เล่าสู่กันฟัง : "การฝึกตนอย่างมีความสุขทุกวัน"

บันทึกธรรมะไว้อ่าน... ๕ 

การฝึกตนอย่างมีความสุขทุกวัน  

พระธรรมเทศนา โดยพระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (พระประดิษฐ์ อรินชโย) พระผู้เคยอุปัฏฐากคุณยายอาจารย์ฯ ในช่วงเป็นอุบาสก...
 

 
บทความนี้เป็นบทบันทึกธรรมะไว้อ่านอีกบทหนึ่ง เพื่อเตือนตนเองไว้ว่า
"การสร้างบารมีอย่างมีความสุขทุกวัน ควรทำอย่างไร"
 
เมื่อวันเวลาล่วงไป สังขารย่อมร่วงโรย ความจำก็พร่องตามสังขาร จึงได้นำความประทับใจในคำอบรมแนะนำของพระอาจารย์ที่ให้ไว้กับสมาชิกในวันหล่อหลอมนำมาบันทึกไว้อ่านบนโลกบทความนี้ 
หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกที่สนใจ และรักในการฝึกฝนตนเอง พัฒนาตนเองให้มีความสุขทุกวัน
 
ฉะนั้น.... 
...การเรียกขานฉายาพระอาจารย์ ต่อไป จะขอเรียกท่านว่า 
หลวงพี่ หรือ พระอาจารย์ ซึ่งหมายถึง พระครูธีรญาณวิเทศ หรือ พระประดิษย์ อรินชโย...
ส่วน คำว่า "หลวงพ่อ" คือ หลวงพ่อธัมมชโย(คุณครูไม่ใหญ่)
ส่วนคำว่า "คุณยายฯ" คือ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
 

บันทึกธรรมะได้ว่า....

 
ช่วงเทศกาลกฐิน ท่านได้นำหมู่คณะ ไปทอดกฐินที่บาหลี รวมทั้งได้นิมนต์พระอาจารย์ไปร่วมงานหลายรูป
ท่านได้เล่าบรรยากาศการทอดกฐินให้ฟังอย่างสนุกสนาน 
 
ที่บาหลี...การเผยแผ่ธรรมะ ท่านบอกว่า ทีมงามน้องๆ ทั้งพระอาจารย์ อุบาสก อุบาสิกาได้ตั้งใจ และร่วมมือกันทำงานได้บรรลุเป้าหมาย ทำให้พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายได้เติบโต และเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาแก่ประชาชนชาวท้องถิ่น 

พอสรุปความคร่าวๆ จากหลวงพี่เล่าว่า...ด้วยบารมีของคุณครูไม่ใหญ่ จึงทำให้งานพระศาสนาสำเร็จทุกครั้ง ท่านให้บุญลูก ๆ ทำให้ลูกๆ ได้ฝึกตน และพัฒนาศักยภาพได้มีประสิทธิภาพนั้น เพราะบุญที่คุณครูไม่ใหญ่ท่านได้คุ้มครองทุกคนให้ทำงานพระพุทธศาสนาด้วยกันเป็นทีมอย่างมีความสุข เรียกว่า งานสำเร็จได้ด้วย "พลังบุญบารมีของครูบาอาจารย์"

พระอาจารย์ที่ท่านนิมนต์ไปร่วมงานครั้งนี้ คือ พระวิเทศธรรมาภรณ์(บัณฑิต วรปฺญโญ) และพระครูธรรมธรณ์อารักษ์ ญาณารักโข ซึ่งทั้งสองรูป เห็นการจัดงานแล้ว ก็กล่าวชื่นชมสมาชิกทีมงานทุกคน จัดงานได้ดีมาก

หลวงพี่เล่าให้ฟังว่า....เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ท่านเทศน์ไม่ค่อยเก่ง เพราะสมัยก่อนไม่ได้เน้นเผยแผ่ ไม่ได้เดินทางไปไหน และท่านก็อยู่วัดพระธรรมกายเป็นส่วนใหญ่ สถานที่ไปไกลที่สุด คือ ธุดงคสถานล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นช่วงแรกที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ท่านไม่ถนัดเลย ไม่อยากไป คิดว่า ต่างประเทศนั้น ไกลมากๆในความรู้สึกขณะนั้น

พรรษาแรกในการเทศน์

 สมัยที่บวชพรรษาแรก ๆ หลวงพ่อให้ไปอยู่สวนบัว จังหวัดเชียงใหม่ สมัยนั้นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์ ยังไม่มีให้สะดวกใช้งาน สถานที่ปฏิบัติธรรมของสาธุชนตอนนั้น ก็คือ "สวนบัว" มีพี่รุ่นเก่าๆ ไปเป็นพี่เลี้ยง ช่วงบวชใหม่นั้นเทศน์ไม่เป็น แต่หลวงพี่ท่านก็ฝึกฝนตนเองทุกรูปแบบ แม้ว่าไม่ถนัด...จนกระทั่งสามารถเทศน์สอนญาติโยมได้

ท่านคิดว่า...เรื่องเทศน์ ก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก ถ้าเราคิดว่า คนที่ฟังเป็นคนพุทธด้วยกัน คนครอบครัวเดียวกัน แต่หากคิดว่าเป็นพวกวิชาการ ครูบาอาจารย์ พวกดอกเตอร์ ก็จะทำให้เราจะคุยกับเขายาก แต่หากเป็นผู้นำบุญลูกหลวงพ่อ ก็คิดว่าคุยได้ และไม่ได้คิดว่าเป็นการเทศน์ ก็แค่เล่าสู่กันฟัง

จุดเริ่มต้นในการเทศน์ คือ "การอบรมพิทักษ์ป่า"

หลวงพี่เล่าว่า .... ในสมัยเป็นอุบาสกนั้น คือ จุดเริ่มต้นในการพูดทำได้มากขึ้น หรืออาจจะเรียกได้ว่า "ถูกทำให้เทศน์" ก็คือ การอบรมพิทักษ์ป่า ซึ่งมีหลายคณะ และมีการอบรมคล้ายกัน เพียงแต่เป็นการอบรมคนละหลักสูตร 

ในสมัย 30 ปีที่แล้ว ซึ่งหลวงพี่ท่านยังไม่ได้บวช กรมป่าไม้ได้ส่งพิทักษ์ป่ามาอบรมที่วัด ส่วนใหญ่จะอบรมช่วง มาฆบูชา วิสาขบูชา กฐิน เพื่อจะได้มาช่วยเตรียมงานบุญ เก็บงานบุญด้วย โดยมีโปรแกรมอบรมของเขาเองเป็นระยะเวลาเดือนหนึ่ง และก็เดินทางมาอบรมที่วัดเป็นระยะเวลาอีกเดือนหนึ่ง

ช่วงเวลาสวดมนต์และนั่งสมาธิ... หลวงพี่ ท่านจะนำเทปที่มีเสียงหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่(ช่วงนั้นเทปเสียงหลวงพ่อ หาไม่ได้ง่ายๆ) เปิดให้พิทักษ์ป่าได้ฟังเพื่อสวดมนต์ และทำสมาธิตามเสียงหลวงพ่อ เพื่อฝึกให้ทุกคนออกเสียงสวดมนต์ได้ในระดับเดียวกัน

ความอดทนทำให้สร้างบารมีอย่างเป็นสุข

ไม่ว่าทำงานอะไร บางครั้งก็ต้องอดทน…ทุกคนมีกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับบุญที่พัก เหนื่อยขนาดไหน ก็ต้องไปรับบุญ เราอยากพัก (พูดเรื่องจริง) บางวันก็ทำได้ สบายๆ บางวันก็ไม่อยากทำ ยิ่งเราเป็นหัวหน้า ไม่ทำไม่ได้ เราต้องไปทำ หากเราไม่เป็นหัวหน้าก็สบาย ขอลาหน่อย

เพราะฉะนั้นการมาอยู่วัดมาสร้างบารมี ให้ฝึกทำแต่ความดี ก็ทำให้เราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีการพัฒนา แม้บางอย่างเราไม่คุ้น แต่เราถูกกฎระเบียบบังคับ  ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน พอทำหลายๆชาติเข้า ก็เป็นเรื่องปกติ สิ่งไหนที่เราทำแล้วไม่ปกติ แสดงว่า เรายังไม่คุ้น เช่น ไม่คุ้นที่จะอยู่วัด มาอยู่วัดแล้วไม่คุ้นกับงานที่กำลังทำในด้านนั้นๆ 

พี่ๆที่อายุมาก บางทีเหมือนว่า ฟังแล้วเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอายุมากขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือไอทีก็อาจจะทำไม่คล่อง ซึ่งอาจจะไม่ทันใจน้องๆ ดังนั้นก็ต้องเห็นใจพี่ๆ

ถามว่าฝึกได้ไหม...ฝึกได้...แต่มันเสียเวลา..และก็ไม่ชอบ..

ดังนั้น น้องๆคนใหม่ๆ ที่มาทีหลัง ก็นับว่าเป็นรุ่นหลาน หรือ รุ่นเหลนแล้ว ก็เห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ที่มีต่างวัยกันเยอะ

ต่างคน ต่างมา พอมาเจอกัน ก็หลากหลายวัย แต่มีมโนปณิธานเหมือนกัน เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ คุณยายฯ เหมือนกัน เพียงแต่วัยแตกต่างกัน มีความรู้ที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมีอย่างเดียว ก็คือ การสะสมบุญดีที่สุด แม้ว่ายังไปไม่ถึงดีที่สุด ก็ต้องค่อยๆทำกันไป

 การอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขของหมู่คณะ

โดยหลักการของการอยู่ร่วมกัน ที่พักอาศัยเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นตัวรวมให้ได้มีกำลังใจ ขับเคลื่อนบุญที่เราต้องรับผิดชอบ ให้เดินหน้าไปได้ 

หากเหนื่อยในการทำงาน ก็กลับไปพักในที่พัก ที่พักก็คือที่พัก ไม่ใช่ว่า เหมือนเราไปพัก หรือเช็คอินที่รีสอร์ท หรือ ที่เขาใหญ่ ที่จะต้องทำตามใจตนเอง มันก็ทำไม่ได้ ที่จริงรีสอร์ทก็มีกฎเกณฑ์ เช่น เราต้องเช็คอินก่อน แล้วก็เลือกห้อง เวลาทานอาหาร เริ่ม 7 โมงเช้า อย่ามาสายเดียวไม่ได้ทานข้าว หมดเวลาอาหารเขาก็เก็บ แต่เราไม่รู้สึกว่า ถูกบังคับ เราก็เลยรู้สึกเฉย ๆ แต่จริง ๆแล้วก็มีกฎเกณฑ์ของรีสอร์ท

ที่ไหนๆก็มีกฎเกณฑ์เช่นกัน แต่หากใจเรารู้สึกว่า เราต้องปฏิบัติตาม ใจเราไม่ได้คิดอะไร ทำได้ตามกฎที่วางไว้ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่หากว่าใจเราอัดอึด แต่ก็อยากอยู่สร้างบารมี ก็ต้องรู้ว่า อดีตชาติที่ผ่านมา "อยู่เขตในน้อยไปหน่อยจึงไม่คุ้น" เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับใจ และปรับความรู้สึกใหม่ และเราก็จะอยู่วัดอย่างมีความสุข และหากอยู่ร่วมกันหลายเจนเนอเรชั่น ความแตกต่างในด้านต่างๆ มีเยอะ

สิ่งที่ได้มาเมื่ออยู่สร้างบุญกับหมู่คณะ  คือ อายุตัวเอง  ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  

เช่น มาอยู่วัด ก็เป็นอายุวัด ทุกคนก็ต้องปรับเข้าหากัน

บางคนแม้อายุมาก แต่อายุวัดน้อย แต่ทุกคนมีความรักและปรารถนาดี

เป็นเพราะอะไรรึ...

 หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่เคยบอกว่า....เป็นเพราะอายุบารมีในรายละเอียดไม่เท่ากัน


หลวงพ่อธัมมชโยสอนว่า....

อยู่กับหลวงพ่อต้อง "อดทน"

การคัดคน และความอดทนในการสร้างบารมี

วัดพระธรรมกายในยุคอดีตคนไม่เยอะ วัดก็คัดคนไปเรื่อยๆ หากไม่พร้อม ก็ยังไม่ได้เข้ามาอยู่วัด คนที่อยู่วัดได้คือ คนที่มีความอดทนต่อคำสอนของคุณยาย และ หลวงพ่อ 

สมัยก่อน ครัวยามาอยู่ในบริเวณวัด เป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องไปทานอาหารเช้า คุณยายจะชอบไปเดินตรวจตรา และถามไถ่ลูกศิษย์หลาย ๆคน ทานข้าวหรือยัง  ให้ทานข้าวให้อิ่ม และนำกำลังกายไปสร้างบุญต่อไป 

หลวงพี่เล่าให้ฟังว่า ใครที่ไม่ฟังคำสอนครูบาอาจารย์ก็ตาม ก็จะโดนไล่ออกนอกวัด เขาก็จะเก็บเสื้อผ้า แต่พอออกนอกวัด ก็เลาะๆกำแพงวัด เข้ามาอีกครั้ง เพราะว่ารักและเคารพครูบาอาจารย์ที่ท่านอดทนต่อเราเพื่อสอนให้เราได้มีการสร้างบุญอย่างเป็นสุข และอยากฝึกตนตามคำสอนหลวงพ่อและคุณยายฯ แม้ว่าจะดื้อ ๆ กับท่าน เมื่อคุณยายเห็นลูกศิษย์คนนั้นอีกครั้ง ท่านก็แค่ถามว่า " อ้าวยังไม่ไปอีกหรือ"  เขาก็จะตอบว่า...."ไม่ครับ จะสร้างบารมีอยู่กับคุณยาย กับหลวงพ่อ " คุณยายฯท่านก็ยิ้ม อารมณ์ดี เมื่อเห็นลูกศิษย์สามารถอดทนต่อคำสอนของท่านได้..... 

หลวงพ่อก็ต้องอดทนพูดสอนต่อลูกๆ เพราะว่า "ลูกหลวงพ่อ มีจำนวนเยอะมาก"

มาจากหลายครอบครัว ที่มีความแตกต่างในทุกๆเรื่องต่างกัน กว่าจะหล่อหลอมให้ใจเป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ง่าย

ฉะนั้น หากต้องการให้หลวงพ่อสบายใจ ก็ทำตัวเราให้มีปัญหาน้อยที่สุด

 1. ปัญหาตนเองก็ขอให้มีน้อยที่สุด อยู่วัดอย่างมีความสุข

2. บางคนอยู่วัดมีความสุข นำปัญหาไปให้คนอื่นเขา ยังทำให้ชาวบ้านปวดหัวมาก 

ในขณะสร้างบารมี เราก็อย่าให้เกิดมีปัญหาต่างๆ มากมาย  เราก็ค่อย ๆสะสมบุญไป งานภาพรวมก็จะออกมาดี มีความสุข หลวงพ่อท่านก็จะเห็นว่า ลูกๆ ได้สร้างบารมีเต็มที่ 

บนเส้นทางในการสร้างบารมีตามหลักวิชชานั้นต้องอยู่บนความจริง มีปัญหาก็แก้ไข และสามารถแก้ปัญหาให้คนข้างเคียงได้ด้วย แสดงว่าเรามีบุญมากพอที่จะช่วยคนอื่นได้ 

ดังนั้นอาศรมแต่ละอาศรมจึงเป็นสถานที่สนับสนุนให้อยู่วัดอย่างมีความสุข อย่าอยู่วัดแบบทุกข์ทรมาน แต่ก็ไม่ได้อยู่แบบสบาย เพราะฉะนั้น ดูว่าสวดมนต์เป็นอย่างไร เราคุ้นหรือไม่ ก็ปรับใจกันให้ดีๆ แสดงว่าอดีตชาติเราไม่คุ้น ชาตินี้เราต้องทำให้มันคุ้น แล้วเราก็จะอยู่อย่างมีความสุข นึกถึงครอบครัวที่มีพี่ๆน้องๆเยอะ ก็ยังอยู่ด้วยกันยาก ดังนั้นเราก็ต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด มันก็ไม่ง่าย ฉะนั้นก็ต้องทนๆกันไป

อยู่กับหลวงพ่อต้องทน คำชมไม่มี

การสร้างบารมี ต้องมีต้นแบบให้ยึดหลักในการฝึกตน เมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ ก็เอาหลวงพ่อ คุณยายฯ เป็นต้นแบบในการฝึกตน  ภาระหลวงพ่อท่านเยอะมาก ภาระของเรานิดเดียว

ให้มองหลวงพ่อ ท่านเป็นหลักชัย ท่านดูแลลูกๆเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย อยู่วัดได้ตลอด เข้าถึงธรรมะด้วย เพื่อทำชาตินี้ให้กลับดุสิตอย่างสว่างไสว 

จงรักษาตัวเอง จงรักษากฎระเบียบของหมู่คณะ และถ้าเรามีบุญมากพอก็ช่วยแก้ปัญหาให้หมู่คณะ ให้เขาอยู่ในวัดให้ได้ ทำให้เขาได้บุญเยอะขึ้น หากทำอย่างนี้ได้ ก็จะสร้างบารมีอย่างสนุก และก็จะอยู่วัดอย่างมีความสุข และเราก็จะเห็นว่ามาอยู่วัดแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เราต้องฝึกตนยากเลยนะ อยู่ได้อย่างง่ายๆ 

ในคนที่มารุ่นแรกๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ลำบากกว่านี้เยอะ นอนกางเต้นท์ นอนลำบากมาก และนั่งรถสองแถวออกปฏิบัติหน้าที่ และส่งไปลงตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพ เพื่อทำหน้าที่กัลยาณมิตรแก่สาธุชนที่เคยมาวัด ชุดปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นกระโปรงสีน้ำเงินบานๆ เสื้อสีขาว คนสมัยนั้นก็มีความสุขในการทำหน้าที่ แม้จะลำบาก ก็ทำหน้าที่บอกบุญสาธุชน กว่าจะกลับมาวัดด้วยรถสองแถวก็ต้องใช้เวลา 

รุ่นเก่าๆไม่เดือดร้อนอะไร อยู่ลำบากเขาก็มีความสุข การเป็นอยู่มีความลำบากกว่าปัจจุบันเยอะมาก ไม่สบายกาย แต่ใจสบาย

แต่กลับกัน ยุคนี้สบายหลายเรื่อง แต่บางทีก็ไม่พอที่จะทำให้ใจสบายได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องปรับเข้าหากันให้พอดี ปรับอย่างไร ปรับว่า ที่เป็นอยู่นี้มันดีมากแล้ว จงสร้างบารมีต่อไป

รุ่นเก่าๆ ก็ประมาทไม่ได้ ต้องประคองกัน ต้องสู้กันต่อไป ทั้งกรรมในอดีตของเราด้วย และสิ่งที่จะต้องสร้างบารมีกับหลวงพ่อ ต่อไป

เพราะฉะนั้น เราจะสร้างบุญอยู่ตรงไหนก็ได้ ใครจะมาเห็นเรา ไม่เห็นเราก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ต้องกังวลอะไร เราทำบุญอะไร ใครไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องน้อยใจ หลวงพ่อ คุณยายฯท่านรู้อยู่แล้ว แต่ท่านไม่มีโอกาสมาบอกเรา

หลวงพ่อ ท่านรู้เรื่องราวของแต่ละบุคคลด้วยอำนาจสมาธิ เหมือนที่คุณยายเคยบอกเราว่า...

“ใครทำบุญกับยาย ธรรมกายของยายก็รู้หมดแหละ... แม้ยายตาย ธรรมกายยายก็รู้หมด ใครมาทำบุญกับยายก็ยังไม่สาย “

ดังนั้น...ขอให้ทุกคนดีใจ และมั่นใจว่า เมื่อเราฝึกตัวได้แล้ว ก็สามารถทำใจให้มีความสุข เป็นจุดที่หลวงพ่อของเราท่านปรารถนาให้ทุกคนทั่วโลกมีความสุข

การหล่อหลอม และทำUG5 เมื่อทำตามที่อาศรมกำหนดไว้  ก็ขอให้ทำตามแบบอย่างคุณยายฯ เดี๋ยวก็มีความสุข

พอเราอยู่แบบนี้นานๆเข้า คุณภาพงานแบบไหนก็ตาม อาจจะไม่เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์  เราก็ได้บุญตามนั้น

พอกลับอาศรม สวดมนต์ทำวัตร ทำความสะอาดที่พัก เราก็ได้บุญเยอะขึ้น บุญก็หลั่งไหลมา

มีกี่โปรเจคงาน เราก็ทำได้ตามที่มีโปรเจค เราทำอีก บุญก็อัดเข้ามา ๆ 

พอทำบุญไปตามที่หลวงพ่อให้มา พอเจอคนเยอะๆ เจอปัญหาเฉพาะหน้า เจอการกระทบกระทั่งกันมั้ง เราก็ต้องมาคิด และปรับจูนใจกันให้ดี คุณภาพใจก็อัพเกรดขึ้นมา

เมื่อใจเราสูงขึ้นๆ แม้อาจจะไม่สูงขึ้นมาก แต่เราตัดเรื่องได้เร็ว ความกังวลใจก็ลดลงไปได้เร็ว พอลดได้เร็ว ใจเราก็นิ่งได้เร็ว เมื่อเราสะสมใจนิ่งได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะสะสมใจนิ่งได้เร็วมากขึ้น เมื่อบุญเราเต็มเปี่ยม บุญในการเข้าถึงธรรม รองรับวิชชาจากครูบาอาจารย์ได้ง่าย เราทำได้แค่ไหนก็เป็นคุณภาพบุญของเรา เราสะสมบุญไป  พอทำหลายๆ งานเข้า ซึ่งหมายถึงในทุกๆส่วนงานในวัด บุญก็จะอัดเข้ามาๆ เราก็แก้ปัญหาได้

พอเจอคนที่ฝึกตนไม่สมบูรณ์ เราก็ยังฝึกตนเองไม่สมบูรณ์ เกิดการกระทบกระทั่งกันบ้าง หากเราพอแก้ได้คุณธรรมเราก็สูง คุณภาพของงาน ก็เพิ่มขึ้น พอทำมากๆเข้า คุณวิเศษก็มาตาม สามารถรองรับวิชชาจากครูบาอาจารย์ได้ เราก็สะสมบุญไป คุณภาพของงานที่ทำก็คือคุณภาพของบุญ แม้เกิดการกระทบกระทั่ง เราก็แก้ไขได้ หรือ ปล่อยวางได้ บุญก็ก่อเกิด คุณวิเศษเกิดขึ้น ก็จะได้ไปรู้ไปเห็นและเรียนรู้วิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อ กับคุณยายฯ ให้เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆไว้

สิ่งที่สูงสุดในภพนี้ คือวิชชาธรรมกาย ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว

เมื่อเราเข้าถึงธรรมกาย…. เราก็จะไปรู้ไปเห็นความจริงของชีวิต

เด็กบางคน ปฏิบัติธรรมได้ดี มีบุญเยอะ เชี่ยวชาญการทำสมาธิ ไปรู้ไปเห็น

มีจักรวาลเยอะแยะ แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล  

จักรวาลตรงกลาง เรียกว่า "มงคลจักรวาล"

ในมงคลจักรวาล ก็จะมีทวีป 4 ทวีป

ชมพูทวีป คือ โลกมนุษย์ ที่ใช้สร้างบุญ มีลักษณะสีฟ้า โลกมนุษย์สว่างที่สุด

ส่วนทวีปอื่น มนุษย์มีลักษณะแตกต่างกันไป เป็นทวีปที่มนุษย์ใช้เสวยบุญ 

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า คุณภาพสมาธิก่อเกิดจากการสะสมบุญในการฝึกตนของพวกเรา

ดังคำสอนหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่สอนไว้ว่า

ทุกๆบุญเราต้องสร้างให้เต็มที่

เนื่องจากเราใช้บุญเก่าทุกวันก็มีวันหมด

จึงต้องสั่งสมบุญใหม่ให้เกิดขึ้นทุกวัน

เพราะบุญเป็นพลังงานพิเศษ

ที่จะทำให้เรามีความสุข และความสำเร็จในชีวิต

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗



ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น