในเขาในถ้ำ ใต้ต้นไม้เรือนว่าง ป่าช้า ป่าชัฎ สุขได้ด้วยตัวของตัวเอง คือสิ่งอัศจรรย์ทีเดียว
เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระ ให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้หาสาธารณะ ไตรสรณคมน์ หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงเรา ก็ให้เอาใจหยุด นิ่ง นุ่ม อยู่ที่กลางกายฐานที่ 7 อย่างเบาๆ สบายๆ นึกถึงดวงใส นึกถึงดวงใส ใครคุ้นกับการที่นึกถึงดวงใส ๆ ก็ให้นึกถึงดวงใสๆ ใครคุ้นกับการนึกถึงองค์พระ ก็นึกถึงองค์พระใสๆ ใครคุ้นกับการวางใจเฉยๆ เอาใจหยุดนิ่งเฉย ๆ พร้อมกับประคองภาวนาในใจว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ประคับประคองใจ ให้หยุดนิ่งกันอย่างนี้ ต่างคน ต่างทำกันไปเงียบ ๆ นะ
เมื่อใจเราใสสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเราจะได้พร้อมในการประกอบพิธีบูชาข้าวพระกันต่อไป ให้ลูกทุกคนนั่งพับเพียบ หลับตา พนมมือขึ้นมาพร้อมกัน ใจของเรายังอยู่กลางๆนะ หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น
(......ในเทปเสียงหลวงพ่อ กล่าวนำบูชาข้าวพระ….เสร็จแล้ว ก็นำสาธุชน ทำสมาธิต่อเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยอาหารคาว หวาน ผลไม้ ที่จัดวางไว้บนโต๊ะ ในศูนย์กลางพิธี….)
เมื่อกล่าวคำบูชาข้าวพระกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปขอให้ทุกคนนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนาแบบเดิม เราก็รวมใจของเราหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 กลางท้องซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ ให้ใจของเราหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ หยุดนิ่งไปเรื่อยๆเลย ใจก็จะค่อยๆเคลื่อนกลับเข้าไปสู่ภายในหลุดจากหยาบ จากสภาวะหยาบไปสู่ที่โล่ง ที่กว้าง เหมือนอยู่กลางอวกาศ ตัวโล่ง กว้าง อย่างน้อยก็ตัวโล่ง โปร่ง เบาสบาย ตัวขยาย กว้างออกไป จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง ตกศูนย์เข้าไปสู่ภายใน นี้สำหรับบางคนที่ทำได้ ที่ยังไม่ถึงตรงนี้ก็เอาเท่าที่ใจเราเข้าถึงอย่างสบาย ๆ
ใครที่เข้าถึงดวงธรรม ก็เอาใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงธรรมใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วที่ใสเหมือนกับเพชร สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าใสเย็น ไม่แสบตา ไม่จ้าตา ใครที่เข้าถึงกายภายใน ก็เอาใจหยุดนิ่งอยู่ในกายภายใน ที่เราเข้าถึงได้นี่ จะเป็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม หรือ กายอรูปพรหม ที่เราเข้าถึงได้ แล้วก็นิ่งไปที่กลางกายนั้น ใครเข้าถึงกายธรรมแล้ว ก็หยุดนิ่งไปที่กลางกายธรรม องค์พระใสๆ ให้ใจเราหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นุ่มๆ สบายๆ ใจใสๆ ใจเย็นๆ ใจเกลี้ยงๆ ถ้าเราฝึกจนคล่อง จนชำนาญแล้ว เราแตะใจลงไป ใจก็วื๊ดเข้าไปข้างในเลย เหมือนร่างกายเราเป็นทางผ่านของใจ ให้ใจเราแล่นไปสู่พระรัตนตรัยในตัว
มันจะวื๊ดเข้าไปเลย คราวนี้เราก็นึกน้อมเอาเครื่องไทยธรรม อาหารหวาน คาว ดอกไม้ ธูปเทียนที่ตั้งอยู่หน้าองค์พระ เครื่องไทยธรรม ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารหวาน คาว ที่เราจัดมาอย่างประณีตสวยงาม น้อมไปด้วยใจที่ละเอียด ถ้าใจเราละเอียด ก็นึกนิดเดียว ใจก็จะวื้ดเข้าไปข้างในเลย จะไปใสสว่างอยู่ในกลาง ประสบการณ์ภายในที่เราเข้าถึง เช่น อยู่ในกลางดวงธรรม อยู่ในกลางกายในกาย อยู่ในกลางองค์พระใสๆ ให้ใจเรานิ่งๆ นุ่มๆ อย่างนี้
บุญของการบูชาข้าวพระ
แล้วก็…นึกอาราธนามหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา พระผู้ปราบมาร พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) แล้วก็คุณยายอาจารย์ทั้งสองท่าน คือ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง คือคุณยายจันทร์ของเรา และอุบาสิกาทองสุก สำแดง ปั้น คือ คุณยายทองสุก ซึ่งท่านมีธรรมกาย คล่องแคล่ว เชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย อาราธนาท่าน ซึ่งท่านก็คอยเราอยู่แล้ว พอนึกถึงท่าน ท่านก็…รวบเราเข้าไปข้างในเลย ในกลางธรรมกายท่าน ที่ใส ที่ละเอียด นับพระองค์ไม่ถ้วนเลย ท่านก็ประกอบวิชชาธรรมกาย ไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องนึกน้อม ทำใจนิ่งๆ นุ่มๆ น้อมนำเครื่องไทยธรรมนี้ไปถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว คือถอดขันธ์ต่างๆออก ดับหมดเรียกว่าดับขันธ์ทั้งหลาย และปรินิพพาน ตกศูนย์ เหลือแต่พระธรรมกายตกศูนย์เข้าไปเป็นอายตนะนิพพาน พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในภพ 3 มีอายตนะนิพพานรองรับเต็มไปหมดเลย นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน
เป็นพระธรรมกายที่ใสสวยงามมาก โตใหญ่มาก อย่างน้อยก็ 20 วา หน้าตัก 20 วา สูง 20 วา ใสบริสุทธิ์เต็มไปหมดเลย ทั้งสัพพัญญูพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งพระปัจเจกพระพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วนเลย มหาปูชนียาจารย์ทุกท่านก็จะทับทวี ไทยธรรมเหล่านี้ กลั่นให้เป็นของเหลว ละเอียด บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น น้อมไทยธรรมเหล่านี้ถวายพรึบไปหมดเลย ซึ่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็สงบนิ่งอยู่ในอายตนะนิพพานที่โล่งๆ ว่าง ๆ ไม่มีอะไรกำบัง เป็นเนื้อนาบุญให้กับพวกเราทั้งหลาย แล้วก็น้อมไปถวาย…พรึบ..ไปหมดเลย แล้วก็ทำจิตให้หยุดนิ่ง นุ่ม และก็น้อมไป นึกนิดเดียว แล้วก็ทำใจให้หยุดให้นิ่ง ให้ใสๆ มหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน ท่านก็จะทับทวีไปเรื่อยๆ จนสุดรู้สุดญาณของท่าน ทับทวีไปเรื่อยๆเลย
การบูชาข้าวพระนี้เป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยาก ต้องมีการเกิดขึ้นของทีมงานภาคปราบ ลงมาเกิดสร้างบารมี ซึ่งจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ที่จะน้อมเอาเครื่องไทยธรรมไปถวายเป็นพุทธบูชา เรายังมาอยู่ในยุคนี้ ที่สามารถบูชาข้าวพระได้ คือ กลั่นไทยธรรมซึ่งเป็นของหยาบ ไปเป็นของละเอียดและทับทวีไปถึงพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ทั้งหลาย นับพระองค์ไม่ถ้วนในอายตนะนิพพาน ที่สว่างไสวด้วยธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ ธรรมรังษีที่สว่างไสว บุญก็เกิดขึ้นมากมาย เป็นบุญพิเศษเฉพาะผู้ที่มีเชื้อสายมโนปณิธาน ปราบมารไปถึงที่สุดแห่งธรรม เพื่อเอาบุญพิเศษนี้ ไปตัดรอนวิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่างๆนาๆ ในชีวิต ทุกข์โศก โรคภัย สิ่งไม่ดีทั้งหลายไปละลายหายสูญไป หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายกลายเป็นดีและมีผังนี้ติดตัวไป จนถึงที่สุดแห่งธรรม ให้ได้เกิดมาสร้างบารมีในวงบุญพิเศษนี้ เห็นธรรมะกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย ระลึกชาติได้ สร้างบารมีกันตั้งแต่ยังเยาว์วัยเรื่อยไปจนกระทั่งหมดอายุขัย ไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
บุญนี้จึงเป็นบุญพิเศษ ซึ่งบังเกิดขึ้นโดยยาก ถ้าเราทำแบบปกติ หรือ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางนี้ กำลังบุญ แค่เหมือนฝนตกลงมาเต็มตุ่มน้ำใบเดียว แต่บุญที่บูชาข้าวพระ เปรียบเหมือนฝนที่ตกลงมาเต็มฟ้าครอบ จนสุดขอบฟ้า …พรึบ…เต็มไปหมด
นี้เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย ได้บุญเป็นอสงไขอัปปมานัง นับจะประมาณมิได้ มหาปูชนียาจารย์ทุกท่านก็จะตรวจตราดูทุกคน สาวไป ดูไปว่า ใครถูกพญามารเอากิเลสไปบังคับ ให้สร้างกรรม และก็มีวิบากกรรมติดมาให้ได้เป็นอุปสรรคของชีวิตการสร้างบารมี ทั้งวิบากกรรม วิบากมาร ท่านก็แก้ไขกันไป อาราธนาพระนิพพานลงแก้ไขด้วย แล้วเอาสายบุญนี้ได้เชื่อมสายสมบัติ ติดตัวไปทุกภพทุกชาติ
ปัจจุบันชาติที่กำลังได้สร้างบารมีอยู่ ก็เอาบุญนี้ได้เชื่อมสายสมบัติ ให้ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรงาม ให้หมดหนี้หมดสิ้น เหลือกิน เหลือใช้ เหลือไว้ใช้สร้างบารมี ให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เป็นครอบครัวแก้ว ครอบครัวธรรมกาย ให้ได้บรรลุธรรมได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย อย่างถูกต้องร่องรอย ตรงไปตามความจริง ให้ใจอยู่ในวงบุญนี้ ประกอบธุรกิจการงานใดๆ ก็ให้ประสบความสำเร็จ ทั้งงานทางโลกงานทางธรรม งานเป็นยอดกัลยาณมิตร เป็นผู้นำบุญที่จะเชิญชวนผู้มีบุญทั้งหลายมาบวชก็ดี หรือมาสร้างบารมีก็ดี ให้ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย
บุญนี้ก็จะติดมาในวิมาน และก็อาหาร ไทยธรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นทิพย์ก็จะบังเกิดขึ้นที่ทิพยวิมานของตนเอง ส่วนหนึ่งก็นำไปแจกจ่ายกับตามวิมานต่างๆ แล้วก็ประกาศก้องว่า เป็นไทยธรรมของหมู่คณะเรา ของบุคคลนั้น ชื่อนั้น จนกระทั่งกิตติศักดิ์เลื่องลืออยู่ในภพภูมิต่าง ๆเหล่านั้น ที่สามารถรับบุญได้ ส่วนหนึ่งก็จะเป็นบุญให้กับบรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติสนิทมิตรสหาย ผู้ที่เป็นที่รักของเราที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ที่เราระลึกนึกถึงท่าน บุญนี้ก็จะอุทิศส่งไปถึงท่านเหล่านั้น ที่อยู่ในภพภูมิที่รับได้ ไปตัดรอนวิบากกรรมต่างๆ ที่มีทุกข์มากก็จะทุกข์น้อย ที่ทุกข์น้อยก็จะพ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็จะมีสุขมาก มีสุขมากแล้วก็มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยเฉพาะวิมานของเราเองนั้น ทิพยสมบัติเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบริวารอันเป็นทิพย์ ก็มากมายทีเดียว เราเป็นเจ้าของบุญที่เป็นทิพย์ เกิดขึ้นจากการบูชาข้าวพระในวันนี้ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี่ ให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ มีความปรารถนาอันใดก็ตามไปตั้งจิตนึกถึงบุญนี้ แล้วก็อธิษฐานด้วยใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ มีความปรารถนากันใดก็ตาม ใ้ห้ตั้งจิตนึกบุญนี้ อธิษฐานกันไปตามใจชอบ จนกว่าจะถึงเวลาอันควร แล้วก็จะได้พร้อมใจกันถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานแด่ พระภิกษุ สามเณร ผู้ประพฤติธรรมกันต่อไป ต่างคนต่างนั่งอธิษฐานจิตกันไปเงียบๆนะ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ
- ภาพจากบล็อกดีๆ 072 และ pixabay.com ออกแบบโดย Dragon 2
กราบอนุโมทนาสาธุครับ
ตอบลบกราบอนุโมทนาบุญครับ
ตอบลบสาธุปลื้มมากๆครับ
#กำลังใจ #ปลื้มใจมากๆครับ