การบวชสามเณร : สามเณรหนึ่งรูปทำให้อายุพระพุทธศาสนายืนยาวนับพันปี


 พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อทัตตชีโว

หลวงพ่อทัตตชีโว ได้ให้ธรรมะแก่ลูกศิษย์ทั่วโลกในวันอาทิตย์ต้นเดือนมีนาคม 2565 ช่วงบ่าย....

ท่านได้กล่าวว่า.....ก่อนจะได้สนทนาธรรมกัน ตั้งแต่ที่เริ่มสร้างวัดมา เริ่มสร้างวัดเมื่อปีพุทธศักราช 2513 ปีนั้น พระเราก็มีอยู่เพียงรูปเดียว คือ หลวงพ่อครูไม่ใหญ่ของพวกเรา และวัดเราก็เริ่มก่อสร้างเริ่มขยับขยายเจริญเติบโตมาตามลำดับๆตั้งแต่มีพระรูปเดียว แม้หลวงพ่อเองก็ยังไม่ได้บวช ทำหน้าที่เป็นมือเป็นเท้า ช่วยให้หลวงพ่อครูไม่ใหญ่กับคุณยายอาจารย์ท่านกำหนดและส่งงานมา แล้วก็ไปทำ

ในส่วนละเอียดท่านก็ทำไป ส่วนหยาบหลวงพ่อก็รับเอามา แล้วก็มาแบ่ง ๆกันกับหมู่คณะ ทำกันไป และตลอดระยะเวลาที่เราพัฒนาวัดของเราจากทุ่งนาฟ้าโล่ง ในการสร้างวัดนี้เราก็สร้างคนขึ้นมา สร้างบุคลากรท่านเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา ขึ้นมาตามลำดับ ๆ รวมทั้งญาติโยมทั้งหลายด้วย โดยมีวันอาทิตย์ต้นเดือนหนึ่งที่นัดหมายกัน ว่าเดือนหนึ่งเราจะมาพบกันครั้งหนึ่งในพิธีบูชาข้าวพระ

แล้วก็กำหนดไว้ชัดเจน บูชาข้าวพระ 9:30 น ถึง 11:00 น เรื่องอื่นยังไม่เอาวางไว้ก่อน บูชาข้าวพระเอาบุญละเอียดนี้ก่อน บูชาพระรัตนตรัยด้วยข้าวปลา อาหาร ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นการปฏิบัติบูชา ทำไปพร้อมกันมาอย่างนี้ แล้วก็สิ่งที่เป็นขนบธรรมเนียมของวัดพระธรรมกายก็คือ ภาคบ่าย ก็มีการเทศน์ มีการอบรม มีการสนทนาธรรม วันนี้วันอาทิตย์ต้นเดือนอีกแต่ว่าไม่ใช่พ. ศ. 2513 มันเป็น 2565 แต่ว่าเราก็ยังรักษาขนบธรรมเนียมของเราว่าหลังบูชาข้าวพระจะมีการเทศน์มีการบรรยายธรรม มีการซักถามสนทนาธรรมกัน


ทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ 

วันนี้ก่อนที่จะสนทนาธรรมกันต่อไปก็มีโอวาทอันทรงคุณค่ามาฝากเป็นข้อคิดกับพวกเรา
โอวาทก็คือการสร้างทายาทให้พระพุทธศาสนานั่นเอง ทำอย่างไร มาฟังกัน…..

ข้อความโอวาท…….การบวชสามเณรมีความสำคัญมาก อย่างในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระพุทธศาสนากลับฟื้นขึ้นมาอีกเพราะพระองค์ทรงเห็นการเดินของสามเณรนิโครธ ผู้เป็นเหล่ากอของสมณะ ท่านเดินอย่างสงบเสงี่ยมและสง่างาม

หลวงพ่อทัตตชีโวอธิบายเพิ่มว่า “...พระองค์เห็นการเดินของสามเณรนิโครธ ยังไม่ได้ฟังเทศน์ไม่ได้อะไรทั้งนั้น แค่ท่าเดินก็น่าเลื่อมใส การนุ่งการห่มที่เรียบร้อยความสงบเสงี่ยมข้างในนะเป็นที่มาแห่งบุญ สงบเสงี่ยมอย่างนี้นะ เป็นสงบเสงี่ยมที่เป็นการเก็บใจเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายอย่างมั่นคง เป็นการสงบเสงี่ยมสง่างาม คือรัศมีบุญแผ่ซ่านออกมารอบตัวท่าน ทำให้สะดุดใจพระเจ้าอโศกมหาราช

ข้อความโอวาทฯ…แม้พระเจ้าอโศกมหาราช เคยเห็นนักบวชมามาก แต่พอเห็นสามเณรอยู่ในอาการสงบที่แตกต่างไปจากนักบวชทั่วไป ท่านก็เกิดกุศลจิตศรัทธา สร้างเจดีย์ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา 84,000 แห่ง เท่ากับจำนวนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้….จากนั้นพระพุทธศาสนาจึงตั้งมั่นมาได้ถึงปัจจุบัน
       ตลอดชีวิตของพระเจ้าอโศกท่านมีแต่การรบ กับรบ แต่ยังเกิดศรัทธาในอิริยบทของสามเณร ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สนทนากันเลย เพียงแค่เห็นอาการเดินของสามเณร อย่างสงบเสงี่ยมสง่างาม ท่านก็เกิดศรัทธาแล้ว จึงตรัสเรียกอำมาตย์ให้นิมนต์สามเณรเข้าในพระราชวัง….

หลวงพ่อ…ท่านอธิบายเพิ่มว่า…
       ตอนที่เห็นสามเณรนั้น ท่านไม่ได้เห็นใกล้ๆ ท่านขึ้นอยู่บนปราสาทของท่านประทับอยู่ในวังอยู่ปราสาท มองไปเห็นสามเณรเดินบิณฑบาตรหน้าวัง  เห็นเท่านั้น…ก็เห็นว่าสง่าราศีสว่างเหลือเกิน….

ข้อความโอวาทฯ……แล้วก็ซักถามธรรมะต่างๆ

หลวงพ่อ  อธิบายเพิ่ม…เพราะตัวของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นนักรบ ท่านไม่เคยคุยกับนักบวชรูปไหนๆ  ท่านคุยกับดาบของท่านเป็นประจำ ลับอย่างดี ลับดาบไป ก็คุยกับดาบของท่านไป…

ข้อความโอวาทฯ….ท่านไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาเกี่ยวกับธรรมะ นั้นหมายความว่าสามเณรนิโครธ ท่านต้องมีวิธีการอธิบายที่ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชเข้าใจ คำพูดสามเณร ทำให้พระราชาหยุดฟัง และชวนติดตาม จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา เราก็เทียบบัญญัติไตรยางสามเณร 1 รูป ได้ทำให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นมาได้เป็นพันปี เพราะฉะนั้นถ้าเราในยุคนี้ ช่วยกันบวชสามเณรเป็นล้านรูป  พุทธศาสนาก็จะต้องมีอายุยืนยาวนานไปอีกไกลอย่างแน่นอน

จบโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ในอดีตที่กล่าวไว้ เมื่อพุทธศักราช 2547

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

  • ถอดบทความจากคลิปช่อง GBN Live และห้อง Zoom
  • รูปภาพจากเว็บภาพ Pixabay และ เพจการบ้าน

พิเศษสำหรับท่านที่อ่านในมือถือ

ด้านล่างสุดของบทความ จะมีป้ายข้อความเพื่อแชร์บทความนี้ มีข้อความว่า "ใช้ร่วมกัน" กดปุ่มป้ายข้อความ ดังปรากฎตามภาพที่โชว์ตัวอย่างให้ดู👇


จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นจอว่าง ๆ ไม่มีอะไร จากนั้นสไลด์มือเลื่อนขึ้นจนสุดหน้าต่าง ก็จะมองเห็นโลโก้ หรือ ปุ่มแชร์ เช่น Email Facebook twitter จากนั้นก็เลือกปุ่มแชร์ตามที่ท่านสะดวก หรือ แชร์ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม ก็ได้


คำนวณบุญบูชาข้าวพระ


 

การปฏิบัติธรรมช่วงบ่ายวันอาทิตย์ต้นเดือนมีนาคม 650306 


ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้รู้สึกสบาย ต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย ทำใจใสๆ ใจเย็นๆ ทิ้งทุกอย่างปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่ให้ใจของเรา ไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้ง เรื่องอะไรเลย ให้ใจเราจึงเกลี้ยงๆ ใจใสๆ ใจสบายๆ รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างง่ายๆ อย่างไม่ต้องมีพิธีรีตรอง ง่ายๆ ไปรวมหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อย่างเบาๆ สบายๆ ให้ใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ

แตะใจไปที่ศูนย์กลางกลางอย่างนุ่มนวล ค่อยๆวางใจอย่างนุ่มนวล อย่างสบายๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ใจของเรา ไม่เกาะ เกี่ยว เหนี่ยวรั้ง เรื่องอะไรจริงๆ ปล่อยวางได้จริงๆ วินาทีนี้ ก็จะวืด....เข้าไปถึงธรรมได้ ในวินาทีนี้เหมือนกัน ถ้าใครทำได้ แค่เราปล่อยวาง จะโล่ง กว้าง ภายใน และใจก็จะเคลื่อนเข้าไปอย่างง่ายๆ อย่างนุ่มนวล อย่างเบาๆ ใจจะใสๆ ใจจะเย็นๆ จะนิ่งอย่างมีความสุข 

 



ตั้งแต่กายเบา ใจเบา คือกายเหมือนไม่มีน้ำหนัก จนกระทั่งมันหายไปเลย ความรู้สึกที่ร่างกายหาย เหลือแต่ใจที่นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ อยู่กับความสุขภายใน ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ คือกายก็สบาย ใจก็สบาย ยิ่งเรายิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง นุ่มๆ เบาๆ ใจก็ยิ่งเคลื่อนเข้าไปสู่ความสบายมากขึ้น ความสุขมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุขกับเฉย มันอยู่ด้วยกัน นิ่ง…แต่มีความสุข สุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใจก็ยิ่งบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น

จนความบริสุทธิ์ ปรากฎเกิดขึ้นเป็นแสงสว่าง แสงสว่างที่เกิดขึ้น เมื่อใจหยุดนิ่ง นุ่ม เบาสบาย เป็นแสงที่นุ่มเนียลละมุนตา ค่อยๆ สว่างไปเรื่อย ๆ  แล้วใจก็ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ภายในอย่างนุ่มนวล เคลื่อนอย่างง่าย ๆ ท่ามกลางความสว่าง ก็จะเห็นดวงใส ๆ ดวงเล็กบ้าง ดวงใหญ่บ้าง เป็นดวงใส ๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว แต่ว่าใสบริสุทธิ์ โปร่งเบา มาพร้อมกับความสุขเพิ่มขึ้น ความบริสุทธิ์ของใจ เกลี้ยงเกลาที่เพิ่มขึ้น ดวงใสๆ ยิ่งเรายิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ก็ยิ่งดิ่งไม่หยุด ไม่ยั้งเลย ดิ่งเข้าไปในกลางดวงใส ๆ ที่ขยายไปรอบตัว ทั้งใส ทั้งสว่าง ทั้งมีความสุข และมีความบริสุทธิ์ของใจ ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ยิ่งดิ่ง ไม่หยุดยั้ง  จะวืดเข้าไปอย่างมีความสุข

เพราะฉะนั้นแตะใจกันไปอย่างนี้  ไปถึงองค์พระใส ๆ เห็นองค์พระภายในใส ๆ ใสบริสุทธิ์ เหมือนกระจกใส ๆ บ้าง เหมือนน้ำใสๆ บ้าง เหมือนเพชรใส ๆ เพชรที่ต้องแสง หรือใสยิ่งกว่าเพชรบ้าง ขึ้นอยู่กับใจเราที่หยุดนิ่ง นุ่ม เบา สบาย มีความสุข ความบริสุทธิ์มากแค่ไหน ภาพนั้นก็จะปรากฎเกิดขึ้น องค์พระก็เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ใหม่ๆ ก็จะเป็นอย่างไรนี้ เพราะฉะนั้นนักเรียนใหม่ ผู้มาใหม่ ก็แตะใจไปเบา ๆ อย่างนี้ ให้ใจนิ่งๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ อย่างไม่มีพิธีรีตอง

 



ส่วนคนที่ทำคล่องแล้ว ก็วืด…เข้าไปถึงดวง ถึงองค์พระภายในยิ่งๆขึ้นไป เห็นดวงในดวงบ้าง องค์พระในองค์พระบ้าง ใจก็ยิ่งบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใจบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นจะได้เป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ต่างๆ ที่เราทำมาตั้งแต่ตอนเช้า เจริญภาวนา บุญจากการบูชาข้าวพระ บุญจากการถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานแด่พระภิกษุสามเณร ผู้ประพฤติธรรม ทุกๆ บุญเลยแต่ละบุญก็จะเป็นดวงใสๆ มารวมตัวอยู่ในกลางกายของเราเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตของเรา ทั้งในปัจจุบันนี้และในอนาคตไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม

ให้เรามีทั้งอายุยืน มีวรรณะผิวพรรณผ่องใส สวยงาม มีความสุขกายสุขใจ มีกำลังกาย มีกำลังใจ มีความเฉลียวฉลาดในศาสตร์ทั้งปวง มีธนสารสมบัติ มีทรัพย์ มีบริวารสมบัติ มีทั้งบริวาร มีทั้งพวกพ้องมากมายทีเดียว มีทั้งธรรมสมบัติ คือได้บรรลุธรรมด้วย พูดง่ายๆ คือ ได้ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศ สรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน แล้วก็วิชชาธรรมกายด้วย บุญทุกๆบุญจะเชื่อมต่อตรงนี้ ที่กลางกายของเรา

โดยเฉพาะบุญบูชาข้าวพระ ซึ่งเป็นบุญเนื่องด้วยวิชชาธรรมกาย ต้องเฉพาะวิชชาธรรมกายเท่านั้น จึงจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระได้ คือนำไทยธรรมอาหารหวาน คาว ซึ่งเป็นของหยาบ กลั่นให้เป็นของละเอียดด้วยวิชชาธรรมกาย แล้วก็น้อมนำไปถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว คือขันธ์ทั้งหลายที่จะทำให้เวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งสามนั้น ดับสลายไปหมด เหลือแต่ธรรมกายอรหันตผลเข้าสู่อายตนนิพพาน ซึ่งนับอสงไขยไม่ถ้วนจะนับจะประมาณไม่ได้ นับพระองค์ไม่ถ้วนทีเดียว ไม่ซ้ำพระองค์ มีพระธรรมกายปรากฏอยู่ในอายตนนิพพาน ทั้งพระธรรมกายของพระอรหันต์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระธรรมกายเหมือนกันหมด ต่างแต่ขนาดและพระรัศมี

ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ ก็ต้องประกอบวิชชาธรรมกาย แล้วทุกครั้งมหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน ตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ คือพระผู้ปราบมาร พระมงคลเทพมุนี(สด จันทสโร) คุณยายอาจารย์ทั้งสอง คือ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และมหารัตนอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น ซึ่งตอนนี้ท่านเป็นสมณะเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตบุรี ที่เราคุ้นเคยในวงบุญวิเศษ พอถึงวันเวลาดังกล่าวท่านก็จะรวบเอาไปหมด คือ ทั้งพวกเรา และทั้งไทยธรรม ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารหวาน คาว ประกอบวิชชาธรรมกาย ทับทวีไปถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ดังกล่าว ที่ท่านอยู่เป็นเนื้อนาบุญในอายตนนิพพาน ซึ่งเลยภพสามขึ้นไป สามเท่าของภพสามเป็นอายตนนิพพาน มีพระนิพพานนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นพระธรรมกายทั้งสิ้น
ซึ่งจะไปถึงตรงนี้ ไม่ใช่ง่าย ต้องประกอบวิชชาธรรมกายจึงจะไปถึง ผู้ที่ปราบมารเท่านั้น ภาคปราบเท่านั้น ถึงจะทำอย่างนี้ได้ เวลาจะปราบมารต้องผ่าน…รวบอายตนนิพพาน ผ่านไปไกลกว่านั้น

ดังนั้นบุญจึงเกิดขึ้นมากมาย สมัยที่คุณยายของเรายังอยู่ คือ คุณยายจันทร์ ขนนกยูง ท่านจะสั่งนักสั่งหนาว่าอย่าขาดการบูชาข้าวพระ คุณยายทองสุข ก็เช่นเดียวกัน อย่าขาดการบูชาข้าวพระ เป็นบุญอจินไตย เป็นอสาธารณะ ไม่ทั่วไป จะต้องเฉพาะผู้ที่มีเชื้อสายของวงบุญภาคปราบล้วนอย่างนี้แหละ ข้ามภพข้ามชาติมา จึงจะมาร่วมชุมนุมเอาบุญใหญ่นี้ได้ และบุญใหญ่นี่แหละ ก็จะให้ผลดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศ  สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย ก็จะบังเกิดขึ้นติดเป็นผังสำเร็จไปทุกกาย

ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม  กายธรรมโคตรภูมิ กายพระโสดา กายพระสกิทาคา กายพระอรหันต์เรื่อยไปเลย ในทุกๆกายเลย เราได้บูชาข้าวพระไปเมื่อเช้าแล้ว ณ ช่วงเวลานี้เราจะได้ประมวลรวมบุญ คำนวณบุญทั้งหมด ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ไปทุกภพทุกชาติกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม

เพราะฉะนั้นลูกๆ ทุกคนต้อง กลั่นจิต กลั่นใจให้ใส ๆ ด้วยวิธีการหยุดนิ่งดังกล่าว ให้ใจหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ให้ใจเบิกบาน แช่มชื่น ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆนะ



ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

วันนี้วันพระ : ทบทวนบุญบูชาข้าวพระวันอาทิตย์ 650306

 

ชาวพุทธที่แท้จริงต้องรู้ : ไตรสรณคมน์

 เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปให้ตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อทางนิพพานกัน ทุกๆคนนะ

ให้นั่งขัดสมาด โดยขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้มือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบาย ๆ ไม่ถึงกับเปลือกตาปิดสนิท ปรือ ๆ ตานิด ๆ แค่ขนตาชนกันนิด ๆ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากอดลูกนัยตา ปรือๆ ตานิดๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของเรา ตั้งแต่ศีรษะ ลำคอ บ่าไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ ลำตัวของเรา ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ให้ผ่อนคลาย ปรับท่านั่งของเราให้ถูกส่วน ขยับเนื้อขยับตัวให้ดี

ให้เลือดลมในตัวของเราเดินได้สะดวก จะได้ไม่ปวด ไม่เมื่อย แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาดบริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จะเป็นเรื่องคน เรื่องสัตว์ เรื่องสิ่งของ ธุรกิจการงานบ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้  ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่งดังกล่าว ไม่ให้ใจไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องอะไรเลย ใจของเราจะได้ใสๆ จะได้มาอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา

แล้วก็รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ให้หยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ จำง่ายๆว่าอยู่ในบริเวณกลางท้องเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่เดียว เพราะนอกจากจะเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นแล้ว ยังเป็นต้นทางไปสู่อายตนะนิพพานในเส้นทางสายกลางภายใน เส้นทางของพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นับอสงไขพระองค์ไม่ถ้วน เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ท่านก็จะปล่อยวาง ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วใจท่านก็จะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ และนิ่งอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งการบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ บรรลุมรรคผลนิพพาน  หมดกิเลสอาสวะทั้งหลาย จิตก็บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงมีแต่บรมสุขเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา พ้นจากที่คุมขังชีวิตในสังสารวัฏไปสู่อายตนะนิพพานได้ 




เพราะฉะนั้นศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เมื่อพระองค์ได้บรรลุแล้ว ก็ได้นำมาเทศนาสั่งสอนให้กับพระสาวก ผู้มีบุญบารมีได้ปฏิบัติตามพระองค์ ที่เราได้เคยคุ้นเคย มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติแบบทางสายกลาง กลางทั้งภายนอก กลางทั้งภายใน คือ ภายนอกก็ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ทรมานตนให้ลำบาก แต่ก็ไม่ให้สบายเกินควร ประกอบผล กามสุขทั้งหลาย ให้ใจเป็นกลาง จนกระทั้งใจปล่อยวางทุกสิ่ง เพื่อจะนิ่งอย่างเดียว เข้าถึงเส้นทางสายกลางภายใน คือ ใจจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7 แล้วพระสาวกหยุดนิ่งอย่างเดียว เช่นเดียวกับพระองค์ที่ท่านได้เทศนาสั่งสอน ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยะเจ้า เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพาน จึงอยู่ในตัวของทุกๆคน ต่างแต่จะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น พระองค์ทรงสอนอย่างนี้ กับพระสาวกและผู้มีบุญทั้งหลาย ก็ปฏิบัติผลกันไป ได้ผลแห่งการปฏิบัติตามกำลังแห่งบารมีที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่เป็นกัลยาณชนคนดีที่โลกต้องการ เป็นฌานลาภีบุคคล บุคคลที่เข้าถึงฌานสมาบัติ เป็นคนชอบพูดกับคนบุคคลที่เลยความเป็นปุถุชน แต่ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า อยู่ระหว่างกึ่งทาง ครึ่งทาง พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีกำลังเป็นพระอรหันต์ เส้นทางสายกลางนี้เป็นเส้นทางเอกสายเดียวเท่านั้น ที่พระองค์ทรงสอนและทำให้ผู้มีบุญได้บรรลุธรรมตามกำลังแห่งบุญบารมีของแต่ละท่าน

แต่เส้นทางสายเดียว เช่น สมมุติว่าเราจะไปเชียงใหม่ ก็ผ่านจังหวัดต่างๆ เรื่อยๆ กันไป ข้างบ้านก็อยู่จังหวัดนี้จังหวัดนู้น ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่บ้างอะไรต่างๆเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเปลี่ยนเส้นทางสายกลางภายในนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เกิดมาชาติหนึ่งได้ยินอย่างนี้ ก็ถือว่ามีบุญมาก ได้ปฏิบัติตามนี้ ก็ถือว่ายิ่งมีบุญหนักเข้าไปอีก ปัจจุบันแล้วใช้หยุดนิ่งได้ เห็นทางสายกลางจริงๆ จะเริ่มต้นจากใจที่หยุดนิ่ง ตกศูนย์ไปสู่ภายใน ดวงธรรมลอยขึ้นมา เป็นดวงใสๆ เห็นต้นทางแห่งทางสายกลาง หรือต้นทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน ที่เรียกว่า ปฐมมรรค หนทางเบื้องต้น หรือ ต้นทางพระนิพพาน หรือ บางทีก็เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องต้นที่เห็นธรรมในธรรม จะเป็นดวงใสที่มาพร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์  ใจที่เกลี้ยงเกลา ความคิดแจ้ง ความรู้แจ้ง ทั้งชัด ทั้งใส ทั้งสว่าง ทั้งสุข ทั้งบริสุทธิ์ บังเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เมื่อใจนิ่งเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งเห็นธรรมในธรรมเข้าไปตามลำดับ เห็นดวงในดวงเข้าไปเรื่อยๆ เห็นดวงธรรมต่างๆ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์


 เมื่อเห็นธรรม ไม่ช้าก็จะเห็นพระตถาคตเจ้า ที่อยู่ภายใน เช่นเดียวกับพระบรมศาสดาของเรา ที่ท่านได้เข้าถึงพระตถาคตเจ้าภายในกายของพระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็ยืนยันว่า ธรรมกายอรหันต์อิติปิ พระตถาคตเจ้าคือพระธรรมกายอยู่ในตัวของพระองค์ท่าน ท่านสอนให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวของเรา ก็คือพระตถาคตเจ้าภายในตัวของเรา จะต้องเห็นธรรมก่อนซึ่งเป็นดวงใสๆ ดังกล่าวแล้ว นิ่ง..อย่างเดียว หยุด..นิ่ง…อย่างเดียว ไม่ช้าก็จะถึงพระตถาคตเจ้าภายใน เห็นธรรมและก็เห็นพระตถาคตเจ้า

ลักษณะก็เป็นกายที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ ใสบริสุทธิ์ ประดุจรัตนะที่มีความใส หินที่มีค่าทั้งหลายเช่น เพชรเป็นต้น เกศดอกบัวตูม ที่ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรหรือศีรษะที่เรียงรายไปด้วยเส้นประสบ หรือเส้นผมที่วนเวียนทักษิณาวรรตหมุนขวาตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบในอริยบทสมาธิ อยู่บนแผ่นฌาณใส ๆ นั่นแหละคือพระตถาคตเจ้า ที่อยู่ภายใน เราเป็นชาวพุทธต้องรู้จักพระตถาคตเจ้า ว่าคือ ที่พึ่ง ที่ระลึก ที่แท้จริง สิ่งอื่นไม่ใช่ สิ่งที่จะพึ่งได้ จะต้องดับทุกข์ได้ มีแต่สุขอย่างเดียว สุขที่มั่นคงเป็นตัวตนของเราที่แท้จริง ที่เป็นอิสระจากสิ่งที่ครอบงำ เป็นตัวของตัวเองจริงๆด้วย

ถ้าภาษาธรรมะเรียกว่า เป็นนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของที่สุขล้วน เป็นอิสระ เป็นตัวเอง ไม่ถูกกิเลสครอบงำเอาความบริสุทธิ์และความทุกข์ในใจเข้ามาใส่ได้ แล้วก็เป็นอย่างนี้ตลอดเวลาไม่เปลี่ยนแปลง เวลาเรามีทุกข์ก็ไปพึ่งพาท่านได้ เมื่อไปถึงนั้นทุกข์ก็ดับไป เมื่อเรามีสุขก็สุขยิ่งขึ้นไปอีก อย่างนี้ถึงจะเป็นที่เพิ่งที่ระลึกของเราได้ ถ้าไม่มีสภาพอย่างนี้ ไม่มีสภาวะอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ที่พึ่งระลึก จะเป็นต้นหมากรากไม้ ผู้เขาเหล่ากา อารามศักดิ์สิทธิ์ ผู้วิเศษทั้งหลาย ถ้าไม่เป็นนิจัง สุขขัง อนัตตาก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ถ้ายังเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ไม่ใช่เป็นที่พึ่ง กายทั้งก้อนประกอบด้วยธรรมล้วนๆ ซึ่งเรียกว่ากายธรรมหรือพระธรรมกาย นี้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ที่ระลึกก็คือเป็นสิ่งที่ควรจะนึกถึงให้ได้ตลอดเวลา ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ทำเป็นกิจวัตรกิจกรรม ถ้าเราต้องการดับทุกข์ก็ต้องนึกถึงอย่างนี้อย่างเดียว จึงจะเป็นที่พึ่งได้ ให้เห็นชัดใสแจ่ม อยู่ตลอดเวลาเลย

ชาวพุทธต้องรู้จักอย่างนี้ เขาเรียก ไตรสรณคมน์
คมนะ แปลว่า แล่นไป
คือใจของเรา แล่นมาสู่ ที่พึ่ง ที่ระลึกนี้ มาอยู่ที่ตรงนี้ ที่เดียว
เขาเรียกว่า สรณคมน์ แล่นมาสู่ที่เดียว
คือ รัตนตรัยในตัวเรา คือ พระธรรมกาย ชัด ใส แจ่ม อยู่ในกลางกาย

จะขยับเขยื้อนเคลือนไหวไปที่ไหนก็ยังเห็นชัด ใส แจ่มที่เดียว นั่งก็เห็น ยืนก็เห็น เดินก็เห็น นอนก็เห็น เห็นท่านชัด ใส แจ่ม กระจ่าง อย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ใช่ว่า เป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ ใกล้ชิดกับพระรัตนตรัยภายในตัว

พระธรรมกาย คือ พุทธรัตนะ

 


สรณคมน์ซึ่งมี 3 อย่างเขาเรียกว่า ไตรสรณคมน์ มีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ พระธรรมกาย คือ พุทธรัตนะ สิ่งที่ทรงรักษาไว้คือคลังแห่งความรู้ซึ่งอยู่ในกลางกายของพระธรรมกาย เรียกว่า ธรรมะรัตนะ จะมีลักษณะเป็นดวงใส ๆ ใสเกินความใสใดๆในโลก สว่างอยู่ในกลางกายของท่าน นั้น คือความรู้ของพุทธรัตนะ และก็ทรงรักษาพุทธรัตนะเอาไว้ด้วย แต่ทำแล้วก็ยังมีสิ่งที่รักษาทำต่อมาอีก เรียกว่า สังฆรัตนะ ซึ่งอยู่ในกลางธรรมรัตนะ กลางดวงธรรมใสๆ ซึ่งจะมีพระธรรมกายที่ละเอียดเพิ่มขึ้น เรียกว่าสังฆรัตนะซ้อนกันอยู่ภายใน

พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แม้ชื่อจะเรียกแตกต่างกัน แต่ก็ไปด้วยกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนเพชรที่มีทั้งความแข็ง มีทั้งความใส มีทั้งความสวย สีสันอะไรต่างๆทั้งเนื้อทั้งแววทั้งสีไปด้วยกันอย่างนั้นแหละ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามอย่างก็ต้องไปด้วยกัน แต่ชื่อเรียกต่างกัน เพราะมีคุณสมบัติต่างกัน ซ้อนกันอยู่ภายใน ชาวพุทธต้องรู้จักอย่างนี้ ต้องเข้าถึงอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นชาวพุทธแท้ คือแบบเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วจริง ๆ คือรู้เรื่องราวความเป็นจริงในชีวิต รู้ว่าอะไรเป็นที่พึ่ง อะไรคือสิ่งที่เป็นที่ระลึกที่แท้จริง รู้ว่าคนจะคิดจะนึกเรื่องอะไรก็จะพูดรู้ ตลอดจนกระทั่งรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต รู้ว่าอะไรเป็นธรรมเป็นอธรรม อย่างนี้เป็นต้น

มารู้อย่างนี้แล้วก็จะตื่นจากหลับ คือหลุดออกจากสิ่งที่เคยถูกกิเลสครอบงำ ธาตุที่ไม่บริสุทธิ์ บังคับให้เหมือนวนอยู่ชีวิตที่มีมายา ของไม่จริงไม่จังอะไรต่างๆเหล่านั้น ซึ่งมีแต่ความทุกข์ล้วนๆ เมื่อหลุดไปได้ก็เรียกว่าเป็นผู้ตื่น เหมือนตื่นจากหลับ ตื่นจากความฝัน ตื่นจากโลกมายาแล้ว เมื่อตื่นอย่างนี้ เข้าถึงอย่างนี้ ใจหลุดจากความทุกข์ก็เบิกบาน เหมือนดอกไม้ที่คลี่ขยายกลีบเบ่งบานออกไป เหมือนต้นไม้ที่มียอดอันแย้มแล้ว ใจก็จะใส ใจก็จะเกลี้ยงๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด  ไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยวรั้งอะไรเลย ใจจะใส ๆ ไม่ติดเรื่องคน เรื่องสัตว์สิ่งของ เกลี้ยง ๆ อยู่ตามลำพังก็มีสุขได้ จะอยู่ในป่าในเขาในถ้ำ ใต้ต้นไม้เรือนว่าง ป่าช้า ป่าชัฎ สุขได้ด้วยตัวของตัวเอง คือสิ่งอัศจรรย์ทีเดียว

เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระ ให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้หาสาธารณะ ไตรสรณคมน์ หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงเรา ก็ให้เอาใจหยุด นิ่ง นุ่ม อยู่ที่กลางกายฐานที่ 7 อย่างเบาๆ สบายๆ นึกถึงดวงใส นึกถึงดวงใส ใครคุ้นกับการที่นึกถึงดวงใส ๆ ก็ให้นึกถึงดวงใสๆ ใครคุ้นกับการนึกถึงองค์พระ ก็นึกถึงองค์พระใสๆ ใครคุ้นกับการวางใจเฉยๆ เอาใจหยุดนิ่งเฉย ๆ พร้อมกับประคองภาวนาในใจว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ประคับประคองใจ ให้หยุดนิ่งกันอย่างนี้ ต่างคน ต่างทำกันไปเงียบ ๆ นะ

 


เมื่อใจเราใสสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเราจะได้พร้อมในการประกอบพิธีบูชาข้าวพระกันต่อไป ให้ลูกทุกคนนั่งพับเพียบ หลับตา พนมมือขึ้นมาพร้อมกัน  ใจของเรายังอยู่กลางๆนะ หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น

(......ในเทปเสียงหลวงพ่อ กล่าวนำบูชาข้าวพระ….เสร็จแล้ว ก็นำสาธุชน ทำสมาธิต่อเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยอาหารคาว หวาน ผลไม้ ที่จัดวางไว้บนโต๊ะ ในศูนย์กลางพิธี….)  

เมื่อกล่าวคำบูชาข้าวพระกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปขอให้ทุกคนนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนาแบบเดิม เราก็รวมใจของเราหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 กลางท้องซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ ให้ใจของเราหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ หยุดนิ่งไปเรื่อยๆเลย ใจก็จะค่อยๆเคลื่อนกลับเข้าไปสู่ภายในหลุดจากหยาบ จากสภาวะหยาบไปสู่ที่โล่ง ที่กว้าง เหมือนอยู่กลางอวกาศ  ตัวโล่ง กว้าง อย่างน้อยก็ตัวโล่ง โปร่ง เบาสบาย ตัวขยาย กว้างออกไป  จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง ตกศูนย์เข้าไปสู่ภายใน นี้สำหรับบางคนที่ทำได้  ที่ยังไม่ถึงตรงนี้ก็เอาเท่าที่ใจเราเข้าถึงอย่างสบาย ๆ

 


ใครที่เข้าถึงดวงธรรม ก็เอาใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงธรรมใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วที่ใสเหมือนกับเพชร สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าใสเย็น ไม่แสบตา ไม่จ้าตา ใครที่เข้าถึงกายภายใน ก็เอาใจหยุดนิ่งอยู่ในกายภายใน ที่เราเข้าถึงได้นี่  จะเป็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม หรือ กายอรูปพรหม ที่เราเข้าถึงได้ แล้วก็นิ่งไปที่กลางกายนั้น ใครเข้าถึงกายธรรมแล้ว ก็หยุดนิ่งไปที่กลางกายธรรม องค์พระใสๆ ให้ใจเราหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นุ่มๆ สบายๆ ใจใสๆ ใจเย็นๆ ใจเกลี้ยงๆ ถ้าเราฝึกจนคล่อง จนชำนาญแล้ว เราแตะใจลงไป ใจก็วื๊ดเข้าไปข้างในเลย เหมือนร่างกายเราเป็นทางผ่านของใจ ให้ใจเราแล่นไปสู่พระรัตนตรัยในตัว

มันจะวื๊ดเข้าไปเลย คราวนี้เราก็นึกน้อมเอาเครื่องไทยธรรม อาหารหวาน คาว ดอกไม้ ธูปเทียนที่ตั้งอยู่หน้าองค์พระ เครื่องไทยธรรม ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารหวาน คาว ที่เราจัดมาอย่างประณีตสวยงาม น้อมไปด้วยใจที่ละเอียด ถ้าใจเราละเอียด ก็นึกนิดเดียว ใจก็จะวื้ดเข้าไปข้างในเลย จะไปใสสว่างอยู่ในกลาง ประสบการณ์ภายในที่เราเข้าถึง เช่น อยู่ในกลางดวงธรรม อยู่ในกลางกายในกาย อยู่ในกลางองค์พระใสๆ ให้ใจเรานิ่งๆ นุ่มๆ อย่างนี้

บุญของการบูชาข้าวพระ

แล้วก็…นึกอาราธนามหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา พระผู้ปราบมาร พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) แล้วก็คุณยายอาจารย์ทั้งสองท่าน คือ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง คือคุณยายจันทร์ของเรา  และอุบาสิกาทองสุก สำแดง ปั้น คือ คุณยายทองสุก ซึ่งท่านมีธรรมกาย คล่องแคล่ว เชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย อาราธนาท่าน ซึ่งท่านก็คอยเราอยู่แล้ว พอนึกถึงท่าน ท่านก็…รวบเราเข้าไปข้างในเลย ในกลางธรรมกายท่าน ที่ใส ที่ละเอียด นับพระองค์ไม่ถ้วนเลย ท่านก็ประกอบวิชชาธรรมกาย ไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องนึกน้อม ทำใจนิ่งๆ นุ่มๆ น้อมนำเครื่องไทยธรรมนี้ไปถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว คือถอดขันธ์ต่างๆออก ดับหมดเรียกว่าดับขันธ์ทั้งหลาย และปรินิพพาน ตกศูนย์ เหลือแต่พระธรรมกายตกศูนย์เข้าไปเป็นอายตนะนิพพาน พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในภพ 3 มีอายตนะนิพพานรองรับเต็มไปหมดเลย นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน 

เป็นพระธรรมกายที่ใสสวยงามมาก โตใหญ่มาก อย่างน้อยก็ 20 วา หน้าตัก 20 วา สูง 20 วา ใสบริสุทธิ์เต็มไปหมดเลย ทั้งสัพพัญญูพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งพระปัจเจกพระพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วนเลย มหาปูชนียาจารย์ทุกท่านก็จะทับทวี ไทยธรรมเหล่านี้ กลั่นให้เป็นของเหลว ละเอียด บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น น้อมไทยธรรมเหล่านี้ถวายพรึบไปหมดเลย ซึ่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็สงบนิ่งอยู่ในอายตนะนิพพานที่โล่งๆ ว่าง ๆ ไม่มีอะไรกำบัง เป็นเนื้อนาบุญให้กับพวกเราทั้งหลาย แล้วก็น้อมไปถวาย…พรึบ..ไปหมดเลย แล้วก็ทำจิตให้หยุดนิ่ง นุ่ม และก็น้อมไป นึกนิดเดียว แล้วก็ทำใจให้หยุดให้นิ่ง ให้ใสๆ มหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน ท่านก็จะทับทวีไปเรื่อยๆ จนสุดรู้สุดญาณของท่าน ทับทวีไปเรื่อยๆเลย

การบูชาข้าวพระนี้เป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยาก ต้องมีการเกิดขึ้นของทีมงานภาคปราบ ลงมาเกิดสร้างบารมี ซึ่งจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ที่จะน้อมเอาเครื่องไทยธรรมไปถวายเป็นพุทธบูชา เรายังมาอยู่ในยุคนี้ ที่สามารถบูชาข้าวพระได้ คือ กลั่นไทยธรรมซึ่งเป็นของหยาบ ไปเป็นของละเอียดและทับทวีไปถึงพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ทั้งหลาย นับพระองค์ไม่ถ้วนในอายตนะนิพพาน ที่สว่างไสวด้วยธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ ธรรมรังษีที่สว่างไสว บุญก็เกิดขึ้นมากมาย เป็นบุญพิเศษเฉพาะผู้ที่มีเชื้อสายมโนปณิธาน ปราบมารไปถึงที่สุดแห่งธรรม เพื่อเอาบุญพิเศษนี้ ไปตัดรอนวิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่างๆนาๆ ในชีวิต ทุกข์โศก โรคภัย สิ่งไม่ดีทั้งหลายไปละลายหายสูญไป  หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายกลายเป็นดีและมีผังนี้ติดตัวไป จนถึงที่สุดแห่งธรรม ให้ได้เกิดมาสร้างบารมีในวงบุญพิเศษนี้ เห็นธรรมะกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย ระลึกชาติได้ สร้างบารมีกันตั้งแต่ยังเยาว์วัยเรื่อยไปจนกระทั่งหมดอายุขัย ไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม

บุญนี้จึงเป็นบุญพิเศษ ซึ่งบังเกิดขึ้นโดยยาก ถ้าเราทำแบบปกติ หรือ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางนี้ กำลังบุญ แค่เหมือนฝนตกลงมาเต็มตุ่มน้ำใบเดียว แต่บุญที่บูชาข้าวพระ  เปรียบเหมือนฝนที่ตกลงมาเต็มฟ้าครอบ จนสุดขอบฟ้า …พรึบ…เต็มไปหมด

นี้เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย ได้บุญเป็นอสงไขอัปปมานัง นับจะประมาณมิได้ มหาปูชนียาจารย์ทุกท่านก็จะตรวจตราดูทุกคน สาวไป ดูไปว่า ใครถูกพญามารเอากิเลสไปบังคับ ให้สร้างกรรม และก็มีวิบากกรรมติดมาให้ได้เป็นอุปสรรคของชีวิตการสร้างบารมี ทั้งวิบากกรรม วิบากมาร ท่านก็แก้ไขกันไป อาราธนาพระนิพพานลงแก้ไขด้วย แล้วเอาสายบุญนี้ได้เชื่อมสายสมบัติ ติดตัวไปทุกภพทุกชาติ

ปัจจุบันชาติที่กำลังได้สร้างบารมีอยู่ ก็เอาบุญนี้ได้เชื่อมสายสมบัติ  ให้ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรงาม ให้หมดหนี้หมดสิ้น เหลือกิน เหลือใช้ เหลือไว้ใช้สร้างบารมี ให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เป็นครอบครัวแก้ว ครอบครัวธรรมกาย ให้ได้บรรลุธรรมได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย อย่างถูกต้องร่องรอย ตรงไปตามความจริง ให้ใจอยู่ในวงบุญนี้ ประกอบธุรกิจการงานใดๆ ก็ให้ประสบความสำเร็จ ทั้งงานทางโลกงานทางธรรม งานเป็นยอดกัลยาณมิตร เป็นผู้นำบุญที่จะเชิญชวนผู้มีบุญทั้งหลายมาบวชก็ดี หรือมาสร้างบารมีก็ดี ให้ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย



บุญนี้ก็จะติดมาในวิมาน และก็อาหาร ไทยธรรมเหล่านี้   ซึ่งเป็นทิพย์ก็จะบังเกิดขึ้นที่ทิพยวิมานของตนเอง ส่วนหนึ่งก็นำไปแจกจ่ายกับตามวิมานต่างๆ แล้วก็ประกาศก้องว่า เป็นไทยธรรมของหมู่คณะเรา ของบุคคลนั้น ชื่อนั้น จนกระทั่งกิตติศักดิ์เลื่องลืออยู่ในภพภูมิต่าง ๆเหล่านั้น  ที่สามารถรับบุญได้ ส่วนหนึ่งก็จะเป็นบุญให้กับบรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติสนิทมิตรสหาย ผู้ที่เป็นที่รักของเราที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ที่เราระลึกนึกถึงท่าน บุญนี้ก็จะอุทิศส่งไปถึงท่านเหล่านั้น ที่อยู่ในภพภูมิที่รับได้ ไปตัดรอนวิบากกรรมต่างๆ ที่มีทุกข์มากก็จะทุกข์น้อย ที่ทุกข์น้อยก็จะพ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็จะมีสุขมาก มีสุขมากแล้วก็มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ  

โดยเฉพาะวิมานของเราเองนั้น ทิพยสมบัติเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบริวารอันเป็นทิพย์ ก็มากมายทีเดียว เราเป็นเจ้าของบุญที่เป็นทิพย์ เกิดขึ้นจากการบูชาข้าวพระในวันนี้ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี่ ให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ มีความปรารถนาอันใดก็ตามไปตั้งจิตนึกถึงบุญนี้ แล้วก็อธิษฐานด้วยใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ มีความปรารถนากันใดก็ตาม ใ้ห้ตั้งจิตนึกบุญนี้ อธิษฐานกันไปตามใจชอบ จนกว่าจะถึงเวลาอันควร แล้วก็จะได้พร้อมใจกันถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานแด่ พระภิกษุ สามเณร ผู้ประพฤติธรรมกันต่อไป ต่างคนต่างนั่งอธิษฐานจิตกันไปเงียบๆนะ


   

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

  •     ภาพจากบล็อกดีๆ 072 และ pixabay.com ออกแบบโดย Dragon 2