Happy New Year 2566 : 1 มกราคม พิธีบูชาข้าวพระ PE.2 โอวาทปีใหม่

 กิจกรรมบูชาข้าวพระในวันปีใหม่ 2566

ภาคสาย : เริ่มพิธีกรรม โดยการสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย และนำสมาธิโดยการทบทวนคำสอนวิธีการนั่งสมาธิ และก่อนบูชาข้าวพระ ได้ฟังเทปทบทวนโอวาทอำนวยพรวันปีใหม่  นำมาให้พรในวันปีใหม่  2566 ว่า...
 
....วันขึ้นปีใหม่ และเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่สำหรับปีนี้ให้ดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี
ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี เท่านั้น สิ่งอื่นไม่ใช่
 
ดังนั้นปีนี้ ต้องดีกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งก็มีสัญญาณที่ดีที่เราได้สะสมบุญบารมีกันมาตลอด
ตั้งแต่การตักบาตรในช่วงเช้า(ทุกวันปีใหม่ทางวัดจะมีการจัดการตักบาตร ที่ลานธรรมฯ) เรื่อยมาเลย
ให้นึกถึงบุญเหล่านี้ ที่เราได้เริ่มต้นเปิดศักราชชีวิตใหม่ ให้ใจเราปลื้ม และก็ให้ปลื้มทุกวัน จนกระทั่งถึง 365 วัน ไม่มีว่างเว้นจากความปลื้มเลย
 
เพราะเราสั่งสมบารมีกันทุกๆวัน นึกถึงบุญจนกระทั่ง เป็นดวงบุญใสๆ ปรากฎเกิดขึ้นที่กลางกาย 
เป็นดวงบุญใส ๆที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว ใสบริสุทธิ์ ยิ่งกว่าเพชรที่เจียรนัยแล้ว มีความใสบริสุทธิ์...
 
เอาใจหยุดอยู่ที่กลางดวงใส เบาๆ สบายๆ ผ่อนคลาย ต้องใจเย็น ๆ ใจของเราจะได้ใสสะอาดบริสุทธิ์ เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะที่จะรองรับบุญใหญ่ที่จะเกิดขึ้นจากการบูชาข้าวพระ ซึ่งจะเป็นบุญใหญ่ที่จะตัดรอนวิบากกรรมวิบากมารที่ติดตัวเรามา  ให้หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายกลายเป็นดี เปลี่ยนแปลงผังชีวิตใหม่ ไปสู่ชีวิตที่เหมาะสมต่อในการสร้างบารมี เพราะฉะนั้น ใจต้องหยุด ใจต้องนิ่งอย่างง่ายๆ อย่างสบายๆ ด้วยใจใสๆ ใจเย็นๆ...... 

 



 

เนื่องในวันปีใหม่ 2566 แอดมินขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ 

และกราบอนุโมทนาบุญทุกท่านในการสร้างบุญทุกบุญ มา ณ โอกาสนี้

 กดลิงก์นี้ อ่านโอวาทปีใหม่ ปี 2565 ปีที่ผ่านมา อ่านบททวนได้

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

 
 

พิธีสวดมนต์ข้ามปี 2565 : ต้อนรับปีใหม่ 2566 : โดรนแปรอักษร สอนธรรมะกลางอากาศเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกายภายใน

ต้อนรับวันปีใหม่ 2566 : โดรนแปรอักษร สอนธรรมะกลางอากาศเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกาย

พิธีสวดมนต์ข้ามปี วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ณ วัดพระธรรมกาย : ต้อนรับวันปีใหม่ 2566 เมื่อเวลาล่วงมาแล้วหลังเที่ยงคืน หลังจากมีการปฏิบัติธรรม และสวดมนต์ฉลองชัยการสวดมนต์ข้ามปีเสร็จแล้ว ก็ได้มีการแปลอักษรกลางอากาศ เพื่อการเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ซึ่งมีการถ่ายทอดจาก Zoom และการมาร่วมกิจกรรมที่พื้นที่วิหารคต และลานมหาธรรมกายเจดีย์เสร็จแล้ว ก็มีการกล่าวคำอธิษฐานจิต โดย พระภาวนาธรรมวิเทศ(ภูเบส ฌาณาภิญโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

 


จากนั้นก็เริ่มมีโดรนแปรอักษร เป็นแบบข้อความ และ เป็นรูปภาพ ซึ่งเป็นการสอนธรรมะกลางอากาศ และมีคำบรรยายขณะมีการแปรอักษร 

เมื่อเริ่มมีการแปรอักษร คณะญาติโยม ก็มีเสียงปรบมือด้วยความพอใจ และเป็นสุข เมื่อมองไปบนท้องฟ้าเห็นคำสอนของคุณครูไม่ใหญ่ วิธีการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในนั้น 

หัวใจสำคัญคือ "ความสบาย"  

เมื่อมีเสียงบรรยาย เริ่มต้น ว่า การทำใจให้ "สบาบ สบาย "...อักษรก็ปรากฎขึ้นกลางอากาศ 

เมื่อเราน้อมนำใจไปตามเสียง ข้อความ รูปภาพ ใจก็จะเกิดความสว่าง ชัดใส มีความปีติสุข

 


 

ใครไม่ทำ ไม่รู้ นี้คือ วิธีการสอนสมาธิอย่างหนึ่ง โดยมีการนำโดรนมาแปรเป็นอักษร เรียกว่า มีการนำเอาเทคโนโลยี่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสอนสมาธิเป็นอย่างดี ในประเทศไทยช่วงนี้ ไม่มีสถานที่ไหน นำโดรนมาช่วยแปรอักษร เพื่อสอนวิธีสมาธิ นักว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไปไทย ที่นำโดรนมาแปอักษรกลางอากาศเพื่อการเข้าถึงธรรมะภายใน




ต่อมา....สาธุชนก็ได้รับฟังโอวาทในวันปีใหม่ 2566

โดยฟังทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่จากพระปลัดภูเบส ฌาณาภิญโญ...ความว่า

ในวาระโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้

 1 ปีที่ผ่านมา เราอย่าลืมว่า ทุกลมหายใจของเรา กำลังใช้บุญเก่าอยู่ 

ดังนั้นปีใหม่นี้เราก็ต้องทำความดีให้ได้ทุกๆ วัน แล้วก็ทำให้มันยิ่งๆ ขึ้นไปกว่าเดิม 

ด้วยการทำทาน รักษาศีล และด้วยการเจริญสมาธิภาวนา 

ให้ใช้วันเวลาให้คุ้มค่า เพราะเรามีเวลาอยู่อย่างจำกัดในโลกนี้ 

เราต้องฉลาดในการชิงช่วง เอาเวลามาสร้างบุญ สร้างบารมี 

ทำให้ถูกวัตถุประสงค์ในชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์

เพราะว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยาก ชีวิตในสังสารวัฏฏ์ที่ผิดพลาดไปแล้ว กว่าจะกลับหวนคืนมาเป็นมนุษย์อีก มันยาก และที่ยากหนักเข้าไปกว่านั้นอีก คือ เกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา และวิชชาธรรมกาย

มีกุศลศรัทธา ได้ยิน ได้ฟัง ได้ปฏิบัติธรรม กระทั่งได้เข้าถึงธรรม มันยากขึ้นไปตามลำดับ

แต่ตอนนี้ เราเป็นผู้มีบุญ เราจึงได้สิ่งที่ได้มายากเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น ต้องรีบใช้เวลา ก่อนที่ทุกอย่างกลายไปเป็นอดีต ที่แก้ไขไม่ได้

โดยการทุ่มเท สร้างบุญ สร้างบารมีให้เต็มที่

ปีที่ผ่านมา เราได้สะสมสร้างบุญได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันส่งท้ายปีเก่า

ไม่เคยขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียว

และวันต้อนรับปีใหม่ ปีนี้นั้น เราได้เริ่มสะสมบุญตั้งแต่วันต้นปี

นี้คือสัญญาณที่ดีว่า เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจ หน้าที่ การงาน และสิ่งที่พึ่งปรารถนา

ปีนี้ เราต้องทำให้ปลื้ม และทำให้ดียิ่งกว่าปีที่ผ่านมา พวกเราเป็นพันธ์สวนกระแส

เราต้องทำบุญสวนกระแส ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป 

และจงอย่าไปรอความพร้อมในทุก ๆ ด้าน

เพราะความพร้อมที่เราต้องการนั้น หาได้ยากในโลก

ความพร้อมนั้น มันอยู่ที่เราพร้อมเท่านั้น

ถ้าเราพร้อมวันนี้ วันนี้ก็พร้อม ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ 

เพราะวันพรุ่งนี้ก็สายเกินไปเสีย...

จงพร้อมเดียวนี้นะ จะได้ต้อนรับปีใหม่ เพื่อจะได้เป็นปีที่ดีที่สุดของเรา ที่ได้เกิดมาสร้างบารมีในชาตินี้

บัดนี้ วันเวลาได้เวียนมาบรรจบครบรอบปีแล้ว กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่

ซึ่งเป็นศักราชแห่งความสว่างไสว

ขอเปิดศักราชใหม่ ให้ปีนี้ เป็นปีแห่งการสร้างบุญ สร้างบารมี

ให้ทุกคน สมความปรารถนาในทุกสิ่ง

และให้เป็นปีที่ดีที่สุดที่ทุกคน และชาวโลกทั้งหลาย จะได้เข้าถึงพระธรรมกาย

ขออำนวยพรปีใหม่ ให้ทุกคนมีแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง

ให้ร่ำรวยด้วยโภคทรัพย์สมบัติภายนอก และมีอริยทรัพย์ภายใน

คิดหวังสิ่งใดให้สมใจปรารถนา ให้ประสบผลสำเร็จในทุกด้าน

ให้หน้าที่การงานบรรลุเป้าหมาย ให้มีสุขภาพพลานามัยร่างกายให้แข็งแรง ปราศจากทุกเศร้า โรคภัย

ให้มีอายขัยยืนยาว ได้สร้างบารมีกันไปนานๆ ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ให้มีดวงปัญญาสว่างไสว

ได้เข้าถึงพระธรรมกายโดยง่าย โดนเร็วพลัน นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

ให้ทุกคนจงสมหวังดังใจทุกประการเทอญ


เนื่องในโอกาสนี้....

แอดมินขออนุโมทนาบุญ และขอทักทายสวัสดีในวันปีใหม่ 2566 แด่ ทุกท่าน

ขอทุกท่านมีชีวิตที่มีความสุข สมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา ทุกประการ


 


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

ส่งท้ายปีเก่า 2565 : สวดมนต์ข้ามปี(ต้อนรับปีใหม่ 2566) และพระภิกษุสงฆ์ในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 11

การสวดมนต์ข้ามปี และการเตรียมตัวของพระธรรมยาตรา ในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 11

 


อีกไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดปีเก่าแล้ว ( ปี 2565 ) และเข้าสู่ปีใหม่ ปี 2566 ซึ่งสิ้นปีนั้น วัดในประเทศไทยทั่วประเทศได้มีโครงการสวดมนต์ข้ามปี และที่วัดพระธรรมกายก็จัดสวดมนต์เช่นกัน จากนั้นทางวัดพระธรรมกายก็จะเริ่มโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 11 เรามาทบทวนกันอีกครั้งว่า ในปีนี้เส้นทางพระผู้ปราบมาร มีกี่แห่ง เพื่อที่คณะพระธรรมยาตราได้เป็นเนื้อนาบุญให้คณะญาติโยมได้ทำบุญในพื้นที่ที่เดินผ่าน และกำหนดการสวดมนต์ เป็นอย่างไร

มาดูกำหนดการสวดมนต์ข้ามปี มีดังนี้ 

พิธีฉลองชัยสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร - สวดมนต์ข้ามปี
วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ณ มหารัตนวิหารคด
21.30-22.30 น. พิธีฉลองชัยสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
23.00-00.20 น. พิธีสวดมนต์ข้ามปี
--------------------------------------------
พิธีตักบาตรฉลองพระใหม่, พิธีบูชาข้าวพระ
วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566
06.20-08.00 น. พิธีตักบาตรฉลองพระใหม่ รุ่นบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์
ณ ลานธรรมพระมหาธรรมกายเจดีย์
09.30-11.00 น. พิธีภาคสาย ปฏิบัติธรรม พิธีบูชาข้าวพระ / พิธีกล่าวคำถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ณ รัตนบัลลังก์ สภาธรรมกายสากล





เส้นทางพระผู้ปราบมารมีทั้งหมด 7 สถานที่ คือ

ลำดับที่ 1. โลตัสแลนด์ แผ่นดินรูปดอกบัว เป็นแผ่นดินแดนเกิดด้วยรูปกายเนื้อ อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

ลำดับที่ 2. คลองลัดบางนางแท่น จังหวัดนครปฐม : สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต

ลำดับที่ 3. วัดสองพี่น้อง : สถานที่เกิดในเพศสมณะ อยู่ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

ลำดับที่ 4. วันโบสถ์บน บางคูเวียง จ.นนทบุรี : สถานที่บรรลุธรรม หรือ สถานที่เกิดด้วยกายธรรม

ลำดับที่ 5. วัดบางปลา จังหวัดนครปฐม : สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกาย(ครั้งแรกหลังบรรลุธรรม)

ลำดับที่ 6. วัดปากน้ำ กรุงเทพฯ : สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกายจนกระทั่งมรณภาพ

ลำดับที่ 7. วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี : สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย (เผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ไปทั่วโลก
 
 

 
บรรยากาศการเก็บดอกทรัพย์บานชื่นเพื่อต้อนรับพระธรรมยาตรา เป็นการเตรียมวัตถุในการบูชาบุคคลที่ควรบูชาเพื่อให้เป็นเนื้อนาบุญแก่คณะญาติโยม ทางวัดพระธรรมกายจึงได้มีกิจกรรมตัดดอกไม้ เตรียมต้อนรับพระธรรมยาตราในโครงการเส้นทางพระผู้ปราบมาร ในปี 2566 มาชมบรรยากาศสวนดอกไม้ทรัพย์บานชื่นซึ่งมีสาธุชนมาตัดเตรียมไว้ในเดือนธันวาคม 2565









 

ตารางเส้นทางพระธรรมยาตราในโครงการเส้นทางพระผู้ปราบมาร ในปี 2566



อานิสงส์การกล่าวสาธุการต้อนรับพระธรรมยาตรา


1.จะเป็นผู้ที่มีกิตติศัพท์อันงดงาม ทั้งในมนุษย์และเทวดา
2.มีเสียงอันไพเราะ ก้องกังวานลึก
3.ไปในที่ใด ย่อมได้รับการต้อนรับสรรเสริญ
4.มีทิพยสมบัติ วิมาน และบริวาร เจริญรุ่งเรืองสว่างไสว
5. ได้รูปสมบัติที่งดงาม ได้สัดส่วน
6. ปากสวย ฟันสวย เพราะเปล่งสาธุการ
7.มีสุคติภพเป็นที่ไป อยู่แต่ในสุคติภูมิ ไม่ไปสู่อบาย
8.เทวดาทุกชั้น พรหม อรูปพรหม จะสรรเสริญ อนุโมทนา
9.ได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย

ดังนั้นขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมอนุโมทนาบุญกิจวัตร ในงานบุญธรรมยาตราในปี 2566

ร่วมกิจกรรม Online ได้ที่
www.zoom072.com
www.gbnus.com
สอบถาม 02-831-1234 

ข่าวดี!!!!ประชาสัมพันธ์

 
 
 

 ดังนั้นขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพถวายสังฆทาน ตลอดเส้นทางการต้อนรับพระธรรมยาตรา ดังนี้




พิเศษสำหรับท่านที่อ่านในมือถือ

ด้านล่างสุดของบทความ จะมีป้ายข้อความเพื่อแชร์โอวาทปีใหม่ มีข้อความว่า "ใช้ร่วมกัน" กดปุ่มป้ายข้อความ ดังปรากฎตามภาพที่โชว์ตัวอย่างให้ดู👇
 
 
จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นจอว่าง ๆ ไม่มีอะไร จากนั้นสไลด์มือเลื่อนขึ้นจนสุดหน้าต่าง ก็จะมองเห็นโลโก้ หรือ ปุ่มแชร์ เช่น Email Facebook twitter จากนั้นก็เลือกปุ่มแชร์ตามที่ท่านสะดวก หรือ แชร์ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม ก็ได้
 

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

เล่าสู่กันฟัง : "การฝึกตนอย่างมีความสุขทุกวัน"

บันทึกธรรมะไว้อ่าน... ๕ 

การฝึกตนอย่างมีความสุขทุกวัน  

พระธรรมเทศนา โดยพระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (พระประดิษฐ์ อรินชโย) พระผู้เคยอุปัฏฐากคุณยายอาจารย์ฯ ในช่วงเป็นอุบาสก...
 

 
บทความนี้เป็นบทบันทึกธรรมะไว้อ่านอีกบทหนึ่ง เพื่อเตือนตนเองไว้ว่า
"การสร้างบารมีอย่างมีความสุขทุกวัน ควรทำอย่างไร"
 
เมื่อวันเวลาล่วงไป สังขารย่อมร่วงโรย ความจำก็พร่องตามสังขาร จึงได้นำความประทับใจในคำอบรมแนะนำของพระอาจารย์ที่ให้ไว้กับสมาชิกในวันหล่อหลอมนำมาบันทึกไว้อ่านบนโลกบทความนี้ 
หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกที่สนใจ และรักในการฝึกฝนตนเอง พัฒนาตนเองให้มีความสุขทุกวัน
 
ฉะนั้น.... 
...การเรียกขานฉายาพระอาจารย์ ต่อไป จะขอเรียกท่านว่า 
หลวงพี่ หรือ พระอาจารย์ ซึ่งหมายถึง พระครูธีรญาณวิเทศ หรือ พระประดิษย์ อรินชโย...
ส่วน คำว่า "หลวงพ่อ" คือ หลวงพ่อธัมมชโย(คุณครูไม่ใหญ่)
ส่วนคำว่า "คุณยายฯ" คือ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
 

บันทึกธรรมะได้ว่า....

 
ช่วงเทศกาลกฐิน ท่านได้นำหมู่คณะ ไปทอดกฐินที่บาหลี รวมทั้งได้นิมนต์พระอาจารย์ไปร่วมงานหลายรูป
ท่านได้เล่าบรรยากาศการทอดกฐินให้ฟังอย่างสนุกสนาน 
 
ที่บาหลี...การเผยแผ่ธรรมะ ท่านบอกว่า ทีมงามน้องๆ ทั้งพระอาจารย์ อุบาสก อุบาสิกาได้ตั้งใจ และร่วมมือกันทำงานได้บรรลุเป้าหมาย ทำให้พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายได้เติบโต และเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาแก่ประชาชนชาวท้องถิ่น 

พอสรุปความคร่าวๆ จากหลวงพี่เล่าว่า...ด้วยบารมีของคุณครูไม่ใหญ่ จึงทำให้งานพระศาสนาสำเร็จทุกครั้ง ท่านให้บุญลูก ๆ ทำให้ลูกๆ ได้ฝึกตน และพัฒนาศักยภาพได้มีประสิทธิภาพนั้น เพราะบุญที่คุณครูไม่ใหญ่ท่านได้คุ้มครองทุกคนให้ทำงานพระพุทธศาสนาด้วยกันเป็นทีมอย่างมีความสุข เรียกว่า งานสำเร็จได้ด้วย "พลังบุญบารมีของครูบาอาจารย์"

พระอาจารย์ที่ท่านนิมนต์ไปร่วมงานครั้งนี้ คือ พระวิเทศธรรมาภรณ์(บัณฑิต วรปฺญโญ) และพระครูธรรมธรณ์อารักษ์ ญาณารักโข ซึ่งทั้งสองรูป เห็นการจัดงานแล้ว ก็กล่าวชื่นชมสมาชิกทีมงานทุกคน จัดงานได้ดีมาก

หลวงพี่เล่าให้ฟังว่า....เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ท่านเทศน์ไม่ค่อยเก่ง เพราะสมัยก่อนไม่ได้เน้นเผยแผ่ ไม่ได้เดินทางไปไหน และท่านก็อยู่วัดพระธรรมกายเป็นส่วนใหญ่ สถานที่ไปไกลที่สุด คือ ธุดงคสถานล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นช่วงแรกที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ท่านไม่ถนัดเลย ไม่อยากไป คิดว่า ต่างประเทศนั้น ไกลมากๆในความรู้สึกขณะนั้น

พรรษาแรกในการเทศน์

 สมัยที่บวชพรรษาแรก ๆ หลวงพ่อให้ไปอยู่สวนบัว จังหวัดเชียงใหม่ สมัยนั้นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์ ยังไม่มีให้สะดวกใช้งาน สถานที่ปฏิบัติธรรมของสาธุชนตอนนั้น ก็คือ "สวนบัว" มีพี่รุ่นเก่าๆ ไปเป็นพี่เลี้ยง ช่วงบวชใหม่นั้นเทศน์ไม่เป็น แต่หลวงพี่ท่านก็ฝึกฝนตนเองทุกรูปแบบ แม้ว่าไม่ถนัด...จนกระทั่งสามารถเทศน์สอนญาติโยมได้

ท่านคิดว่า...เรื่องเทศน์ ก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก ถ้าเราคิดว่า คนที่ฟังเป็นคนพุทธด้วยกัน คนครอบครัวเดียวกัน แต่หากคิดว่าเป็นพวกวิชาการ ครูบาอาจารย์ พวกดอกเตอร์ ก็จะทำให้เราจะคุยกับเขายาก แต่หากเป็นผู้นำบุญลูกหลวงพ่อ ก็คิดว่าคุยได้ และไม่ได้คิดว่าเป็นการเทศน์ ก็แค่เล่าสู่กันฟัง

จุดเริ่มต้นในการเทศน์ คือ "การอบรมพิทักษ์ป่า"

หลวงพี่เล่าว่า .... ในสมัยเป็นอุบาสกนั้น คือ จุดเริ่มต้นในการพูดทำได้มากขึ้น หรืออาจจะเรียกได้ว่า "ถูกทำให้เทศน์" ก็คือ การอบรมพิทักษ์ป่า ซึ่งมีหลายคณะ และมีการอบรมคล้ายกัน เพียงแต่เป็นการอบรมคนละหลักสูตร 

ในสมัย 30 ปีที่แล้ว ซึ่งหลวงพี่ท่านยังไม่ได้บวช กรมป่าไม้ได้ส่งพิทักษ์ป่ามาอบรมที่วัด ส่วนใหญ่จะอบรมช่วง มาฆบูชา วิสาขบูชา กฐิน เพื่อจะได้มาช่วยเตรียมงานบุญ เก็บงานบุญด้วย โดยมีโปรแกรมอบรมของเขาเองเป็นระยะเวลาเดือนหนึ่ง และก็เดินทางมาอบรมที่วัดเป็นระยะเวลาอีกเดือนหนึ่ง

ช่วงเวลาสวดมนต์และนั่งสมาธิ... หลวงพี่ ท่านจะนำเทปที่มีเสียงหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่(ช่วงนั้นเทปเสียงหลวงพ่อ หาไม่ได้ง่ายๆ) เปิดให้พิทักษ์ป่าได้ฟังเพื่อสวดมนต์ และทำสมาธิตามเสียงหลวงพ่อ เพื่อฝึกให้ทุกคนออกเสียงสวดมนต์ได้ในระดับเดียวกัน

ความอดทนทำให้สร้างบารมีอย่างเป็นสุข

ไม่ว่าทำงานอะไร บางครั้งก็ต้องอดทน…ทุกคนมีกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับบุญที่พัก เหนื่อยขนาดไหน ก็ต้องไปรับบุญ เราอยากพัก (พูดเรื่องจริง) บางวันก็ทำได้ สบายๆ บางวันก็ไม่อยากทำ ยิ่งเราเป็นหัวหน้า ไม่ทำไม่ได้ เราต้องไปทำ หากเราไม่เป็นหัวหน้าก็สบาย ขอลาหน่อย

เพราะฉะนั้นการมาอยู่วัดมาสร้างบารมี ให้ฝึกทำแต่ความดี ก็ทำให้เราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีการพัฒนา แม้บางอย่างเราไม่คุ้น แต่เราถูกกฎระเบียบบังคับ  ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน พอทำหลายๆชาติเข้า ก็เป็นเรื่องปกติ สิ่งไหนที่เราทำแล้วไม่ปกติ แสดงว่า เรายังไม่คุ้น เช่น ไม่คุ้นที่จะอยู่วัด มาอยู่วัดแล้วไม่คุ้นกับงานที่กำลังทำในด้านนั้นๆ 

พี่ๆที่อายุมาก บางทีเหมือนว่า ฟังแล้วเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอายุมากขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือไอทีก็อาจจะทำไม่คล่อง ซึ่งอาจจะไม่ทันใจน้องๆ ดังนั้นก็ต้องเห็นใจพี่ๆ

ถามว่าฝึกได้ไหม...ฝึกได้...แต่มันเสียเวลา..และก็ไม่ชอบ..

ดังนั้น น้องๆคนใหม่ๆ ที่มาทีหลัง ก็นับว่าเป็นรุ่นหลาน หรือ รุ่นเหลนแล้ว ก็เห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ที่มีต่างวัยกันเยอะ

ต่างคน ต่างมา พอมาเจอกัน ก็หลากหลายวัย แต่มีมโนปณิธานเหมือนกัน เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ คุณยายฯ เหมือนกัน เพียงแต่วัยแตกต่างกัน มีความรู้ที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมีอย่างเดียว ก็คือ การสะสมบุญดีที่สุด แม้ว่ายังไปไม่ถึงดีที่สุด ก็ต้องค่อยๆทำกันไป

 การอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขของหมู่คณะ

โดยหลักการของการอยู่ร่วมกัน ที่พักอาศัยเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นตัวรวมให้ได้มีกำลังใจ ขับเคลื่อนบุญที่เราต้องรับผิดชอบ ให้เดินหน้าไปได้ 

หากเหนื่อยในการทำงาน ก็กลับไปพักในที่พัก ที่พักก็คือที่พัก ไม่ใช่ว่า เหมือนเราไปพัก หรือเช็คอินที่รีสอร์ท หรือ ที่เขาใหญ่ ที่จะต้องทำตามใจตนเอง มันก็ทำไม่ได้ ที่จริงรีสอร์ทก็มีกฎเกณฑ์ เช่น เราต้องเช็คอินก่อน แล้วก็เลือกห้อง เวลาทานอาหาร เริ่ม 7 โมงเช้า อย่ามาสายเดียวไม่ได้ทานข้าว หมดเวลาอาหารเขาก็เก็บ แต่เราไม่รู้สึกว่า ถูกบังคับ เราก็เลยรู้สึกเฉย ๆ แต่จริง ๆแล้วก็มีกฎเกณฑ์ของรีสอร์ท

ที่ไหนๆก็มีกฎเกณฑ์เช่นกัน แต่หากใจเรารู้สึกว่า เราต้องปฏิบัติตาม ใจเราไม่ได้คิดอะไร ทำได้ตามกฎที่วางไว้ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่หากว่าใจเราอัดอึด แต่ก็อยากอยู่สร้างบารมี ก็ต้องรู้ว่า อดีตชาติที่ผ่านมา "อยู่เขตในน้อยไปหน่อยจึงไม่คุ้น" เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับใจ และปรับความรู้สึกใหม่ และเราก็จะอยู่วัดอย่างมีความสุข และหากอยู่ร่วมกันหลายเจนเนอเรชั่น ความแตกต่างในด้านต่างๆ มีเยอะ

สิ่งที่ได้มาเมื่ออยู่สร้างบุญกับหมู่คณะ  คือ อายุตัวเอง  ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  

เช่น มาอยู่วัด ก็เป็นอายุวัด ทุกคนก็ต้องปรับเข้าหากัน

บางคนแม้อายุมาก แต่อายุวัดน้อย แต่ทุกคนมีความรักและปรารถนาดี

เป็นเพราะอะไรรึ...

 หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่เคยบอกว่า....เป็นเพราะอายุบารมีในรายละเอียดไม่เท่ากัน


หลวงพ่อธัมมชโยสอนว่า....

อยู่กับหลวงพ่อต้อง "อดทน"

การคัดคน และความอดทนในการสร้างบารมี

วัดพระธรรมกายในยุคอดีตคนไม่เยอะ วัดก็คัดคนไปเรื่อยๆ หากไม่พร้อม ก็ยังไม่ได้เข้ามาอยู่วัด คนที่อยู่วัดได้คือ คนที่มีความอดทนต่อคำสอนของคุณยาย และ หลวงพ่อ 

สมัยก่อน ครัวยามาอยู่ในบริเวณวัด เป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องไปทานอาหารเช้า คุณยายจะชอบไปเดินตรวจตรา และถามไถ่ลูกศิษย์หลาย ๆคน ทานข้าวหรือยัง  ให้ทานข้าวให้อิ่ม และนำกำลังกายไปสร้างบุญต่อไป 

หลวงพี่เล่าให้ฟังว่า ใครที่ไม่ฟังคำสอนครูบาอาจารย์ก็ตาม ก็จะโดนไล่ออกนอกวัด เขาก็จะเก็บเสื้อผ้า แต่พอออกนอกวัด ก็เลาะๆกำแพงวัด เข้ามาอีกครั้ง เพราะว่ารักและเคารพครูบาอาจารย์ที่ท่านอดทนต่อเราเพื่อสอนให้เราได้มีการสร้างบุญอย่างเป็นสุข และอยากฝึกตนตามคำสอนหลวงพ่อและคุณยายฯ แม้ว่าจะดื้อ ๆ กับท่าน เมื่อคุณยายเห็นลูกศิษย์คนนั้นอีกครั้ง ท่านก็แค่ถามว่า " อ้าวยังไม่ไปอีกหรือ"  เขาก็จะตอบว่า...."ไม่ครับ จะสร้างบารมีอยู่กับคุณยาย กับหลวงพ่อ " คุณยายฯท่านก็ยิ้ม อารมณ์ดี เมื่อเห็นลูกศิษย์สามารถอดทนต่อคำสอนของท่านได้..... 

หลวงพ่อก็ต้องอดทนพูดสอนต่อลูกๆ เพราะว่า "ลูกหลวงพ่อ มีจำนวนเยอะมาก"

มาจากหลายครอบครัว ที่มีความแตกต่างในทุกๆเรื่องต่างกัน กว่าจะหล่อหลอมให้ใจเป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ง่าย

ฉะนั้น หากต้องการให้หลวงพ่อสบายใจ ก็ทำตัวเราให้มีปัญหาน้อยที่สุด

 1. ปัญหาตนเองก็ขอให้มีน้อยที่สุด อยู่วัดอย่างมีความสุข

2. บางคนอยู่วัดมีความสุข นำปัญหาไปให้คนอื่นเขา ยังทำให้ชาวบ้านปวดหัวมาก 

ในขณะสร้างบารมี เราก็อย่าให้เกิดมีปัญหาต่างๆ มากมาย  เราก็ค่อย ๆสะสมบุญไป งานภาพรวมก็จะออกมาดี มีความสุข หลวงพ่อท่านก็จะเห็นว่า ลูกๆ ได้สร้างบารมีเต็มที่ 

บนเส้นทางในการสร้างบารมีตามหลักวิชชานั้นต้องอยู่บนความจริง มีปัญหาก็แก้ไข และสามารถแก้ปัญหาให้คนข้างเคียงได้ด้วย แสดงว่าเรามีบุญมากพอที่จะช่วยคนอื่นได้ 

ดังนั้นอาศรมแต่ละอาศรมจึงเป็นสถานที่สนับสนุนให้อยู่วัดอย่างมีความสุข อย่าอยู่วัดแบบทุกข์ทรมาน แต่ก็ไม่ได้อยู่แบบสบาย เพราะฉะนั้น ดูว่าสวดมนต์เป็นอย่างไร เราคุ้นหรือไม่ ก็ปรับใจกันให้ดีๆ แสดงว่าอดีตชาติเราไม่คุ้น ชาตินี้เราต้องทำให้มันคุ้น แล้วเราก็จะอยู่อย่างมีความสุข นึกถึงครอบครัวที่มีพี่ๆน้องๆเยอะ ก็ยังอยู่ด้วยกันยาก ดังนั้นเราก็ต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด มันก็ไม่ง่าย ฉะนั้นก็ต้องทนๆกันไป

อยู่กับหลวงพ่อต้องทน คำชมไม่มี

การสร้างบารมี ต้องมีต้นแบบให้ยึดหลักในการฝึกตน เมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ ก็เอาหลวงพ่อ คุณยายฯ เป็นต้นแบบในการฝึกตน  ภาระหลวงพ่อท่านเยอะมาก ภาระของเรานิดเดียว

ให้มองหลวงพ่อ ท่านเป็นหลักชัย ท่านดูแลลูกๆเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย อยู่วัดได้ตลอด เข้าถึงธรรมะด้วย เพื่อทำชาตินี้ให้กลับดุสิตอย่างสว่างไสว 

จงรักษาตัวเอง จงรักษากฎระเบียบของหมู่คณะ และถ้าเรามีบุญมากพอก็ช่วยแก้ปัญหาให้หมู่คณะ ให้เขาอยู่ในวัดให้ได้ ทำให้เขาได้บุญเยอะขึ้น หากทำอย่างนี้ได้ ก็จะสร้างบารมีอย่างสนุก และก็จะอยู่วัดอย่างมีความสุข และเราก็จะเห็นว่ามาอยู่วัดแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เราต้องฝึกตนยากเลยนะ อยู่ได้อย่างง่ายๆ 

ในคนที่มารุ่นแรกๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ลำบากกว่านี้เยอะ นอนกางเต้นท์ นอนลำบากมาก และนั่งรถสองแถวออกปฏิบัติหน้าที่ และส่งไปลงตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพ เพื่อทำหน้าที่กัลยาณมิตรแก่สาธุชนที่เคยมาวัด ชุดปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นกระโปรงสีน้ำเงินบานๆ เสื้อสีขาว คนสมัยนั้นก็มีความสุขในการทำหน้าที่ แม้จะลำบาก ก็ทำหน้าที่บอกบุญสาธุชน กว่าจะกลับมาวัดด้วยรถสองแถวก็ต้องใช้เวลา 

รุ่นเก่าๆไม่เดือดร้อนอะไร อยู่ลำบากเขาก็มีความสุข การเป็นอยู่มีความลำบากกว่าปัจจุบันเยอะมาก ไม่สบายกาย แต่ใจสบาย

แต่กลับกัน ยุคนี้สบายหลายเรื่อง แต่บางทีก็ไม่พอที่จะทำให้ใจสบายได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องปรับเข้าหากันให้พอดี ปรับอย่างไร ปรับว่า ที่เป็นอยู่นี้มันดีมากแล้ว จงสร้างบารมีต่อไป

รุ่นเก่าๆ ก็ประมาทไม่ได้ ต้องประคองกัน ต้องสู้กันต่อไป ทั้งกรรมในอดีตของเราด้วย และสิ่งที่จะต้องสร้างบารมีกับหลวงพ่อ ต่อไป

เพราะฉะนั้น เราจะสร้างบุญอยู่ตรงไหนก็ได้ ใครจะมาเห็นเรา ไม่เห็นเราก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ต้องกังวลอะไร เราทำบุญอะไร ใครไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องน้อยใจ หลวงพ่อ คุณยายฯท่านรู้อยู่แล้ว แต่ท่านไม่มีโอกาสมาบอกเรา

หลวงพ่อ ท่านรู้เรื่องราวของแต่ละบุคคลด้วยอำนาจสมาธิ เหมือนที่คุณยายเคยบอกเราว่า...

“ใครทำบุญกับยาย ธรรมกายของยายก็รู้หมดแหละ... แม้ยายตาย ธรรมกายยายก็รู้หมด ใครมาทำบุญกับยายก็ยังไม่สาย “

ดังนั้น...ขอให้ทุกคนดีใจ และมั่นใจว่า เมื่อเราฝึกตัวได้แล้ว ก็สามารถทำใจให้มีความสุข เป็นจุดที่หลวงพ่อของเราท่านปรารถนาให้ทุกคนทั่วโลกมีความสุข

การหล่อหลอม และทำUG5 เมื่อทำตามที่อาศรมกำหนดไว้  ก็ขอให้ทำตามแบบอย่างคุณยายฯ เดี๋ยวก็มีความสุข

พอเราอยู่แบบนี้นานๆเข้า คุณภาพงานแบบไหนก็ตาม อาจจะไม่เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์  เราก็ได้บุญตามนั้น

พอกลับอาศรม สวดมนต์ทำวัตร ทำความสะอาดที่พัก เราก็ได้บุญเยอะขึ้น บุญก็หลั่งไหลมา

มีกี่โปรเจคงาน เราก็ทำได้ตามที่มีโปรเจค เราทำอีก บุญก็อัดเข้ามา ๆ 

พอทำบุญไปตามที่หลวงพ่อให้มา พอเจอคนเยอะๆ เจอปัญหาเฉพาะหน้า เจอการกระทบกระทั่งกันมั้ง เราก็ต้องมาคิด และปรับจูนใจกันให้ดี คุณภาพใจก็อัพเกรดขึ้นมา

เมื่อใจเราสูงขึ้นๆ แม้อาจจะไม่สูงขึ้นมาก แต่เราตัดเรื่องได้เร็ว ความกังวลใจก็ลดลงไปได้เร็ว พอลดได้เร็ว ใจเราก็นิ่งได้เร็ว เมื่อเราสะสมใจนิ่งได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะสะสมใจนิ่งได้เร็วมากขึ้น เมื่อบุญเราเต็มเปี่ยม บุญในการเข้าถึงธรรม รองรับวิชชาจากครูบาอาจารย์ได้ง่าย เราทำได้แค่ไหนก็เป็นคุณภาพบุญของเรา เราสะสมบุญไป  พอทำหลายๆ งานเข้า ซึ่งหมายถึงในทุกๆส่วนงานในวัด บุญก็จะอัดเข้ามาๆ เราก็แก้ปัญหาได้

พอเจอคนที่ฝึกตนไม่สมบูรณ์ เราก็ยังฝึกตนเองไม่สมบูรณ์ เกิดการกระทบกระทั่งกันบ้าง หากเราพอแก้ได้คุณธรรมเราก็สูง คุณภาพของงาน ก็เพิ่มขึ้น พอทำมากๆเข้า คุณวิเศษก็มาตาม สามารถรองรับวิชชาจากครูบาอาจารย์ได้ เราก็สะสมบุญไป คุณภาพของงานที่ทำก็คือคุณภาพของบุญ แม้เกิดการกระทบกระทั่ง เราก็แก้ไขได้ หรือ ปล่อยวางได้ บุญก็ก่อเกิด คุณวิเศษเกิดขึ้น ก็จะได้ไปรู้ไปเห็นและเรียนรู้วิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อ กับคุณยายฯ ให้เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆไว้

สิ่งที่สูงสุดในภพนี้ คือวิชชาธรรมกาย ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว

เมื่อเราเข้าถึงธรรมกาย…. เราก็จะไปรู้ไปเห็นความจริงของชีวิต

เด็กบางคน ปฏิบัติธรรมได้ดี มีบุญเยอะ เชี่ยวชาญการทำสมาธิ ไปรู้ไปเห็น

มีจักรวาลเยอะแยะ แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล  

จักรวาลตรงกลาง เรียกว่า "มงคลจักรวาล"

ในมงคลจักรวาล ก็จะมีทวีป 4 ทวีป

ชมพูทวีป คือ โลกมนุษย์ ที่ใช้สร้างบุญ มีลักษณะสีฟ้า โลกมนุษย์สว่างที่สุด

ส่วนทวีปอื่น มนุษย์มีลักษณะแตกต่างกันไป เป็นทวีปที่มนุษย์ใช้เสวยบุญ 

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า คุณภาพสมาธิก่อเกิดจากการสะสมบุญในการฝึกตนของพวกเรา

ดังคำสอนหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่สอนไว้ว่า

ทุกๆบุญเราต้องสร้างให้เต็มที่

เนื่องจากเราใช้บุญเก่าทุกวันก็มีวันหมด

จึงต้องสั่งสมบุญใหม่ให้เกิดขึ้นทุกวัน

เพราะบุญเป็นพลังงานพิเศษ

ที่จะทำให้เรามีความสุข และความสำเร็จในชีวิต

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗



ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ


วันครูธรรมกาย ๑๐ กันยายน ๒๕๖๕ : ทำไมจึงต้องตรึกระลึกถึงหลวงปู่ฯ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร)


บันทึกธรรมะไว้อ่าน.... ๔

วันครูธรรมกาย ๑๐ กันยายน ๒๕๖๕ 

ทำไมจึงต้องตรึกระลึกถึงหลวงปู่ฯ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) 

พระธรรมเทศนา จากรายการช่อง DMC โดย หลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้กล่าวเรื่องราวของหลวงปู่ฯ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร)ไว้ในรายการ เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ ไว้ว่า.....

"...ให้รักษาใจให้ใสๆๆ ให้ตรึกระลึกถึงหลวงปู่ไว้กลางกาย ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 หลับตาลืมตาก็ให้เห็นท่านชัด ใส แจ่ม อยู่ตลอดเวลาที่กลางกาย ใจของเราก็จะได้เหมาะสมเป็นภาชนะที่รองรับบุญใหญ่ที่จะเกิดขึ้น นี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่เดียว การที่เราระลึกนึกถึงท่าน ท่านก็จะระลึกนึกถึงเราด้วย โดยจะเอาเรา หอบเราไว้ที่กลางกายท่าน และประกอบวิชชาธรรมกายกลั่นให้ธาตุธรรม เห็น จำ คิดรู้เรา สะอาด บริสุทธิ์ และก็หลุดพ้นจากวิบากกรรมวิบากมาร จากหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย และตั้งผังสำเร็จ และเซ็ทโปรแกรมไปสู่ที่สุดแห่งธรรม จะเชื่อมสายสมบัติให้กับเราด้วย เชื่อมทั้งสายสมบัติ และก็ท่านก็จะตั้งผังสำเร็จให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวได้อย่างสะดวกสบายง่ายดายถูกต้องร่องรอยตรงไปตามความจริงด้วย ท่านจะเชื่อมตรงนี้ เพราะท่านอยากให้เราได้เข้าถึงธรรมกาย อยากให้มีความสุข ความสำเร็จในชีวิต และก็ตามติดท่านไปถึงที่สุดแห่งธรรม และก็ไม่พลัดพรากจากกันเลยในแต่ละภพแต่ละชาติ และผังที่บางชาติก็เจอกับท่าน บางชาติก็ไม่ได้เจอกัน พลัดพรากจากกันเพราะเกิดการกะทบกะทั่งกันก็ดี น้อยใจกันก็ดี ไม่ว่าจะด้วยสาเกตุอันใดก็ตาม ท่านก็จะรื้นผังนี้ออก ท่านจะรื้นออกไปเรื่อยๆๆๆ รื้นตลอดเวลา เพราะว่าท่านมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เราไม่พลัดพรากจากกัน ให้ตามติดท่านไปตลอดเลย 
 
เพราะฉะนั้น...ให้ตรึกระลึกนึกถึงหลวงปู่ฯให้ได้ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำมาสร้างบารมี ศึกษาเล่าเรียนหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ชำเรืองๆดูกลางกายไว้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯยังอยู่กลางกายเราไหม ไม่ชัดไม่เป็นไร แต่มีความรู้สึกว่า ท่านอยู่กับเรา เดียวจะค่อยๆ ชัดขึ้นมาเอง พอชัดขึ้นมาได้แล้ว โอ..ความนี้จะมีความสุขขึ้นมาทันทีเลย และบุญใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับเราตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป พอถึงวันจริงก็ยิ่งทับทวีบุญเพิ่มไปอีก
 

วิธีตรึกนึกถึงหลวงปู่ฯ

คุณครูไม่ใหญ่ สอนว่า....หากเรานึกถึงหลวงปู่ทุกวัน เราจะได้ยึดศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเราได้ เมื่อเราควบคุมความคิดและการกระทำและผลแห่งการกระทำไม่ได้ เราก็ยังยึดศุนย์กลางกายไม่ได้ จริงๆแล้วห่างจากช่องจมูกมาที่ศูนย์กลางกายแค่ศอกเดียว ดังนั้นช่วงนี้ให้นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯไว้ที่ศูนย์กลางกายเถอะ นึกทุกวัน
 
ตอนแรกให้นึกว่า มีท่านก่อน หรือ นึกชื่อท่านซะก่อน เพื่อให้ใจเราไปผูกพันกับท่าน ด้วยจิตที่เลื่อมใส และก็นึกว่าท่านมีอยู่ คลุมตัวเราอยู่ หรือ ท่านอยู่ในกลางกายเรา แต่เราเห็นท่านไม่ชัดหรอกนะ  แม้เป็นภาพที่นึกเราสร้างจินตนาการขึ้นมา ก็ไม่ชัด  แต่ไม่เป็นไร ก็ให้ลืมตาดูท่านบ่อย ๆ จำบางส่วนของท่านได้ ก็ถือว่า ใจเราผูกพันธ์กับองค์ท่านแล้ว ทำบ่อยๆ ครั้งเดี๋ยวเราก็นึกได้ขึ้นมาเอง จะค่อยๆชัดขึ้นๆๆอย่างง่ายๆเลย แล้วเราก็จะเห็นท่านชัดใสแจ๋ว เราก็จะยึดศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้
โอ...นึกถึงท่านแล้ว ชื่นใจ.....  
(โอวาท ๖ สิงหาคม ๒๕๕๑)
 
ยังมีตัวอย่างบุคคลที่ทำได้ และได้ทำ ทำง่าย ๆ โดยการนึกถึงหลวงปู่ ฟังคลิปวิธีการตรึกนึกถึงหลวงปู่ ของคุณสิริวรรณี ภูประเสริฐ เข้าถึงธรรมด้วยการตรึกนึกถึงหลวงปู่ฯ  ตามที่หลวงพ่อสอน และได้ทำตามคำสอนเพียงแค่ ๕ นาทีก็เข้าถึงธรรม ฟังคลิปด้านล่างเพื่อให้ได้อรรถรสในการฟังคำสอนจากหลวงพ่อธัมมชโย
 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

รากฐานพลังแห่งทีม : การหล่อหลอมฉบับบ้านธรรมประสิทธิ์ "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

 

บันทึกธรรมะไว้อ่าน....๓

การปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์

เทศนาธรรมโดย พระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ณ Meditation Room๑๒ ( NSB ) ท่านได้เล่าเรื่องราวสมัยบ้านธรรมประสิทธิ์ให้ฟังพอสรุปได้คราว ๆว่า

คำอธิบายเพิ่ม : เพื่อให้ได้คงไว้ในการบรรยายธรรมะ จึงขอบันทึกคำเรียกมหาปูชนียาจารย์ไว้สั้น ๆตามธรรมเทศนา ว่า...

หลวงปู่ฯ หมายถึง พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ พระผู้ปราบมาร (สด จันทสโร)

คุณยายฯ หมายถึง คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

คุณครูไม่ใหญ่ หมายถึง หลวงพ่อธัมมชโย

หลวงพี่ หมายถึง พระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ (พระอาจารย์ที่ปรึกษาด้านการหล่อหลอมฯ)

หลวงพี่ได้นำปฏิบัติธรรม และได้เล่าปกิณกะธรรมพอสรุปได้ว่า....

ในสมัยที่คุณยายฯอยู่วัดปากน้ำ ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ หลวงพี่ท่านก็ได้ไปปฏิบัติธรรมกับคุณยายเป็นประจำ ท่านเล่าว่า ท่านไปปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ สมัยนั้นเปิดกว้างในการให้ทุกคนไปปฏิบัติธรรม เวลานั้นคุณยายฯยังไม่ได้จัดเวลาว่านั่งกันแบบไหน ใครไปถึงก่อนก็พากันนั่งสมาธิก่อน ใครมาที่หลังก็นั่งภายหลัง ทุกคนไปด้วยใจที่อยากจะนั่งและเพราะเคารพคุณยายฯ เคารพในวิชาความรู้ เคารพในความเป็นครู พื้นฐานในการตั้งไว้อยู่ในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่เริ่มต้น ความรู้ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯก็ได้ถ่ายทอดผ่านยายมาสู่ลูกศิษย์ลูกหา และต่อทอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน จึงเป็นหมู่คณะที่มีพื้นฐานคือการปฏิบติธรรม หากไม่อยู่ในพื้นฐานการปฏิบัติธรรม เราก็จะไม่รู้ว่าเป้าหมายการเดินทางคืออะไร ถ้าได้นั่งสมาธิก็จะรู้พื้นฐานในการปฏิบัติธรรม ก็จะได้คำตอบในชีวิตที่ผ่านมาคืออะไร ที่ทุ่มเทชีวิตในการฝึกฝนตนเองตลอดมา เพื่ออะไร เกิดขึ้น

การหล่อหลอมฉบับคุณยายฯ จากบ้านธรรมประสิทธิ์...สู่วัดพระธรรมกาย

ช่วงแรก ๑ ชั่วโมงเป็นช่วงการปฏิบัติธรรม ซึ่งหลวงพี่ได้นำนั่งสมาธิตามหลักวิชชาธรรมกาย...โดยกล่าวถึงวิธีการหยุดนิ่งที่ศูนย์กลายกาย...กล่าวพอสรุปคราวๆได้ดังนี้...

สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้ให้ไว้ และเป็นวาทะสำคัญที่ติดตัวพวกเราไปตลอด ไม่ใช่แค่ชาติปัจจุบัน แต่จะติดตัวไปตลอดชีวิต จนกระทั่งอนาคต ภพต่อไป นั้นก็คือคำว่า "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

คำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จนั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านหมายเอา ใจหยุดที่ศูนย์กลางกาย  

ที่ศูนย์กลางกายนั้น เป็นที่ตั้งของใจ และ ที่ตั้งของดวงธรรม ที่ใสบริสุทธิ์ ก่อนที่จะเข้าถึงธรรมนั้น ใจของเราต้องนำใจไปเข้าที่ศูนย์กลางกาย พร้อมกับจรดใจนิ่ง เพราะฉะนั้น คำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ เป็นคำที่ทรงคุณค่ายิ่ง สำหรับทุกคน ทุกขั้นทุกตอนในการปฏิบัติธรรม จะอยู่บนขั้นพื้นฐานของคำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ทั้งสิ้น 

ที่ศูนย์กลางกายนั้น มีดวงธรรมที่ใสบริสุทธิ์อยู่ แต่ว่าเป็นของละเอียด หากเรานำใจเข้าศูนย์กลางกายได้ หยุดนิ่งได้ ใจเราก็จะละเอียด จะดีขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะพบว่า ที่ศูนย์กลางกายนั้น มีดวงธรรม ใสบริสุทธิ์ คอยเราอยู่แล้ว เหลือแต่เราที่จะต้องนำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ให้ใจเราหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องใช้กำลังกด เพราะสิ่งเหล่านี้หากใช้กำลังกด ใช้กำลังบังคับก็จะทำให้ใจหยาบกระด้าง จะทำให้ใจร้อน ใจหยาบ ก็จะไม่เข้าถึงธรรม

สิ่งที่ต้องพึ่งกระทำให้กับตนเองตั้งแต่ปิบัติธรรมเริ่มต้น คือ การเตรียมใจของเราให้พร้อมที่จะหยุดนิ่ง ใจที่จะเข้าสู่ภายในนั้น ต้องปล่อยวางเรื่องข้างนอก เรื่องข้างนอกเป็นเรื่องของกิเลสและอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะดึงใจให้เราออกนอกศูนย์กลางกาย ทำให้เราเพลิดเพลิน และก็ฟุ้งไปในเรื่องต่างๆ และก็จะทำใจให้ดึงกลับมาที่ศูนย์กลางกายได้ยาก

หากต้องการทำให้สิ่งเหล่านี้ออกจากใจ ก็ต้องทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย โดยปล่อยสิ่งเหล่านี้ออกไปจากใจ ใจเราก็จะเบาสบาย ใจขุ่นมัวก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่ภายในได้

พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้แนะนำเอาไว้ว่า...เมื่อเราจะนั่งก็ปล่อยเรื่องต่างๆ คลายออกจากใจ และทำให้เป็นนิสัยเลยคือ เรื่องหลับตา โดยทำความรู้สึกว่า ปล่อยเรื่องต่าง ๆ ทิ้งออกไป ใจก็จะเบาสบาย ใจก็จะเริ่มใสขึ้น ๆ.....

ใจที่โปร่ง เบา สบาย คือ ใจที่กลับไปเข้าสู่ศูนย์กลางกายง่าย ๆ

ศูนย์กลางกาย คือ ใจที่หยุดนิ่งที่ห่างจากกลางตำแหน่งสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ

เมื่อใจใสสว่าง ใจก็จะหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย กลั่นใจให้สะอาดยิ่งขึ้น ยิ่งใจสะอาด ก็จะโปร่งเบา ใจก็จะยิ่งหยุดที่ศูนย์กลางกายมากขึ้น ใจไม่อยากไปที่อื่น หยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย และใจก็จะเริ่มรวมมากขึ้นๆที่ศูนย์กลางกาย หากเราฝึกบ่อยๆ ก็จะมีความรู้สึกว่า เราทำได้ และก็จะพบดวงธรรมที่ศูนย์กลางกาย นั้นคือ ดวงปฐมมรรค ซึ่งคือ ต้นทางที่จะเข้าสู่ภายใน ดังนั้น การที่เราจะทำได้ ก็คือ "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

สมัยที่คุณยายฯเริ่มเรียนธรรมะกับคุณยายทองสุข ที่บ้านคุณนายเลียบ คุณยายฯก็เริ่มฝึกจากพื้นฐานเบื้องต้นที่หลวงปู่ฯสอน ฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย คุณยายฯทำงานเยอะทั้งวัน แต่ก็บริหารเวลาเพื่อทำใจให้หยุดให้นิ่ง ท่านทำทุกอริยบท ขอให้มีเวลา ท่านก็จะฝึกใจทำสมาธินำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย 

เวลาว่างของคุณยายฯคือ ช่วงกลางคืนที่ทำงานเสร็จแล้ว จึงมีเวลานั่งสมาธิ ในประวัติของคุณยายฯกล่าวไว้ว่าท่านนั่งสมาธิตั้งแต่ ๓ ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน ถึงจะได้นอน การรักในการปฏิบัติธรรม ทำให้พอกพูนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เวลาท่านมีค่ามาก แสวงหาเวลาในการปฏิบัติธรรม ฝึกใจจนกระทั่งใจรวมที่ศูนย์กลางกาย...

เมื่อนั่งสมาธิเสร็จ : หลวงพี่ได้ให้โอวาทสมาชิก โดยเล่าว่า...คุณยายฯในสมัยที่อยู่บ้านคุณนายเลียบนั้น ท่านเป็นคนขยัน ไม่เคยอู้งาน มีงานอะไรท่านก็รีบทำๆ และทำได้ดีด้วย เมื่อได้เจอคุณยายทองสุข ก็ได้เริ่มปฏิบัติธรรม มีความผูกพันธ์ ดังนั้นความเป็นครูและศิษย์จึงได้เริ่มตั้งแต่วันนั้น พอคุณยายฯว่างจากงานก็นึกถึงศูนย์กลางกาย ท่านก็ต้องใช้เวลาเช่นกันในการปฏิบัติ ก็ได้ปฏิบัติธรรมตามที่หลวงปู่ฯสอนคุณยายทองสุข และคุณยายทองสุขก็ได้นำมาสอนท่าน ท่านปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใจรวม ถูกส่วน เข้าถึงธรรมภายใน 

โอวาทเรื่องการหล่อหลอม....

ช่วงที่สองเป็นการสรุปวิธีการฝึกสมาธิของคุณยายฯ....ว่า ท่านได้หล่อหลอมหมู่คณะอย่างไร

หลวงพี่ได้ถ่ายทอดเรื่องการหล่อหลอมในสมัยเริ่มต้นจากบ้านธรรมประสิทธิ์ว่าคุณยายฯท่านได้หล่อหลอมลูกศิษย์ทุกคนอย่างไร และได้กล่าวว่าการหล่อหลอมคืออะไร ทำไมต้องหล่อหลอม 

พอสรุปคราวๆได้ว่า....

ท่านให้ความหมาย การหล่อหลอมไว้ว่า เป็นการหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น ในหมู่คณะหนึ่งๆ มีคนมาร่วมกันเยอะ ซึ่งแต่ละคนก็มาจากทิศต่างๆ คนละทิศ คนละทาง ทำให้มีความนึกคิดแตกต่างกัน  เมื่อมีการหล่อหลอม ไม่ว่าในระดับใดก็ตาม มุ่งเน้นให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน

การทำงานในแต่ละหน่วยงาน ยังไม่มีพลังทีม ยังแยกกันเป็นหน่วยๆ แต่เมื่อนำทุกหน่วยมารวมกัน ก็ทำให้ในภาพรวมเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อแต่ละคนหล่อหลอมได้ดีแล้ว ความสามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความผูกพันธ์อย่างเหนี่ยวแน่น แน่นแฟ้น มีความผูกพันธ์ในการเป็นพี่เป็นน้องกันระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นการหล่อหลอมหากทำได้ในหน่วยงานต่างๆ ก็จะทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือ ความผูกพันธ์ที่มีความเป็นพี่เป็นน้องของทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นในที่พักเพราะเป็นหมู่คณะเดียวกัน ใครมาก่อนเป็นพี่ใครมาหลังก็เป็นน้อง ความเป็นพี่น้องคือสายใยที่จะเกื้อกูลกันได้

ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย สิ่งที่เป็นพื้นฐานในการฝึกตนคือที่พักอาศัย กิจวัตรกิจกรรมทั้งระบบนำมาซึ่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นพื้นฐานในการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมในการศึกษาวิชชาธรรมกาย จำเป็นต้องหลอมหล่อ ใจถึงจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ไปทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถหล่อเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนการอยู่ร่วมกัน กิน นอน นั่ง ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ผูกพันธ์กันเป็นพี่เป็นน้องกันในที่พักเดียวกัน เช่น การฝึกตนบำเพ็ญตบะของคณะพระภิกษุสงฆ์ การฝึกตนของอุบาสก การฝึกตนของอุบาสิกา การฝึกตนของพนักงานทำงานร่วมกันในสำนักนั้น ๆ

ใครมาก่อนเป็นพี่ ใครมาที่หลังเป็นน้อง ความเป็นพี่เป็นน้องมีสายใยที่เกื้อกูลกัน ในการสร้างบุญสร้างบารมี ไม่ว่าจะเจออะไรก็สามารถช่วยกันได้ด้วยความผูกพันธ์ที่มีสายใยของความเป็นพี่น้อง

กำแพงกั้นในการหล่อหลอมคือ ความต่างกันในการทำงานแต่ละหน่วยงาน 

ในหน่วยงานเดียวกันจะมีความเหมือนความสัมพันธ์กันดีกว่าต่างหน่วยงาน

หล่อหลอมให้เป็นหมู่คณะเดียวกัน และมีความนึกคิดในเป้าหมายเดียวกัน

การแบ่งแยกทำให้เกิดความต่าง เช่น การเกิดเป็นมนุษย์ก็มีใบหน้าที่ต่างกัน

ประเทศก็ถูกแบ่งเป็นเขตแดน ทำให้เกิดเป็นคนเชื้อชาติต่างเผ่าพันธ์กัน ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม

ทำให้เกิดความแตกแยกแตกต่าง ไม่มีความแน่นแฟ้น พูดกันไม่รู้เรื่องถูกแยกไปหมด จนกระทั่งถึง "จิตใจ"

ให้มีความนึกคิดแตกต่างกัน แยกไปถึงกาย ถึงแม้ว่า เราจะมาเป็นมนุษย์ แต่ว่าหน้าตาก็แตกต่างกันไป

ในระดับกายธรรมก็แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ความรู้สึกแตกต่างไม่มีเลย ไม่มีความแตกแยก

เพราะธรรมกายมีพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ 

หลวงปู่ฯ คุณครูไม่ใหญ่ คุณยายฯ บอกไว้ว่า การศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็ต้องเข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น

เมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจน  คิด พูด ทำ เรื่องด้วยกัน

หากไม่ปรับสิ่งเหล่านี้ ความแตกต่างของแต่ละคน ความมีใจเป็นหนึ่งเดียวกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำเมื่อเข้ามาเป็นหมู่คณะเดียวกัน คือ "การฝึก"

ให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้....

การฝึก ทุกคนต้องฝึก ไม่สามารถฝึกแทนกันได้

ต้องฝึกด้วยตนเองที่จะเข้าถึงธรรมกาย

แม้ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย

เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ก็จะรู้ว่าเป้าหมายเดียวกันคืออะไร

คิดเรื่องเดียวกันได้ พูดเรื่องเดียวกันได้ ทำเรื่องเดียวกันได้ หล่อหลอมด้วยกันได้

เมื่อเราหล่อหลอมกันด้วยจิตใจ และ ก็ถึงไปหล่อหลอมด้วยเรื่องธรรมกาย

หากไม่ปรับความแตกต่าง แตกแยกในเรื่องความคิด พูด การเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ดังนั้นเมื่อเข้าสู่หมู่คณะเดียวกัน ในสถานนั้นๆ 

สิ่งที่เป็นพื้นฐานควรให้กับสมาชิก คือ "การหล่อหลอม" และ "การปฏิบัติธรรม"

เมื่อโรคโควิดระบาดผ่อนคลาย ก็ควรกลับมาถิ่นที่พักเพื่อฝึกตนหล่อหลอมรวมกัน (ยกเว้นคนที่อยู่ต่างประเทศ)

แม้ว่าปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อให้เข้าร่วมการปฏิบัติผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

แต่ผลก็จะไม่เหมือนกันกับในการมาร่วมกันจริงๆ 

ดังนั้นผลที่จะเกิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ใครก็ตามที่ยังไม่ได้กลับมาร่วมกิจกรรม

ก็ขอให้กลับมา เพื่อปฏิบัติฝึกฝนตนเอง รวมใจเป็นหนึ่ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ทำให้เกิดความรักสามัคคีในหมู่คณะ ไม่เหมือนว่าโดยจับแยกห้องต่างคนต่างอยู่

Zoom มีประโยชน์ที่ทำให้คนไกลเหมือนอยู่ใกล้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิด คือ เหมือนคนใกล้อยู่ไกล หมายความว่า บางคนที่เคยอยู่ใกล้แต่อยากออกไปอยู่ซะไกล

เช่นว่า วันนี้วันหล่อหลอม มีการนั่งสมาธิรวมกันในห้องปฏิบัติธรรม ทุกคนรวมใจกันนั่ง แต่บางคนก็หนีหายไปนั่งสมาธิที่อื่น นั่งอยู่ไกลๆ จึงทำให้การรวมเป็นหนึ่งเดียวไม่เต็มที

หลวงพี่ท่านมีพื้นฐานในการเข้ามาปฏิบัติธรรมจากบ้านธรรมประสิทธิ์

ฝึกตนด้วยตัวเอง ความคิดว่า "บังคับ" ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีอยู่ในใจ

คุณยายฯไม่เคยบังคับลูกศิษย์ให้เข้ามาเรียนรู้ธรรมะ 

ท่านเปิดประตูบ้านกว้าง สำหรับคนที่ยินดี ที่จะมาเรียน

การหล่อหลอมในวันนี้ ทำให้หลวงพี่สุวิชชาโภ นึกถึงสิ่งที่คุณยายฯเคยทำให้ตอนอยู่บ้านธรรมะประสิทธิ์

พอมาถึงปัจจุบันเวลานึกถึงการสร้างวัด ใจก็นึกถึงบ้านธรรมประสิทธิ์

ที่คุณยายฯรวมคน พอคุณยายฯบอกว่าจะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ทุกคนก็จะยินดี 

พื้นฐานที่คุณยายฯเริ่มต้นสร้างหมู่คณะขึ้นมาได้ คือ การเริ่มต้นรวมคนด้วยการปฏิบัติธรรม

แต่การปฏิบัติหมายถึงการรวมคนที่มียินดีมานั่งสมาธิ

ที่รู้ เพราะว่า คุณยายฯ ภายในนั้นเป็นคนที่มีใจทำอะไรเด็ดขาดมาก 

หลวงพี่อยู่กับคุณยายฯช่วงเข้าไปปฏิบัติธรรมใหม่ ๆนั้น ท่านสัมผัสได้ว่า คุณยายฯท่านเป็นคนมีเมตตา

คุณยายฯสร้างคนที่บ้านธรรมประสิทธิ์ขึ้นมา 

ก็มาจากพื้นฐานที่สำคัญ คือ ท่านสร้างคนด้วยหัวใจของท่าน 

เพราะฉะนั้นท่านก็จะให้ความรู้ความเมตตา 

การเรียกคุณยายฯ คือ เริ่มต้นจากที่คุณครูไม่ใหญ่ท่านเป็นคนเรียก "คุณยายฯ" เป็นคนแรก

หลังจากนั้น คนที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ก็เรียกท่านว่า คุณยายฯ ตามที่คุณครูไม่ใหญ่เรียก

เป็นภาพที่คุณยายฯสร้างหมู่คณะขึ้นมาเป็นชุดแรก ด้วยความเมตตาของท่านพร้อมกับความรู้

สิ่งที่คุณยายหล่อหลอมขึ้นมานั้น ในฐานะเป็นครูสอนเรื่องการปฏิบัติธรรม และ อยู่ที่คำว่า  "ยาย" ด้วย

สองคำนี้คือคำพื้นฐานที่ท่านให้ไว้กับลูกศิษย์ทุกคน

คำว่า "ครู" คือ วิชาความรู้ที่ท่านมอบให้ เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง "ครูกับศิษย์"

ตั้งแต่คุณครูไม่ใหญ่ คุณครูไม่เล็ก เหล่าพระภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา

และสิ่งที่คู่มากับคำว่าครูก็คือ คำว่า "ยาย" เป็นสิ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดความเป็นยายของท่านให้กับหมู่คณะ  

ท่านมีเมตตาสอน พร้อมจะเป็นหลักให้ พร้อมอุ้มชูสนับสนุน ช่วยเหลือ ด้วยฐานะ "คุณยาย"

คำว่า "ยาย" คุณครูไม่ใหญ่ ท่านมีความรู้สึกและความเคารพคุณยายฯเป็นอาจารย์ 

และเหมือนท่านเป็นพ่อเป็นแม่ รวมอยู่ในคำว่า "คุณยายฯ"

นั้นคือรากฐานที่คุณยายฯได้ให้กับหมู่คณะชุดแรก

คำทั้งสองอย่างนี้(ครู,คุณยายฯ) ก็รองรับให้ทุกคนตั้งแต่ตอนบุกเบิกวัด และ

หลวงพ่อบวชเป็นพระในปี ๒๕๑๒ และสร้างวัด ในปี ๒๕๑๓ จนมาถึงปัจจุบัน

ความรู้สึกที่ผูกพันธ์กับคุณยายฯ ความเป็นครูของท่าน ก็ยังคงบิบูรณ์ทุกประการ

จากกลุ่มก้อนเล็กๆ ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น ผ่านกาลเวลามานานกว่า 50 ปี มาจนถึงปัจจุบัน

นี้คือพื้นฐานทั้งหมดที่คุณยายฯได้ปูพื้นให้ 

หลวงพี่อยากจะบอกว่า นี้คือ การมอบการหล่อหลอมเป็นแบบฉบับบ้านธรรมะประสิทธิ์ของคุณยายฯ

การส่งต่อ ได้ผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

ลูกศิษย์ทุกคนก็ยังสัมผัสถึงความเป็นยายในฐานะความเป็นครูและความเป็นคุณยายฯอาจารย์

แต่สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่รองรับการเป็นอยู่ของหมู่คณะ

สืบทอด ถ่ายทอด ต่อๆกันมาเป็นการหล่อหลอม มาจนถึงทุกวันนี้

ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ การเป็นกลุ่มก้อนก็จะไม่มี

ถ้าไม่หล่อหลอม ก็จะไม่เป็นกลุ่มก้อน เป็นหมู่คณะ

ดังนั้น "จำเป็นต้องมีการหล่อหลอม " 

ความเป็นหมู่คณะ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความรักความสามัคคี ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีการแยกแตกสลาย ได้ชื่อว่า เป็นลูกศิษย์ หลวงปู่ฯ คุณยายฯ อย่างแท้จริง

ก็สามารถเข้าใจเรื่องการศึกษาธรรมะก้าวหน้ามากขึ้นๆ เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต

ต้องประคับประคอง มีความเข้าใจ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนพี่น้อง จะต้องประสานให้ได้

เพราะคนเป็นพี่ ก็จะมีอายุมากขึ้นๆๆ  

คนเป็นน้องก็มาใหม่เรื่อยๆ มาจากคนละบ้าน คนละทิศ คนละทาง และก็มารวมตัวกัน อยู่ร่วมกัน

เพราะฉะนั้น จำต้องหล่อหลอม ผู้เป็นพี่ก็ต้องพร้อมที่จะให้

หลวงพี่ไม่อยากได้ยินคำว่า "ฉันแก่แล้ว" 

พี่ต้องมีหน้าที่ยืนมือช่วยน้อง ช่วยได้เท่าไรก็ต้องช่วย

เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะเดียวกัน

ส่วนน้องก็ต้องพยายามทำความเข้าใจว่า "กำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในหมู่คณะ"

ก็อาศัยการหล่อหลอมของคุณยายฯที่มีให้กับหมู่คณะตั้งแต่เริ่มต้น

ความเป็นครู ความเป็นยาย ที่ฝังไว้ในความรู้สึกของทุกคน

ภายในใจท่านเด็ดขาดมาก สู้รบกับกิเลสมาร แต่ข้างนอกท่านมีความเมตตามากกับลูกศิษย์

นี้คือการหล่อหลอมแบบฉบับคุณยายฯ  

ปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไรกันบ้าง

ความเป็นพี่เป็นน้องจะต้องดำรงอยู่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกัน พี่น้องต้องจับมือไปด้วยกัน

เรื่องวิชชา คือ เรื่องที่จำต้องฝึกฝน จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย

ให้โอกาสกับตัวเองและหมู่คณะที่จะมาสู่เรื่องการปฏิบัติธรรมและเข้าถึงธรรม

อะไร หรือ สิ่งใด ที่จะทำลายโอกาสในการเข้าถึงธรรม เราก็ต้องเคลียร์สิ่งเหล่านั้น

และสร้างโอกาสในการเข้าถึงธรรมให้เกิดขึ้นทันที 

ที่บ้านธรรมประสิทธิ์นั้นคือ เรื่องการปฏิบัติธรรม และการศึกษาวิชชาธรรมกาย

ซึ่งเป็นวิชชาของหลวงปู่ฯ ค้นคว้านำมาต่อสู้กับกิเลสมาร

เหมือนคุณยายฯที่ท่านมีความเมตตา มีความเป็นยาย และต่อทอดสืบๆๆมา 

สร้างทีม สร้างหมู่คณะ จนกลายเป็น "ครอบครัวธรรมกาย" แบบฉบับของคุณยายฯ

เราเป็นลูกหลานศิษย์ ก็ต้อง "ธรรมรงและรักษา" เอาไว้ให้ได้

นั้นคือโอกาสในการสร้างบารมี และทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์....

 

จบพระธรรมเทศนา โดยพระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ

อนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ 

ขอบขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ