รากฐานพลังแห่งทีม : การหล่อหลอมฉบับบ้านธรรมประสิทธิ์ "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

 

บันทึกธรรมะไว้อ่าน....๓

การปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์

เทศนาธรรมโดย พระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ณ Meditation Room๑๒ ( NSB ) ท่านได้เล่าเรื่องราวสมัยบ้านธรรมประสิทธิ์ให้ฟังพอสรุปได้คราว ๆว่า

คำอธิบายเพิ่ม : เพื่อให้ได้คงไว้ในการบรรยายธรรมะ จึงขอบันทึกคำเรียกมหาปูชนียาจารย์ไว้สั้น ๆตามธรรมเทศนา ว่า...

หลวงปู่ฯ หมายถึง พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ พระผู้ปราบมาร (สด จันทสโร)

คุณยายฯ หมายถึง คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

คุณครูไม่ใหญ่ หมายถึง หลวงพ่อธัมมชโย

หลวงพี่ หมายถึง พระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ (พระอาจารย์ที่ปรึกษาด้านการหล่อหลอมฯ)

หลวงพี่ได้นำปฏิบัติธรรม และได้เล่าปกิณกะธรรมพอสรุปได้ว่า....

ในสมัยที่คุณยายฯอยู่วัดปากน้ำ ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ หลวงพี่ท่านก็ได้ไปปฏิบัติธรรมกับคุณยายเป็นประจำ ท่านเล่าว่า ท่านไปปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ สมัยนั้นเปิดกว้างในการให้ทุกคนไปปฏิบัติธรรม เวลานั้นคุณยายฯยังไม่ได้จัดเวลาว่านั่งกันแบบไหน ใครไปถึงก่อนก็พากันนั่งสมาธิก่อน ใครมาที่หลังก็นั่งภายหลัง ทุกคนไปด้วยใจที่อยากจะนั่งและเพราะเคารพคุณยายฯ เคารพในวิชาความรู้ เคารพในความเป็นครู พื้นฐานในการตั้งไว้อยู่ในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่เริ่มต้น ความรู้ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯก็ได้ถ่ายทอดผ่านยายมาสู่ลูกศิษย์ลูกหา และต่อทอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน จึงเป็นหมู่คณะที่มีพื้นฐานคือการปฏิบติธรรม หากไม่อยู่ในพื้นฐานการปฏิบัติธรรม เราก็จะไม่รู้ว่าเป้าหมายการเดินทางคืออะไร ถ้าได้นั่งสมาธิก็จะรู้พื้นฐานในการปฏิบัติธรรม ก็จะได้คำตอบในชีวิตที่ผ่านมาคืออะไร ที่ทุ่มเทชีวิตในการฝึกฝนตนเองตลอดมา เพื่ออะไร เกิดขึ้น

การหล่อหลอมฉบับคุณยายฯ จากบ้านธรรมประสิทธิ์...สู่วัดพระธรรมกาย

ช่วงแรก ๑ ชั่วโมงเป็นช่วงการปฏิบัติธรรม ซึ่งหลวงพี่ได้นำนั่งสมาธิตามหลักวิชชาธรรมกาย...โดยกล่าวถึงวิธีการหยุดนิ่งที่ศูนย์กลายกาย...กล่าวพอสรุปคราวๆได้ดังนี้...

สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้ให้ไว้ และเป็นวาทะสำคัญที่ติดตัวพวกเราไปตลอด ไม่ใช่แค่ชาติปัจจุบัน แต่จะติดตัวไปตลอดชีวิต จนกระทั่งอนาคต ภพต่อไป นั้นก็คือคำว่า "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

คำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จนั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านหมายเอา ใจหยุดที่ศูนย์กลางกาย  

ที่ศูนย์กลางกายนั้น เป็นที่ตั้งของใจ และ ที่ตั้งของดวงธรรม ที่ใสบริสุทธิ์ ก่อนที่จะเข้าถึงธรรมนั้น ใจของเราต้องนำใจไปเข้าที่ศูนย์กลางกาย พร้อมกับจรดใจนิ่ง เพราะฉะนั้น คำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ เป็นคำที่ทรงคุณค่ายิ่ง สำหรับทุกคน ทุกขั้นทุกตอนในการปฏิบัติธรรม จะอยู่บนขั้นพื้นฐานของคำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ทั้งสิ้น 

ที่ศูนย์กลางกายนั้น มีดวงธรรมที่ใสบริสุทธิ์อยู่ แต่ว่าเป็นของละเอียด หากเรานำใจเข้าศูนย์กลางกายได้ หยุดนิ่งได้ ใจเราก็จะละเอียด จะดีขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะพบว่า ที่ศูนย์กลางกายนั้น มีดวงธรรม ใสบริสุทธิ์ คอยเราอยู่แล้ว เหลือแต่เราที่จะต้องนำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ให้ใจเราหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องใช้กำลังกด เพราะสิ่งเหล่านี้หากใช้กำลังกด ใช้กำลังบังคับก็จะทำให้ใจหยาบกระด้าง จะทำให้ใจร้อน ใจหยาบ ก็จะไม่เข้าถึงธรรม

สิ่งที่ต้องพึ่งกระทำให้กับตนเองตั้งแต่ปิบัติธรรมเริ่มต้น คือ การเตรียมใจของเราให้พร้อมที่จะหยุดนิ่ง ใจที่จะเข้าสู่ภายในนั้น ต้องปล่อยวางเรื่องข้างนอก เรื่องข้างนอกเป็นเรื่องของกิเลสและอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะดึงใจให้เราออกนอกศูนย์กลางกาย ทำให้เราเพลิดเพลิน และก็ฟุ้งไปในเรื่องต่างๆ และก็จะทำใจให้ดึงกลับมาที่ศูนย์กลางกายได้ยาก

หากต้องการทำให้สิ่งเหล่านี้ออกจากใจ ก็ต้องทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย โดยปล่อยสิ่งเหล่านี้ออกไปจากใจ ใจเราก็จะเบาสบาย ใจขุ่นมัวก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่ภายในได้

พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้แนะนำเอาไว้ว่า...เมื่อเราจะนั่งก็ปล่อยเรื่องต่างๆ คลายออกจากใจ และทำให้เป็นนิสัยเลยคือ เรื่องหลับตา โดยทำความรู้สึกว่า ปล่อยเรื่องต่าง ๆ ทิ้งออกไป ใจก็จะเบาสบาย ใจก็จะเริ่มใสขึ้น ๆ.....

ใจที่โปร่ง เบา สบาย คือ ใจที่กลับไปเข้าสู่ศูนย์กลางกายง่าย ๆ

ศูนย์กลางกาย คือ ใจที่หยุดนิ่งที่ห่างจากกลางตำแหน่งสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ

เมื่อใจใสสว่าง ใจก็จะหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย กลั่นใจให้สะอาดยิ่งขึ้น ยิ่งใจสะอาด ก็จะโปร่งเบา ใจก็จะยิ่งหยุดที่ศูนย์กลางกายมากขึ้น ใจไม่อยากไปที่อื่น หยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย และใจก็จะเริ่มรวมมากขึ้นๆที่ศูนย์กลางกาย หากเราฝึกบ่อยๆ ก็จะมีความรู้สึกว่า เราทำได้ และก็จะพบดวงธรรมที่ศูนย์กลางกาย นั้นคือ ดวงปฐมมรรค ซึ่งคือ ต้นทางที่จะเข้าสู่ภายใน ดังนั้น การที่เราจะทำได้ ก็คือ "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

สมัยที่คุณยายฯเริ่มเรียนธรรมะกับคุณยายทองสุข ที่บ้านคุณนายเลียบ คุณยายฯก็เริ่มฝึกจากพื้นฐานเบื้องต้นที่หลวงปู่ฯสอน ฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย คุณยายฯทำงานเยอะทั้งวัน แต่ก็บริหารเวลาเพื่อทำใจให้หยุดให้นิ่ง ท่านทำทุกอริยบท ขอให้มีเวลา ท่านก็จะฝึกใจทำสมาธินำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย 

เวลาว่างของคุณยายฯคือ ช่วงกลางคืนที่ทำงานเสร็จแล้ว จึงมีเวลานั่งสมาธิ ในประวัติของคุณยายฯกล่าวไว้ว่าท่านนั่งสมาธิตั้งแต่ ๓ ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน ถึงจะได้นอน การรักในการปฏิบัติธรรม ทำให้พอกพูนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เวลาท่านมีค่ามาก แสวงหาเวลาในการปฏิบัติธรรม ฝึกใจจนกระทั่งใจรวมที่ศูนย์กลางกาย...

เมื่อนั่งสมาธิเสร็จ : หลวงพี่ได้ให้โอวาทสมาชิก โดยเล่าว่า...คุณยายฯในสมัยที่อยู่บ้านคุณนายเลียบนั้น ท่านเป็นคนขยัน ไม่เคยอู้งาน มีงานอะไรท่านก็รีบทำๆ และทำได้ดีด้วย เมื่อได้เจอคุณยายทองสุข ก็ได้เริ่มปฏิบัติธรรม มีความผูกพันธ์ ดังนั้นความเป็นครูและศิษย์จึงได้เริ่มตั้งแต่วันนั้น พอคุณยายฯว่างจากงานก็นึกถึงศูนย์กลางกาย ท่านก็ต้องใช้เวลาเช่นกันในการปฏิบัติ ก็ได้ปฏิบัติธรรมตามที่หลวงปู่ฯสอนคุณยายทองสุข และคุณยายทองสุขก็ได้นำมาสอนท่าน ท่านปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใจรวม ถูกส่วน เข้าถึงธรรมภายใน 

โอวาทเรื่องการหล่อหลอม....

ช่วงที่สองเป็นการสรุปวิธีการฝึกสมาธิของคุณยายฯ....ว่า ท่านได้หล่อหลอมหมู่คณะอย่างไร

หลวงพี่ได้ถ่ายทอดเรื่องการหล่อหลอมในสมัยเริ่มต้นจากบ้านธรรมประสิทธิ์ว่าคุณยายฯท่านได้หล่อหลอมลูกศิษย์ทุกคนอย่างไร และได้กล่าวว่าการหล่อหลอมคืออะไร ทำไมต้องหล่อหลอม 

พอสรุปคราวๆได้ว่า....

ท่านให้ความหมาย การหล่อหลอมไว้ว่า เป็นการหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น ในหมู่คณะหนึ่งๆ มีคนมาร่วมกันเยอะ ซึ่งแต่ละคนก็มาจากทิศต่างๆ คนละทิศ คนละทาง ทำให้มีความนึกคิดแตกต่างกัน  เมื่อมีการหล่อหลอม ไม่ว่าในระดับใดก็ตาม มุ่งเน้นให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน

การทำงานในแต่ละหน่วยงาน ยังไม่มีพลังทีม ยังแยกกันเป็นหน่วยๆ แต่เมื่อนำทุกหน่วยมารวมกัน ก็ทำให้ในภาพรวมเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อแต่ละคนหล่อหลอมได้ดีแล้ว ความสามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความผูกพันธ์อย่างเหนี่ยวแน่น แน่นแฟ้น มีความผูกพันธ์ในการเป็นพี่เป็นน้องกันระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นการหล่อหลอมหากทำได้ในหน่วยงานต่างๆ ก็จะทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือ ความผูกพันธ์ที่มีความเป็นพี่เป็นน้องของทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นในที่พักเพราะเป็นหมู่คณะเดียวกัน ใครมาก่อนเป็นพี่ใครมาหลังก็เป็นน้อง ความเป็นพี่น้องคือสายใยที่จะเกื้อกูลกันได้

ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย สิ่งที่เป็นพื้นฐานในการฝึกตนคือที่พักอาศัย กิจวัตรกิจกรรมทั้งระบบนำมาซึ่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นพื้นฐานในการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมในการศึกษาวิชชาธรรมกาย จำเป็นต้องหลอมหล่อ ใจถึงจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ไปทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถหล่อเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนการอยู่ร่วมกัน กิน นอน นั่ง ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ผูกพันธ์กันเป็นพี่เป็นน้องกันในที่พักเดียวกัน เช่น การฝึกตนบำเพ็ญตบะของคณะพระภิกษุสงฆ์ การฝึกตนของอุบาสก การฝึกตนของอุบาสิกา การฝึกตนของพนักงานทำงานร่วมกันในสำนักนั้น ๆ

ใครมาก่อนเป็นพี่ ใครมาที่หลังเป็นน้อง ความเป็นพี่เป็นน้องมีสายใยที่เกื้อกูลกัน ในการสร้างบุญสร้างบารมี ไม่ว่าจะเจออะไรก็สามารถช่วยกันได้ด้วยความผูกพันธ์ที่มีสายใยของความเป็นพี่น้อง

กำแพงกั้นในการหล่อหลอมคือ ความต่างกันในการทำงานแต่ละหน่วยงาน 

ในหน่วยงานเดียวกันจะมีความเหมือนความสัมพันธ์กันดีกว่าต่างหน่วยงาน

หล่อหลอมให้เป็นหมู่คณะเดียวกัน และมีความนึกคิดในเป้าหมายเดียวกัน

การแบ่งแยกทำให้เกิดความต่าง เช่น การเกิดเป็นมนุษย์ก็มีใบหน้าที่ต่างกัน

ประเทศก็ถูกแบ่งเป็นเขตแดน ทำให้เกิดเป็นคนเชื้อชาติต่างเผ่าพันธ์กัน ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม

ทำให้เกิดความแตกแยกแตกต่าง ไม่มีความแน่นแฟ้น พูดกันไม่รู้เรื่องถูกแยกไปหมด จนกระทั่งถึง "จิตใจ"

ให้มีความนึกคิดแตกต่างกัน แยกไปถึงกาย ถึงแม้ว่า เราจะมาเป็นมนุษย์ แต่ว่าหน้าตาก็แตกต่างกันไป

ในระดับกายธรรมก็แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ความรู้สึกแตกต่างไม่มีเลย ไม่มีความแตกแยก

เพราะธรรมกายมีพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ 

หลวงปู่ฯ คุณครูไม่ใหญ่ คุณยายฯ บอกไว้ว่า การศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็ต้องเข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น

เมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจน  คิด พูด ทำ เรื่องด้วยกัน

หากไม่ปรับสิ่งเหล่านี้ ความแตกต่างของแต่ละคน ความมีใจเป็นหนึ่งเดียวกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำเมื่อเข้ามาเป็นหมู่คณะเดียวกัน คือ "การฝึก"

ให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้....

การฝึก ทุกคนต้องฝึก ไม่สามารถฝึกแทนกันได้

ต้องฝึกด้วยตนเองที่จะเข้าถึงธรรมกาย

แม้ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย

เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ก็จะรู้ว่าเป้าหมายเดียวกันคืออะไร

คิดเรื่องเดียวกันได้ พูดเรื่องเดียวกันได้ ทำเรื่องเดียวกันได้ หล่อหลอมด้วยกันได้

เมื่อเราหล่อหลอมกันด้วยจิตใจ และ ก็ถึงไปหล่อหลอมด้วยเรื่องธรรมกาย

หากไม่ปรับความแตกต่าง แตกแยกในเรื่องความคิด พูด การเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ดังนั้นเมื่อเข้าสู่หมู่คณะเดียวกัน ในสถานนั้นๆ 

สิ่งที่เป็นพื้นฐานควรให้กับสมาชิก คือ "การหล่อหลอม" และ "การปฏิบัติธรรม"

เมื่อโรคโควิดระบาดผ่อนคลาย ก็ควรกลับมาถิ่นที่พักเพื่อฝึกตนหล่อหลอมรวมกัน (ยกเว้นคนที่อยู่ต่างประเทศ)

แม้ว่าปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อให้เข้าร่วมการปฏิบัติผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

แต่ผลก็จะไม่เหมือนกันกับในการมาร่วมกันจริงๆ 

ดังนั้นผลที่จะเกิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ใครก็ตามที่ยังไม่ได้กลับมาร่วมกิจกรรม

ก็ขอให้กลับมา เพื่อปฏิบัติฝึกฝนตนเอง รวมใจเป็นหนึ่ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ทำให้เกิดความรักสามัคคีในหมู่คณะ ไม่เหมือนว่าโดยจับแยกห้องต่างคนต่างอยู่

Zoom มีประโยชน์ที่ทำให้คนไกลเหมือนอยู่ใกล้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิด คือ เหมือนคนใกล้อยู่ไกล หมายความว่า บางคนที่เคยอยู่ใกล้แต่อยากออกไปอยู่ซะไกล

เช่นว่า วันนี้วันหล่อหลอม มีการนั่งสมาธิรวมกันในห้องปฏิบัติธรรม ทุกคนรวมใจกันนั่ง แต่บางคนก็หนีหายไปนั่งสมาธิที่อื่น นั่งอยู่ไกลๆ จึงทำให้การรวมเป็นหนึ่งเดียวไม่เต็มที

หลวงพี่ท่านมีพื้นฐานในการเข้ามาปฏิบัติธรรมจากบ้านธรรมประสิทธิ์

ฝึกตนด้วยตัวเอง ความคิดว่า "บังคับ" ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีอยู่ในใจ

คุณยายฯไม่เคยบังคับลูกศิษย์ให้เข้ามาเรียนรู้ธรรมะ 

ท่านเปิดประตูบ้านกว้าง สำหรับคนที่ยินดี ที่จะมาเรียน

การหล่อหลอมในวันนี้ ทำให้หลวงพี่สุวิชชาโภ นึกถึงสิ่งที่คุณยายฯเคยทำให้ตอนอยู่บ้านธรรมะประสิทธิ์

พอมาถึงปัจจุบันเวลานึกถึงการสร้างวัด ใจก็นึกถึงบ้านธรรมประสิทธิ์

ที่คุณยายฯรวมคน พอคุณยายฯบอกว่าจะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ทุกคนก็จะยินดี 

พื้นฐานที่คุณยายฯเริ่มต้นสร้างหมู่คณะขึ้นมาได้ คือ การเริ่มต้นรวมคนด้วยการปฏิบัติธรรม

แต่การปฏิบัติหมายถึงการรวมคนที่มียินดีมานั่งสมาธิ

ที่รู้ เพราะว่า คุณยายฯ ภายในนั้นเป็นคนที่มีใจทำอะไรเด็ดขาดมาก 

หลวงพี่อยู่กับคุณยายฯช่วงเข้าไปปฏิบัติธรรมใหม่ ๆนั้น ท่านสัมผัสได้ว่า คุณยายฯท่านเป็นคนมีเมตตา

คุณยายฯสร้างคนที่บ้านธรรมประสิทธิ์ขึ้นมา 

ก็มาจากพื้นฐานที่สำคัญ คือ ท่านสร้างคนด้วยหัวใจของท่าน 

เพราะฉะนั้นท่านก็จะให้ความรู้ความเมตตา 

การเรียกคุณยายฯ คือ เริ่มต้นจากที่คุณครูไม่ใหญ่ท่านเป็นคนเรียก "คุณยายฯ" เป็นคนแรก

หลังจากนั้น คนที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ก็เรียกท่านว่า คุณยายฯ ตามที่คุณครูไม่ใหญ่เรียก

เป็นภาพที่คุณยายฯสร้างหมู่คณะขึ้นมาเป็นชุดแรก ด้วยความเมตตาของท่านพร้อมกับความรู้

สิ่งที่คุณยายหล่อหลอมขึ้นมานั้น ในฐานะเป็นครูสอนเรื่องการปฏิบัติธรรม และ อยู่ที่คำว่า  "ยาย" ด้วย

สองคำนี้คือคำพื้นฐานที่ท่านให้ไว้กับลูกศิษย์ทุกคน

คำว่า "ครู" คือ วิชาความรู้ที่ท่านมอบให้ เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง "ครูกับศิษย์"

ตั้งแต่คุณครูไม่ใหญ่ คุณครูไม่เล็ก เหล่าพระภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา

และสิ่งที่คู่มากับคำว่าครูก็คือ คำว่า "ยาย" เป็นสิ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดความเป็นยายของท่านให้กับหมู่คณะ  

ท่านมีเมตตาสอน พร้อมจะเป็นหลักให้ พร้อมอุ้มชูสนับสนุน ช่วยเหลือ ด้วยฐานะ "คุณยาย"

คำว่า "ยาย" คุณครูไม่ใหญ่ ท่านมีความรู้สึกและความเคารพคุณยายฯเป็นอาจารย์ 

และเหมือนท่านเป็นพ่อเป็นแม่ รวมอยู่ในคำว่า "คุณยายฯ"

นั้นคือรากฐานที่คุณยายฯได้ให้กับหมู่คณะชุดแรก

คำทั้งสองอย่างนี้(ครู,คุณยายฯ) ก็รองรับให้ทุกคนตั้งแต่ตอนบุกเบิกวัด และ

หลวงพ่อบวชเป็นพระในปี ๒๕๑๒ และสร้างวัด ในปี ๒๕๑๓ จนมาถึงปัจจุบัน

ความรู้สึกที่ผูกพันธ์กับคุณยายฯ ความเป็นครูของท่าน ก็ยังคงบิบูรณ์ทุกประการ

จากกลุ่มก้อนเล็กๆ ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น ผ่านกาลเวลามานานกว่า 50 ปี มาจนถึงปัจจุบัน

นี้คือพื้นฐานทั้งหมดที่คุณยายฯได้ปูพื้นให้ 

หลวงพี่อยากจะบอกว่า นี้คือ การมอบการหล่อหลอมเป็นแบบฉบับบ้านธรรมะประสิทธิ์ของคุณยายฯ

การส่งต่อ ได้ผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

ลูกศิษย์ทุกคนก็ยังสัมผัสถึงความเป็นยายในฐานะความเป็นครูและความเป็นคุณยายฯอาจารย์

แต่สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่รองรับการเป็นอยู่ของหมู่คณะ

สืบทอด ถ่ายทอด ต่อๆกันมาเป็นการหล่อหลอม มาจนถึงทุกวันนี้

ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ การเป็นกลุ่มก้อนก็จะไม่มี

ถ้าไม่หล่อหลอม ก็จะไม่เป็นกลุ่มก้อน เป็นหมู่คณะ

ดังนั้น "จำเป็นต้องมีการหล่อหลอม " 

ความเป็นหมู่คณะ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความรักความสามัคคี ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีการแยกแตกสลาย ได้ชื่อว่า เป็นลูกศิษย์ หลวงปู่ฯ คุณยายฯ อย่างแท้จริง

ก็สามารถเข้าใจเรื่องการศึกษาธรรมะก้าวหน้ามากขึ้นๆ เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต

ต้องประคับประคอง มีความเข้าใจ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนพี่น้อง จะต้องประสานให้ได้

เพราะคนเป็นพี่ ก็จะมีอายุมากขึ้นๆๆ  

คนเป็นน้องก็มาใหม่เรื่อยๆ มาจากคนละบ้าน คนละทิศ คนละทาง และก็มารวมตัวกัน อยู่ร่วมกัน

เพราะฉะนั้น จำต้องหล่อหลอม ผู้เป็นพี่ก็ต้องพร้อมที่จะให้

หลวงพี่ไม่อยากได้ยินคำว่า "ฉันแก่แล้ว" 

พี่ต้องมีหน้าที่ยืนมือช่วยน้อง ช่วยได้เท่าไรก็ต้องช่วย

เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะเดียวกัน

ส่วนน้องก็ต้องพยายามทำความเข้าใจว่า "กำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในหมู่คณะ"

ก็อาศัยการหล่อหลอมของคุณยายฯที่มีให้กับหมู่คณะตั้งแต่เริ่มต้น

ความเป็นครู ความเป็นยาย ที่ฝังไว้ในความรู้สึกของทุกคน

ภายในใจท่านเด็ดขาดมาก สู้รบกับกิเลสมาร แต่ข้างนอกท่านมีความเมตตามากกับลูกศิษย์

นี้คือการหล่อหลอมแบบฉบับคุณยายฯ  

ปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไรกันบ้าง

ความเป็นพี่เป็นน้องจะต้องดำรงอยู่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกัน พี่น้องต้องจับมือไปด้วยกัน

เรื่องวิชชา คือ เรื่องที่จำต้องฝึกฝน จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย

ให้โอกาสกับตัวเองและหมู่คณะที่จะมาสู่เรื่องการปฏิบัติธรรมและเข้าถึงธรรม

อะไร หรือ สิ่งใด ที่จะทำลายโอกาสในการเข้าถึงธรรม เราก็ต้องเคลียร์สิ่งเหล่านั้น

และสร้างโอกาสในการเข้าถึงธรรมให้เกิดขึ้นทันที 

ที่บ้านธรรมประสิทธิ์นั้นคือ เรื่องการปฏิบัติธรรม และการศึกษาวิชชาธรรมกาย

ซึ่งเป็นวิชชาของหลวงปู่ฯ ค้นคว้านำมาต่อสู้กับกิเลสมาร

เหมือนคุณยายฯที่ท่านมีความเมตตา มีความเป็นยาย และต่อทอดสืบๆๆมา 

สร้างทีม สร้างหมู่คณะ จนกลายเป็น "ครอบครัวธรรมกาย" แบบฉบับของคุณยายฯ

เราเป็นลูกหลานศิษย์ ก็ต้อง "ธรรมรงและรักษา" เอาไว้ให้ได้

นั้นคือโอกาสในการสร้างบารมี และทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์....

 

จบพระธรรมเทศนา โดยพระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ

อนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ 

ขอบขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ



 

วันอาสาฬหบูชา : วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

 

 บันทึกธรรมะไว้อ่าน...๒ 

ความสำคัญวันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬบูชา วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ และเป็นเทศกาลเข้าพรรษาประเพณีชาวพุทธ คือ เข้าวัดทำกุศล ทำบุญ และถวายผ้าอาบน้ำฝน เทียนเข้าพรรษา หลอดไฟ ไทยธรรม เป็นประจำทุกปี และหากจะกล่าวว่า เป็นวันสำคัญของชาวพุทธ คือ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนา เรียกว่า "ธัมมจักรกัปปวัตตสูตร" มีพระสงฆ์เกิดรูปแรกในพระพุทธศาสนา พูดง่าย ๆคือ

เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
เป็นวันที่มีพระสงฆ์บังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก
เป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัยครบองค์ ๓ คือ
มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครบถ้วนบริบูรณ์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ
มหานามะ และอัสสชิ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตเมืองพาราณสี

 
ช่วงเช้าตรู่ก็เป็นธรรมเนียมกิจวัตรของชาวพุทธ ตื่นขึ้นมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ อารธนาศีล และฟังธรรม....
น้องจอยฮวา(จูเล่อ) ได้พูดธรรมะในวันนี้ เป็นเรื่องราว ธรรมเทศนาปฐมบทที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงแสดงธรรม
 
อานิสสงส์การสวดมนต์บทธรรมจักร ย่อมทำให้เกิดความผาสุขในชีวิต
แม้เทวดาได้ฟังก็มีความสุข เบิกบานใจ (อ่านบทความอานิสงส์ในการสวดมนต์บทธรรมจักร)

น้องจูเล่อ ได้เล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดม 
ท่านมีความปรารถนาที่จะดำรงพระชนชีพอยู่ถึง ๑ กัป
ท่านสามารถอยู่ได้ถึง ๑ กัปอย่างไร....
เพราะว่า ท่านได้ลักษณะมหาบุรุษ กายหยาบท่านสามารถเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับกายที่ท่านตรัสรู้ธรรมหรือที่เรียกว่า พระธรรมกาย นั้นก็คือ พระธรรมกาย โดยการเจริญอิทธิบาทสี่ และเข้าเจโตสมาธิ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดเวลา ๑ กัป
 
คำกล่าวเรื่องนี้ปรากฎในพระไตรปิฎก ไทยไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๒ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค และ เล่ม ๑๐ ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า พระพุทธองค์เคยตรัสเป็นนัยยะกับพระอานนท์ไว้ว่า หากใครทูลอาราธนาให้พระองค์อยู่ ท่านก็สามารถดำรงพระชนชีพอยู่ได้ เพราะท่านติดเงื่อนไขในช่วงที่ท่านพึ่งตรัสรู้ใหม่ๆ และเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นอชปาลนิโครธ พญามารได้อาราธนาให้ท่านปรินิพพาน 
 
แม้พระองค์จะทรงพูดเป็นนัยยะกับพระอานนท์ถึง ๑๖ ครั้ง แต่พระอานนท์ก็ไม่ได้พูดทูลอาราธนาท่านไว้ เพราะพญามารก็ไม่ยอม โดยปิดกั้นพระอานนท์ไว้ ถ้าภาษาชาวบ้านคือ บังคับจิตปิดบังใจพระอานนท์ไม่ให้คิดนัยยะคำของพระพุทธเจ้าได้ พระอานนท์จึงไม่ได้ทูลอาราธนา พระพุทธองค์ท่านก็จึงต้องปรินิพพานเมื่ออายุ ๘๐ พรรษา ตามคำทูลอารธนาของพญามาร ทำให้ท่านมีเวลาเผยแผ่ธรรมะไม่นาน
 

การศึกษาวิชชาธรรมกาย สมัยหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร (สด จันทสโร)

ย้อนกลับมาดูระยะความสำคัญใน ในการเผยแผ่งานพระพุทธศาสนาในยุค ของ หลวงปู่ พระผู้ปราบมาร สด จันทสโร และทีมงานลูกหลานศิษย์ยุคปัจจุบันเป็นอย่างไร 
 
จากบทความธรรมยาตราเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๕ ได้มีการเทศนาธรรม การเล่าเรื่องราวสมัยหลวงปู่ฯไว้ให้ทราบมากมายในการสร้างโรงงานวิชชาธรรมกาย หลังจากหลวงปู่ฯได้เข้าถึงธรรม และเผยแผ่วิชชาธรรมกายอย่างไร  (กลับไปอ่านการถอดบทความและฟังธรรมะบรรยายในบทความธรรมยาตราอีกครั้ง ในเรื่องราวของหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร สด จันทสโร ช่วงการค้นคว้าศึกษาวิชชาธรรมกายและการทำวิชชาปราบมาร ลิงก์อยู่ด้านล่างในแหล่งข้อมูล) 

ในสมัยคุณยายฯ ก็ได้ถ่ายทอดธรรมะมาสู่คุณครูไม่ใหญ่ และท่านก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งหลวงปู่ ตามที่คุณยายฯได้ถ่ายทอด.....ไปสู่ศิษยานุศิษย์ตลอดเวลา

ในช่วงเข้าพรรษาปีนี้(๒๕๖๕) พอสรุปโอวาทคราวๆได้ดั่งว่า...
ขอให้ทุกคนนั่งธรรมะกันให้ดี อย่าดูเบา เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ  ให้รีบแจ้งข่าวไปให้ทั่วถึงกันทั้งหมดไปทั่วโลก.....

ขอเชิญตั้งจิตอธิษฐานพรรษา

พรรษานี้เป็นพรรษาที่เหมาะในการฝึกฝนแก้ไขอุปสรรคในการเข้าถึงธรรม เมื่อทุกคนปฏิบัติตามหลักวิชชา ในหนังสือการทำสมาธิ ชุดง่ายแต่ลึกทุกเล่มได้มีคำสอนของคุณครูไม่ใหญ่ เรื่องการแก้ไขอุปสรรคใดๆของการนั่งสมาธิเพื่อให้เข้าถึงธรรมะ หากปฏิบัติตามคำสอนของท่านให้ถูกหลักวิชชาก็สามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงธรรมได้แน่นอน
 
ดังนั้นพรรษานี้ ขอให้ทุกท่านตั้งใจ "นั่งธรรมะกันให้มากขึ้น" เพื่อสร้างบุญให้ตนเองมากขึ้น ๆ

คุณครูไม่ใหญ่บอกว่า...การปฏิบัติธรรมไม่ยาก และไม่ง่าย ทำได้ เมื่อเราได้ทำ 
การที่จะเรียนรู้และศึกษาวิชชาธรรมกายได้ หลวงพ่อพูดไว้ในหนังสือการทำสมาธิ ชุดง่ายแต่ลึก ว่า จะต้องศึกษาด้วยพระธรรมกายเท่าไร หากทำสมาธิตามหลักวิชชา ก็สามารถเข้าถึงพระธรรมกายทุกคน
 
พอสรุปคราว ๆการเล่าธรรมะจากจูเล่อได้ว่า ในสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำ พระผู้ปราบมาร สด จันทสโร มีโรงงานทำวิชชา ซึ่งหลวงปู่ฯท่านได้สอนทั้งพระ แม่ชี และอุบาสก อุบาสิกา ท่านมีทีมทำวิชชา ที่สามารถแก้ไขเรื่องราวต่าง ๆ โดยต้องอาศัยบุญบารมีเป็นพื้นฐานในการแก้ไขอุปสรรค
 
สมัยนั้น เนื่องจากพระต้องมีกิจรักษาศรัทธาญาติโยม จึงมีการปฏิบัติกิจจากการนิมนต์ของญาติโยมทั้งงานแต่ง งานสวด งานศพ งานศึกษาธรรม งานอื่นๆ เจอสิ่งแวดล้อมมากมาย กว่าใจจะหยุดนิ่งต้องใช้เวลา ส่วนฝ่ายแม่ชีจะปฏิบัติธรรม ได้ดีกว่า  ......หลวงปู่ฯฝึกให้นั่งสมาธิเป็นทีม ในสมัยนั้นมีทีมทำวิชชาร้อยกว่าท่านที่สามารถปฏิบัติตามคำสอนของหลวงปู่ฯ....

หนังสือง่ายแต่ลึก คุณครูไม่ใหญ่ได้กล่าวไว้ชัดเจน เรื่องเรา "เกิดมาทำไม" นอกจากการดูแลวัด รักษาศรัทธา ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรมะ ก็ต้องศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งต้องทำเป็นทีมมีหน้าที่ต่างๆ กันไป หากมีทีมทำวิชชาเป็นร้อยเหมือนสมัยหลวงปู่ฯ บุญกุศลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ก็สามารถแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ได้
 
พรรษานี้ ขอเชิญลูกหลานศิษย์หลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร ปฏิบัติธรรมบูชาธรรม มหาปูชนียาจารย์โดยพร้องเพรียงกัน รักษาใจให้อยู่ในบุญ รักษาอารมณ์ดีตลอดวัน เพื่อฝึกฝนใจให้พร้อมในการศึกษาธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป และขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก

เนื้อหาธรรมะบางส่วนจากผู้เล่าธรรมะ .....จอยฮวา(จูเล่อ)
อนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ 

ขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

 

วินัยในการอยู่ร่วมกัน : วันแห่งความสุข (กาย และ ใจ)

บันทึกธรรมะไว้อ่าน....๑

ในช่วงวันพระขึ้น 15 ค่ำเดือน7 ปีขาลที่ผ่านมานี้ (วันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2565 ) เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ฝึกตนบำเพ็ญตบะทั้งเพศบรรพชิต และฆราวาสทั้งผู้ชายผู้หญิงที่กำลังฝึกตนเองที่เรียกว่าอุบาสก อุบาสิกาที่ดำเนินรอยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จำต้องฝึกตนตื่นนอนแต่เช้าตรู่มานั่งสมาธิ สวดมนต์ และอาราธนาศีล และฟังธรรม หลังจากทำวัตรเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับฟังธรรมะ นับว่ามีความโชคดีมหาศาลได้ฟังธรรมะ เกิดกุศล และได้ข้อคิดมากมายในการทำความดีสร้างบารมี

 ลองมาฟังเรื่องราวดีๆ จากเพื่อนสหธรรมิกน้องนกฮูกเล่าธรรมะให้ฟัง พอจะสรุปคราวๆได้ว่า...

สมัยหลวงปู่ฯวัดปากน้ำ พระผู้ปราบมาร เมื่อทำวิชชา ในโรงงานทำวิชชา เวลา พระ แม่ชี เข้ากะทำวิชชา ก็จะมีประตูทางเข้าคนละฝั่ง ในเรื่องระเบียบนี้ หลวงปู่ฯจะเคร่งครัด เช่น พระ เณร จะไปหาชีก็ไม่ได้ แม่ชีจะไปหา พระเณรก็ไม่ได้ หากจำเป็นต้องไปมาหาสู่กันก็ต้องขออนุญาตท่านก่อน หากเกิดเรื่องเสียหาย ก็เกิดผลเสียไปทั่วประเทศ เพราะว่าพระที่หลวงปู่ฯส่งไปเผยแผ่ธรรมะมีอยู่ทั่วประเทศ หากใครทำผิดหลวงปู่ฯก็จะมีบทลงโทษ เช่น ประจานให้ทุกคนได้รับทราบทั่วกัน เรียกว่า ท่ามกลางหมู่สงฆ์กันเลย

ฉะนั้นนั้นในยุคหลวงปู่ฯในสมัยนั้น ทุกคนจึงกลัวท่านมากๆ 

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขั้นในยุคนั้น มีเรื่องเล่าจากผู้รู้เล่าให้ฟังว่า......

....มีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่ชีปุกท่านก็เอาภัตตาหารไปถวายพระรูปหนึ่ง ซึ่งท่านก็อายุมากและก็ยังอาพาธด้วย

แม่ชีปุกจะไปขออนุญาตหลวงปู่ฯ แต่ว่าไม่เจอท่าน เพราะว่า หลวงปู่ฯท่านออกไปทำธรุข้างนอกวัด

แม่ชีก็นึกว่า...ไม่เป็นไร...จึงเอาภัตตาหารไปถวายพระรูปนั้น

แต่บังเอิญขากลับ แม่ชีปุกก็เจอกับหลวงปู่ฯที่ท่านกำลังกลับมาจากการทำธุระนอกวัดพอดี้ พอดี

เรียกว่า...เป็นเหตุการณ์ที่เดินสวนกันพอดีเลย...

(แอดมิดฟังแล้ว ก็คิดว่า...อะไรจะบังเอิญ พอดีขนาดนั้น น่าคิดเนอะ..ทั้งๆ ที่หลวงปู่ฯออกไปทำธุระนอกวัด ไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไร ทำไม?ท่านกลับมาในช่วงเวลานั้น มาเดินสวนและเจอแม่ชีปุกพอดี้พอดี)

พอหลวงปู่ฯเจอแม่ชีปุก ก็พูดว่า   "ฮั้นแน่!!!! เอ็งขออนุญาตใครหรือยัง?...

แม่ชีปุกก็ตกใจ++!!!คิดไม่ถึงว่า เวลาเดินกลับ จะเดินสวนกับหลวงปู่ฯ 

ก็พูดกับหลวงปู่ฯว่า..

"อีฉันแก่แล้วค่ะ...อีฉันแก่แล้วค่ะ..อีฉันแก่แล้วค่ะ..." 

แม่ชีปุกพูดซ้ำๆ ด้วยความตกใจ...เพราะไม่คิดว่า จะเจอหลวงปู่

และก็พูดอีกว่า...จะมาขออนุญาตหลวงพ่อ แต่ไม่เจอหลวงพ่อ ค่ะ... 

หลวงปู่ฯพูดขึ้นด้วยภาษาท่านว่า...อีแก่นะสำคัญหนัก...อีแก่นะชักนำชีสาวให้ได้กับพระหนุ่ม...

มึงรู้ไหม..ไอ้สัปเหร่อ ใกล้ผี แม่ชีใกล้พระ...มันกลัวซะที่ไหน... 

ไอ้สัปเหร่อ ใกล้ผี ไม่กลัวผี เพราะมันได้เงิน..

ไอ้ชีแก่ ชักนำพระหนุ่ม เพราะว่า อยากได้พระ...(หมายถึงเป็นสามี เรียกภาษาชาวบ้าน..)

ยุคสมัยโบราณนั้น คำเตือนจะแรงมากๆ พูดกันตรงๆกันที่เดียว 

มาในยุคเริ่มแรกขอการสร้างวัด 

คุณยายฯท่านก็จะระมัดระวังเรื่องราวแบบนี้เยอะมากๆ

แค่อุบาสก อุบาสิกา พูดหยอกล้อกันให้ท่านเห็น...คุณยายฯก็จะตักเตือนทันที

ซ้อนจักรยานกัน ก็ไม่ได้...

ท่านจะระมัดระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ

มาในยุคนี้...หลวงพ่อคุณครูไม่เล็ก..ท่านก็ได้พูดถึงว่า...

เมื่อเรา(ฝ่ายหญิง)มาสร้างบารมี พวกเราก็เหมือนนักบวชประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นแม่ชีกายสิทธิ ก็ได้...

ท่านเล่าให้ฟังว่า...

สมัยก่อน หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ ตอนที่ท่านจะบวช

ในช่วงก่อน 7 วัน ท่านก็จะต้องตัดอาลัยในเพศฆราวาส ต้องตัดอาลัยในเรื่องของที่รัก และความคุ้นในสิ่งนั้นๆ  ดังนั้นในช่วง 7 วันก่อนวันที่จะบวช ก็จะเป็นการเคลียร์ข้าวของเครื่องใช้เดิมๆ ที่ยังดีๆ นำออกไปแจกจ่ายให้เพื่อนๆ และคนรอบข้าง ซึ่งในมหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์นั้น ท่านก็แจกรุ่นน้องหมดเลย ไม่เหลือสักชิ้น

 แม้กระทั่งพระผงวัดปากน้ำรุ่น1 ที่ห้อยคอท่านตลอดเวลา ท่านรักและก็หวงมาก เพราะท่านได้มาจากคุณยายฯ และคุณยายฯก็จะรักมาก เพราะคุณยายฯท่านได้มาจากหลวงปู่ รับมากับมือหลวงปู่ฯเลย หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ท่านก็ยังสละได้

ท่านถอดออกจากคอ ให้หลวงพ่อคุณครูไม่เล็ก และก็ใส่จี้ สวมไว้ที่คอหลวงพ่อคุณครูไม่เล็ก และท่านก็บอกว่า
"พี่เด็จ..องค์นี้(พระผงรุ่น1)...รักสุด หวงสุด เพราะได้มาจากยาย มอบให้พี่เด็จรับไว้ และเรามาสร้างวัดด้วยกันนะ ..."

 หากถามความรู้สึกของเรา  ใครที่มอบของรักให้เรา แสดงว่า คนนั้นรักเรามาก ใจเรานี้ซึ้งเลยล่ะนะ หากเป็นผู้หญิง ผู้ชาย ก็เรียกว่า "ขอหมั้นไว้ก่อน"

หลังจากที่ท่านบวชได้สักเดือน สองเดือน ความคุ้นๆ เก่าๆ เคยสนุกสนาน เคยเฮๆฮาๆกับเพื่อนในมหาวิทยาลัย ในสมัยเรียนนั้น ท่านไปอยู่นั่งอยู่ในกลุ่มไหนของกลุ่มเพื่อนๆ  ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะเฮฮาตลอดเวลา ด้วยความคุ้น วันหนึ่งท่านกลับไปบ้าน ความคุ้นที่เคยเฮๆฮาๆ ก็เลยกลับมา นำอั้ลบั้ลเก่าๆ มาดู..

พอท่านมานั่งสมาธิกับคุณยายฯ เรื่องราวในอั้ลบั้ม ก็เห็นเป็นฉากๆ ขึ้นมาให้เห็นเลย ภาพเก่าก็ปรากฎให้เห็น ท่านบอกว่า กว่าจะนั่งสมาธิรวมใจได้ก็ต้องใช้เวลามาก

ปกติท่านนั่งปุบ ใจท่านก็ดิ่งเข้าสมาธิในกลางกายทันที

ช่วงนั้น ท่านจะนั่งสมาธิกับคุณยายฯเป็นประจำ

หลังจากนังสมาธิเสร็จ ปุบ

คุณยายฯก็บอกว่า....

ท่าน กลับไปบ้านอีกครั้งหนึ่งเลยนะ แล้วไปเอาอั้ลบั้มนั้น เผาทิ้งให้หมดเลยนะ 

ท่านก็ตกใจว่า คุณยายรู้ได้ไง

ทำให้ท่านคิดได้ว่า หากเราตัดใจ เราก็จะเอาดีทางธรรมะได้...

👇😇👦👧

ข้อคิดที่ได้ในการสร้างบารมีกับหมู่คณะ สิ่งหนึ่ง ที่ต้องเจอ คือ

ในการสร้างบารมีกับหมู่คณะ สิ่งหนึ่ง ที่ต้องเจอ คือ เรื่องราวต่างๆ มากมาย

" สิ่งที่สำคัญ อย่ากลับบ้านบ่อย อย่าปล่อยศูนย์กลาง อย่าห่างองค์พระ อย่าละหน้าที่ แล้วเราก็จะได้สร้างบารมีก้นไปตลอดรอดฝั่ง "

 

ผู้เล่าธรรมะ น้องนกฮูก

อนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาส นี้

แหล่งข้อมูลและรูปภาพ

  • บันทึกธรรมะในเช้าตรู่วันพระ วันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2565 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ปีขาล
  • การ์ดจาก canva โดย brightmind 

วันวิสาขบูชา : VESAK DAY

 


         วันวิสาขบูชา เป็นวันแห่งการเกิดเหตุอัศจรรย์ 3 อย่างในวันนี้คือ วันประสูติ  วันตรัสรู้ธรรม วันปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก ชาวพุทธทั่วโลก รวมใจ รวมพลังแห่งศรัทธา น้อมอาราธนาพุทธบารมี ปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้มลายสิ้น ยังโลกให้สว่างไสว ด้วยแสงแห่งรัตนภายในของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ภัยปัจจุบันนี้ นอกจากภัยจากโรคระบาด โควิด 19 แล้ว

ภัยสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ยังดำเนินไม่หยุด 

ชีวิตผู้คนไม่สงบสุข ตาย และหลบหนีภัยสงคราม

ยูเครนต้องหาพันธมิตรเพื่อการอยู่รอด และดำรงชนเผ่าอารยธรรมตนเองไว้บนโลกใบนี้

ผลกระทบของสงคราม นอกจากประชาชนไร้ที่อยู่อาศัย บ้านเมืองพังทลาย

ก็ยังทำให้ราคาน้ำมันแพง ขึ้นราคาไปทั่วโลก กระทบคนไปทั้งโลก เดือดร้อนไปตาม ๆกัน

แม้ประเทศสหรัฐที่มีน้ำมันใช้เอง ก็ยังขึ้นราคา แกนลอนละ 151 บาท

ราคาอาหาร และวัตถุดิบต่าง ๆ ขึ้นราคา แม้แต่ไข่ไก่ ก็ยังติดกระแสขึ้นราคา

ธุรกิจส่วนมากดำเนินต่อไปไม่ไหว บางบริษัทขาดทุน ประกาศขายบริษัททิ้ง เช่น บริษัทเดินรถเชิดชัย

เนื่องจากพิษโควิด คนมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

การประสบปัญหาขาดทุนนี้ ทำให้แต่ละบริษัทต้องพัฒนาหรือปรับปรุงกิจการ และการทำงานใหม่   

ประชาชนมีความทุกข์ จิตใจว้าวุ่น ไม่สงบ ไม่มีความสุข ไม่มีพลัง ขาดที่พึ่งที่แท้จริง

 

ใจเป็นใหญ่ ในเป็นประธาน ทำอะไรก็สำเร็จ

คุณครูไม่ใหญ่เคยให้โอวาทไว้ว่า...

ใจมนุษย์ชอบซนเหมือนลิง วิ่งวุ่นไปตลอดเวลา

ท่านจึงสอนให้ฝึกใจนำเอาใจมาตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งของใจ คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 

ปลอดภัยจาก ภัยทุกชนิด และยังทำให้ใจมีพลังมหาศาล 

เมื่อใจมีพลัง ทำสิ่งใดย่อมสำเร็จ..... 

 

แม้ภัยจากมิฉจาชีพออนไลน์ ก็ยังต้องใช้สติ และ ความสงบใจ 

ในการตรองข้อมูลสื่อสารเพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ไม่ต้องสูญเสียอารมณ์ และเงินตรา ที่นำมาซึ่งความทุกข์ใจ

เมื่อชีวิตมนุษย์เป็นทุกข์ ทำไมต้องทำให้ตนเองไม่มีความสุข

มีทางมากมายให้เดิน ก็เลือกทางเดินที่สะดวก สบายดีกว่า

 

เวลาจับต้องไม่ได้ แต่เวลาเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด

อย่าปล่อยเวลาโดยเปล่าประโยชน์ และอย่าประมาทในชีวิต 

 

คุณครูไม่ใหญ่สอนไว้ว่า.....

เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี

สิ่งที่ต้องสั่งสม คือ บุญกุศล

 เป็นการตอบโจทย์ชีวิตที่ดีที่สุด ในเวลานี้    

สร้างบุญกุศลไว้เถิด ชีวิตเราก็จะมีความสุขสงบ พ้นทุกข์ พบสุขแท้จริง

สมดังพุทธพจน์ที่ว่า “การสั่งสมบุญนำสุขมาให้”

 


พระพุทธเจ้าทรงได้ตรัสรู้ธรรม และนำคำสอนมาแนะนำชาวโลกให้เกิดประโยชน์ต่อตน

เพื่อให้ทุกชีวิตได้ดำรงอยู่ด้วยกันอย่างผาสุข ไม่มีการเบียดเบียน ทำร้ายกัน 

ทำร้ายผู้คนและประเทศบ้านเมืองล่มจม  ก่อกรรมทำเค็ญเป็นวงโซ่กรรมไม่มีที่สิ้นสุด

นั้นเพราะ....

จิตมนุษย์มีกิเลส เกิดความโลภมากมาย ซึ่งทำให้เกิดโรคระบาด ผู้คนล้มตายมากมาย

มนุษย์เหมือนหุ่น...ให้บุญและบาปเชิด
ถ้าเป็นหุ่นของบุญ ก็คิดดี พูดดี ทำดี
ถ้าเป็นหุ่นของ บาปก็คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี
ผลออกมาก็ตรงกันข้าม  

นี้คือคำสอนของคุณครูไม่ใหญ่สอนไว้...

เพราะฉะนั้น โลกจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับบุญและ บาปของคนในโลก เมื่อ “บาป” ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ เราก็ต้องแก้ด้วยการสั่งสม “บุญ” ให้มากๆ ก็จะไปตัดรอน วิบากกรรมวิบากมาร ทำให้หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้าย ก็กลายเป็นดีได้

ดังนั้น......

ขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องในวันวิสาขบูชา 

ตรงกับวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

และ
ร่วมใจกันสวดมนต์บทธรรมจักร
ให้ครบ 4,363,000,000 จบ

และ พิธีอุปสมบทสามเณรอุทิศชีวิต 17 รูป

สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง

www.zoom072.com 

และทาง GBN youtube channal

 


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

 

พิเศษสำหรับท่านที่อ่านในมือถือ

ด้านล่างสุดของบทความ จะมีป้ายข้อความเพื่อแชร์บทความนี้ มีข้อความว่า "ใช้ร่วมกัน" กดปุ่มป้ายข้อความ ดังปรากฎตามภาพที่โชว์ตัวอย่างให้ดู👇


จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นจอว่าง ๆ ไม่มีอะไร จากนั้นสไลด์มือเลื่อนขึ้นจนสุดหน้าต่าง ก็จะมองเห็นโลโก้ หรือ ปุ่มแชร์ เช่น Email Facebook twitter จากนั้นก็เลือกปุ่มแชร์ตามที่ท่านสะดวก หรือ แชร์ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม ก็ได้

 

การบวชสามเณร : สามเณรหนึ่งรูปทำให้อายุพระพุทธศาสนายืนยาวนับพันปี


 พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อทัตตชีโว

หลวงพ่อทัตตชีโว ได้ให้ธรรมะแก่ลูกศิษย์ทั่วโลกในวันอาทิตย์ต้นเดือนมีนาคม 2565 ช่วงบ่าย....

ท่านได้กล่าวว่า.....ก่อนจะได้สนทนาธรรมกัน ตั้งแต่ที่เริ่มสร้างวัดมา เริ่มสร้างวัดเมื่อปีพุทธศักราช 2513 ปีนั้น พระเราก็มีอยู่เพียงรูปเดียว คือ หลวงพ่อครูไม่ใหญ่ของพวกเรา และวัดเราก็เริ่มก่อสร้างเริ่มขยับขยายเจริญเติบโตมาตามลำดับๆตั้งแต่มีพระรูปเดียว แม้หลวงพ่อเองก็ยังไม่ได้บวช ทำหน้าที่เป็นมือเป็นเท้า ช่วยให้หลวงพ่อครูไม่ใหญ่กับคุณยายอาจารย์ท่านกำหนดและส่งงานมา แล้วก็ไปทำ

ในส่วนละเอียดท่านก็ทำไป ส่วนหยาบหลวงพ่อก็รับเอามา แล้วก็มาแบ่ง ๆกันกับหมู่คณะ ทำกันไป และตลอดระยะเวลาที่เราพัฒนาวัดของเราจากทุ่งนาฟ้าโล่ง ในการสร้างวัดนี้เราก็สร้างคนขึ้นมา สร้างบุคลากรท่านเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา ขึ้นมาตามลำดับ ๆ รวมทั้งญาติโยมทั้งหลายด้วย โดยมีวันอาทิตย์ต้นเดือนหนึ่งที่นัดหมายกัน ว่าเดือนหนึ่งเราจะมาพบกันครั้งหนึ่งในพิธีบูชาข้าวพระ

แล้วก็กำหนดไว้ชัดเจน บูชาข้าวพระ 9:30 น ถึง 11:00 น เรื่องอื่นยังไม่เอาวางไว้ก่อน บูชาข้าวพระเอาบุญละเอียดนี้ก่อน บูชาพระรัตนตรัยด้วยข้าวปลา อาหาร ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นการปฏิบัติบูชา ทำไปพร้อมกันมาอย่างนี้ แล้วก็สิ่งที่เป็นขนบธรรมเนียมของวัดพระธรรมกายก็คือ ภาคบ่าย ก็มีการเทศน์ มีการอบรม มีการสนทนาธรรม วันนี้วันอาทิตย์ต้นเดือนอีกแต่ว่าไม่ใช่พ. ศ. 2513 มันเป็น 2565 แต่ว่าเราก็ยังรักษาขนบธรรมเนียมของเราว่าหลังบูชาข้าวพระจะมีการเทศน์มีการบรรยายธรรม มีการซักถามสนทนาธรรมกัน


ทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ 

วันนี้ก่อนที่จะสนทนาธรรมกันต่อไปก็มีโอวาทอันทรงคุณค่ามาฝากเป็นข้อคิดกับพวกเรา
โอวาทก็คือการสร้างทายาทให้พระพุทธศาสนานั่นเอง ทำอย่างไร มาฟังกัน…..

ข้อความโอวาท…….การบวชสามเณรมีความสำคัญมาก อย่างในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระพุทธศาสนากลับฟื้นขึ้นมาอีกเพราะพระองค์ทรงเห็นการเดินของสามเณรนิโครธ ผู้เป็นเหล่ากอของสมณะ ท่านเดินอย่างสงบเสงี่ยมและสง่างาม

หลวงพ่อทัตตชีโวอธิบายเพิ่มว่า “...พระองค์เห็นการเดินของสามเณรนิโครธ ยังไม่ได้ฟังเทศน์ไม่ได้อะไรทั้งนั้น แค่ท่าเดินก็น่าเลื่อมใส การนุ่งการห่มที่เรียบร้อยความสงบเสงี่ยมข้างในนะเป็นที่มาแห่งบุญ สงบเสงี่ยมอย่างนี้นะ เป็นสงบเสงี่ยมที่เป็นการเก็บใจเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายอย่างมั่นคง เป็นการสงบเสงี่ยมสง่างาม คือรัศมีบุญแผ่ซ่านออกมารอบตัวท่าน ทำให้สะดุดใจพระเจ้าอโศกมหาราช

ข้อความโอวาทฯ…แม้พระเจ้าอโศกมหาราช เคยเห็นนักบวชมามาก แต่พอเห็นสามเณรอยู่ในอาการสงบที่แตกต่างไปจากนักบวชทั่วไป ท่านก็เกิดกุศลจิตศรัทธา สร้างเจดีย์ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา 84,000 แห่ง เท่ากับจำนวนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้….จากนั้นพระพุทธศาสนาจึงตั้งมั่นมาได้ถึงปัจจุบัน
       ตลอดชีวิตของพระเจ้าอโศกท่านมีแต่การรบ กับรบ แต่ยังเกิดศรัทธาในอิริยบทของสามเณร ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สนทนากันเลย เพียงแค่เห็นอาการเดินของสามเณร อย่างสงบเสงี่ยมสง่างาม ท่านก็เกิดศรัทธาแล้ว จึงตรัสเรียกอำมาตย์ให้นิมนต์สามเณรเข้าในพระราชวัง….

หลวงพ่อ…ท่านอธิบายเพิ่มว่า…
       ตอนที่เห็นสามเณรนั้น ท่านไม่ได้เห็นใกล้ๆ ท่านขึ้นอยู่บนปราสาทของท่านประทับอยู่ในวังอยู่ปราสาท มองไปเห็นสามเณรเดินบิณฑบาตรหน้าวัง  เห็นเท่านั้น…ก็เห็นว่าสง่าราศีสว่างเหลือเกิน….

ข้อความโอวาทฯ……แล้วก็ซักถามธรรมะต่างๆ

หลวงพ่อ  อธิบายเพิ่ม…เพราะตัวของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นนักรบ ท่านไม่เคยคุยกับนักบวชรูปไหนๆ  ท่านคุยกับดาบของท่านเป็นประจำ ลับอย่างดี ลับดาบไป ก็คุยกับดาบของท่านไป…

ข้อความโอวาทฯ….ท่านไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาเกี่ยวกับธรรมะ นั้นหมายความว่าสามเณรนิโครธ ท่านต้องมีวิธีการอธิบายที่ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชเข้าใจ คำพูดสามเณร ทำให้พระราชาหยุดฟัง และชวนติดตาม จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา เราก็เทียบบัญญัติไตรยางสามเณร 1 รูป ได้ทำให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นมาได้เป็นพันปี เพราะฉะนั้นถ้าเราในยุคนี้ ช่วยกันบวชสามเณรเป็นล้านรูป  พุทธศาสนาก็จะต้องมีอายุยืนยาวนานไปอีกไกลอย่างแน่นอน

จบโอวาทคุณครูไม่ใหญ่ในอดีตที่กล่าวไว้ เมื่อพุทธศักราช 2547

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

  • ถอดบทความจากคลิปช่อง GBN Live และห้อง Zoom
  • รูปภาพจากเว็บภาพ Pixabay และ เพจการบ้าน

พิเศษสำหรับท่านที่อ่านในมือถือ

ด้านล่างสุดของบทความ จะมีป้ายข้อความเพื่อแชร์บทความนี้ มีข้อความว่า "ใช้ร่วมกัน" กดปุ่มป้ายข้อความ ดังปรากฎตามภาพที่โชว์ตัวอย่างให้ดู👇


จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นจอว่าง ๆ ไม่มีอะไร จากนั้นสไลด์มือเลื่อนขึ้นจนสุดหน้าต่าง ก็จะมองเห็นโลโก้ หรือ ปุ่มแชร์ เช่น Email Facebook twitter จากนั้นก็เลือกปุ่มแชร์ตามที่ท่านสะดวก หรือ แชร์ได้ทุกแพล็ตฟอร์ม ก็ได้


คำนวณบุญบูชาข้าวพระ


 

การปฏิบัติธรรมช่วงบ่ายวันอาทิตย์ต้นเดือนมีนาคม 650306 


ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้รู้สึกสบาย ต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย ทำใจใสๆ ใจเย็นๆ ทิ้งทุกอย่างปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่ให้ใจของเรา ไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้ง เรื่องอะไรเลย ให้ใจเราจึงเกลี้ยงๆ ใจใสๆ ใจสบายๆ รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างง่ายๆ อย่างไม่ต้องมีพิธีรีตรอง ง่ายๆ ไปรวมหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อย่างเบาๆ สบายๆ ให้ใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ

แตะใจไปที่ศูนย์กลางกลางอย่างนุ่มนวล ค่อยๆวางใจอย่างนุ่มนวล อย่างสบายๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ใจของเรา ไม่เกาะ เกี่ยว เหนี่ยวรั้ง เรื่องอะไรจริงๆ ปล่อยวางได้จริงๆ วินาทีนี้ ก็จะวืด....เข้าไปถึงธรรมได้ ในวินาทีนี้เหมือนกัน ถ้าใครทำได้ แค่เราปล่อยวาง จะโล่ง กว้าง ภายใน และใจก็จะเคลื่อนเข้าไปอย่างง่ายๆ อย่างนุ่มนวล อย่างเบาๆ ใจจะใสๆ ใจจะเย็นๆ จะนิ่งอย่างมีความสุข 

 



ตั้งแต่กายเบา ใจเบา คือกายเหมือนไม่มีน้ำหนัก จนกระทั่งมันหายไปเลย ความรู้สึกที่ร่างกายหาย เหลือแต่ใจที่นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ อยู่กับความสุขภายใน ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ คือกายก็สบาย ใจก็สบาย ยิ่งเรายิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง นุ่มๆ เบาๆ ใจก็ยิ่งเคลื่อนเข้าไปสู่ความสบายมากขึ้น ความสุขมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุขกับเฉย มันอยู่ด้วยกัน นิ่ง…แต่มีความสุข สุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใจก็ยิ่งบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น

จนความบริสุทธิ์ ปรากฎเกิดขึ้นเป็นแสงสว่าง แสงสว่างที่เกิดขึ้น เมื่อใจหยุดนิ่ง นุ่ม เบาสบาย เป็นแสงที่นุ่มเนียลละมุนตา ค่อยๆ สว่างไปเรื่อย ๆ  แล้วใจก็ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ภายในอย่างนุ่มนวล เคลื่อนอย่างง่าย ๆ ท่ามกลางความสว่าง ก็จะเห็นดวงใส ๆ ดวงเล็กบ้าง ดวงใหญ่บ้าง เป็นดวงใส ๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว แต่ว่าใสบริสุทธิ์ โปร่งเบา มาพร้อมกับความสุขเพิ่มขึ้น ความบริสุทธิ์ของใจ เกลี้ยงเกลาที่เพิ่มขึ้น ดวงใสๆ ยิ่งเรายิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ก็ยิ่งดิ่งไม่หยุด ไม่ยั้งเลย ดิ่งเข้าไปในกลางดวงใส ๆ ที่ขยายไปรอบตัว ทั้งใส ทั้งสว่าง ทั้งมีความสุข และมีความบริสุทธิ์ของใจ ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ยิ่งดิ่ง ไม่หยุดยั้ง  จะวืดเข้าไปอย่างมีความสุข

เพราะฉะนั้นแตะใจกันไปอย่างนี้  ไปถึงองค์พระใส ๆ เห็นองค์พระภายในใส ๆ ใสบริสุทธิ์ เหมือนกระจกใส ๆ บ้าง เหมือนน้ำใสๆ บ้าง เหมือนเพชรใส ๆ เพชรที่ต้องแสง หรือใสยิ่งกว่าเพชรบ้าง ขึ้นอยู่กับใจเราที่หยุดนิ่ง นุ่ม เบา สบาย มีความสุข ความบริสุทธิ์มากแค่ไหน ภาพนั้นก็จะปรากฎเกิดขึ้น องค์พระก็เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ใหม่ๆ ก็จะเป็นอย่างไรนี้ เพราะฉะนั้นนักเรียนใหม่ ผู้มาใหม่ ก็แตะใจไปเบา ๆ อย่างนี้ ให้ใจนิ่งๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ อย่างไม่มีพิธีรีตอง

 



ส่วนคนที่ทำคล่องแล้ว ก็วืด…เข้าไปถึงดวง ถึงองค์พระภายในยิ่งๆขึ้นไป เห็นดวงในดวงบ้าง องค์พระในองค์พระบ้าง ใจก็ยิ่งบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใจบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นจะได้เป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ต่างๆ ที่เราทำมาตั้งแต่ตอนเช้า เจริญภาวนา บุญจากการบูชาข้าวพระ บุญจากการถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานแด่พระภิกษุสามเณร ผู้ประพฤติธรรม ทุกๆ บุญเลยแต่ละบุญก็จะเป็นดวงใสๆ มารวมตัวอยู่ในกลางกายของเราเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิตของเรา ทั้งในปัจจุบันนี้และในอนาคตไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม

ให้เรามีทั้งอายุยืน มีวรรณะผิวพรรณผ่องใส สวยงาม มีความสุขกายสุขใจ มีกำลังกาย มีกำลังใจ มีความเฉลียวฉลาดในศาสตร์ทั้งปวง มีธนสารสมบัติ มีทรัพย์ มีบริวารสมบัติ มีทั้งบริวาร มีทั้งพวกพ้องมากมายทีเดียว มีทั้งธรรมสมบัติ คือได้บรรลุธรรมด้วย พูดง่ายๆ คือ ได้ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศ สรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน แล้วก็วิชชาธรรมกายด้วย บุญทุกๆบุญจะเชื่อมต่อตรงนี้ ที่กลางกายของเรา

โดยเฉพาะบุญบูชาข้าวพระ ซึ่งเป็นบุญเนื่องด้วยวิชชาธรรมกาย ต้องเฉพาะวิชชาธรรมกายเท่านั้น จึงจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระได้ คือนำไทยธรรมอาหารหวาน คาว ซึ่งเป็นของหยาบ กลั่นให้เป็นของละเอียดด้วยวิชชาธรรมกาย แล้วก็น้อมนำไปถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว คือขันธ์ทั้งหลายที่จะทำให้เวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งสามนั้น ดับสลายไปหมด เหลือแต่ธรรมกายอรหันตผลเข้าสู่อายตนนิพพาน ซึ่งนับอสงไขยไม่ถ้วนจะนับจะประมาณไม่ได้ นับพระองค์ไม่ถ้วนทีเดียว ไม่ซ้ำพระองค์ มีพระธรรมกายปรากฏอยู่ในอายตนนิพพาน ทั้งพระธรรมกายของพระอรหันต์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระธรรมกายเหมือนกันหมด ต่างแต่ขนาดและพระรัศมี

ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ ก็ต้องประกอบวิชชาธรรมกาย แล้วทุกครั้งมหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน ตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ คือพระผู้ปราบมาร พระมงคลเทพมุนี(สด จันทสโร) คุณยายอาจารย์ทั้งสอง คือ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และมหารัตนอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น ซึ่งตอนนี้ท่านเป็นสมณะเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตบุรี ที่เราคุ้นเคยในวงบุญวิเศษ พอถึงวันเวลาดังกล่าวท่านก็จะรวบเอาไปหมด คือ ทั้งพวกเรา และทั้งไทยธรรม ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารหวาน คาว ประกอบวิชชาธรรมกาย ทับทวีไปถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ดังกล่าว ที่ท่านอยู่เป็นเนื้อนาบุญในอายตนนิพพาน ซึ่งเลยภพสามขึ้นไป สามเท่าของภพสามเป็นอายตนนิพพาน มีพระนิพพานนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นพระธรรมกายทั้งสิ้น
ซึ่งจะไปถึงตรงนี้ ไม่ใช่ง่าย ต้องประกอบวิชชาธรรมกายจึงจะไปถึง ผู้ที่ปราบมารเท่านั้น ภาคปราบเท่านั้น ถึงจะทำอย่างนี้ได้ เวลาจะปราบมารต้องผ่าน…รวบอายตนนิพพาน ผ่านไปไกลกว่านั้น

ดังนั้นบุญจึงเกิดขึ้นมากมาย สมัยที่คุณยายของเรายังอยู่ คือ คุณยายจันทร์ ขนนกยูง ท่านจะสั่งนักสั่งหนาว่าอย่าขาดการบูชาข้าวพระ คุณยายทองสุข ก็เช่นเดียวกัน อย่าขาดการบูชาข้าวพระ เป็นบุญอจินไตย เป็นอสาธารณะ ไม่ทั่วไป จะต้องเฉพาะผู้ที่มีเชื้อสายของวงบุญภาคปราบล้วนอย่างนี้แหละ ข้ามภพข้ามชาติมา จึงจะมาร่วมชุมนุมเอาบุญใหญ่นี้ได้ และบุญใหญ่นี่แหละ ก็จะให้ผลดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศ  สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย ก็จะบังเกิดขึ้นติดเป็นผังสำเร็จไปทุกกาย

ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม  กายธรรมโคตรภูมิ กายพระโสดา กายพระสกิทาคา กายพระอรหันต์เรื่อยไปเลย ในทุกๆกายเลย เราได้บูชาข้าวพระไปเมื่อเช้าแล้ว ณ ช่วงเวลานี้เราจะได้ประมวลรวมบุญ คำนวณบุญทั้งหมด ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ไปทุกภพทุกชาติกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม

เพราะฉะนั้นลูกๆ ทุกคนต้อง กลั่นจิต กลั่นใจให้ใส ๆ ด้วยวิธีการหยุดนิ่งดังกล่าว ให้ใจหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ให้ใจใสๆ ใจเย็นๆ ให้ใจเบิกบาน แช่มชื่น ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆนะ



ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

วันนี้วันพระ : ทบทวนบุญบูชาข้าวพระวันอาทิตย์ 650306

 

ชาวพุทธที่แท้จริงต้องรู้ : ไตรสรณคมน์

 เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปให้ตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อทางนิพพานกัน ทุกๆคนนะ

ให้นั่งขัดสมาด โดยขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้มือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบาย ๆ ไม่ถึงกับเปลือกตาปิดสนิท ปรือ ๆ ตานิด ๆ แค่ขนตาชนกันนิด ๆ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากอดลูกนัยตา ปรือๆ ตานิดๆ พอสบายๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของเรา ตั้งแต่ศีรษะ ลำคอ บ่าไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ ลำตัวของเรา ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ให้ผ่อนคลาย ปรับท่านั่งของเราให้ถูกส่วน ขยับเนื้อขยับตัวให้ดี

ให้เลือดลมในตัวของเราเดินได้สะดวก จะได้ไม่ปวด ไม่เมื่อย แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาดบริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จะเป็นเรื่องคน เรื่องสัตว์ เรื่องสิ่งของ ธุรกิจการงานบ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้  ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่งดังกล่าว ไม่ให้ใจไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องอะไรเลย ใจของเราจะได้ใสๆ จะได้มาอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา

แล้วก็รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ให้หยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ จำง่ายๆว่าอยู่ในบริเวณกลางท้องเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่เดียว เพราะนอกจากจะเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นแล้ว ยังเป็นต้นทางไปสู่อายตนะนิพพานในเส้นทางสายกลางภายใน เส้นทางของพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นับอสงไขพระองค์ไม่ถ้วน เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ท่านก็จะปล่อยวาง ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วใจท่านก็จะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ และนิ่งอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งการบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ บรรลุมรรคผลนิพพาน  หมดกิเลสอาสวะทั้งหลาย จิตก็บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงมีแต่บรมสุขเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา พ้นจากที่คุมขังชีวิตในสังสารวัฏไปสู่อายตนะนิพพานได้ 




เพราะฉะนั้นศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เมื่อพระองค์ได้บรรลุแล้ว ก็ได้นำมาเทศนาสั่งสอนให้กับพระสาวก ผู้มีบุญบารมีได้ปฏิบัติตามพระองค์ ที่เราได้เคยคุ้นเคย มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติแบบทางสายกลาง กลางทั้งภายนอก กลางทั้งภายใน คือ ภายนอกก็ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ทรมานตนให้ลำบาก แต่ก็ไม่ให้สบายเกินควร ประกอบผล กามสุขทั้งหลาย ให้ใจเป็นกลาง จนกระทั้งใจปล่อยวางทุกสิ่ง เพื่อจะนิ่งอย่างเดียว เข้าถึงเส้นทางสายกลางภายใน คือ ใจจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7 แล้วพระสาวกหยุดนิ่งอย่างเดียว เช่นเดียวกับพระองค์ที่ท่านได้เทศนาสั่งสอน ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยะเจ้า เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพาน จึงอยู่ในตัวของทุกๆคน ต่างแต่จะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น พระองค์ทรงสอนอย่างนี้ กับพระสาวกและผู้มีบุญทั้งหลาย ก็ปฏิบัติผลกันไป ได้ผลแห่งการปฏิบัติตามกำลังแห่งบารมีที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่เป็นกัลยาณชนคนดีที่โลกต้องการ เป็นฌานลาภีบุคคล บุคคลที่เข้าถึงฌานสมาบัติ เป็นคนชอบพูดกับคนบุคคลที่เลยความเป็นปุถุชน แต่ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า อยู่ระหว่างกึ่งทาง ครึ่งทาง พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีกำลังเป็นพระอรหันต์ เส้นทางสายกลางนี้เป็นเส้นทางเอกสายเดียวเท่านั้น ที่พระองค์ทรงสอนและทำให้ผู้มีบุญได้บรรลุธรรมตามกำลังแห่งบุญบารมีของแต่ละท่าน

แต่เส้นทางสายเดียว เช่น สมมุติว่าเราจะไปเชียงใหม่ ก็ผ่านจังหวัดต่างๆ เรื่อยๆ กันไป ข้างบ้านก็อยู่จังหวัดนี้จังหวัดนู้น ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่บ้างอะไรต่างๆเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเปลี่ยนเส้นทางสายกลางภายในนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เกิดมาชาติหนึ่งได้ยินอย่างนี้ ก็ถือว่ามีบุญมาก ได้ปฏิบัติตามนี้ ก็ถือว่ายิ่งมีบุญหนักเข้าไปอีก ปัจจุบันแล้วใช้หยุดนิ่งได้ เห็นทางสายกลางจริงๆ จะเริ่มต้นจากใจที่หยุดนิ่ง ตกศูนย์ไปสู่ภายใน ดวงธรรมลอยขึ้นมา เป็นดวงใสๆ เห็นต้นทางแห่งทางสายกลาง หรือต้นทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน ที่เรียกว่า ปฐมมรรค หนทางเบื้องต้น หรือ ต้นทางพระนิพพาน หรือ บางทีก็เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องต้นที่เห็นธรรมในธรรม จะเป็นดวงใสที่มาพร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์  ใจที่เกลี้ยงเกลา ความคิดแจ้ง ความรู้แจ้ง ทั้งชัด ทั้งใส ทั้งสว่าง ทั้งสุข ทั้งบริสุทธิ์ บังเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เมื่อใจนิ่งเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งเห็นธรรมในธรรมเข้าไปตามลำดับ เห็นดวงในดวงเข้าไปเรื่อยๆ เห็นดวงธรรมต่างๆ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์


 เมื่อเห็นธรรม ไม่ช้าก็จะเห็นพระตถาคตเจ้า ที่อยู่ภายใน เช่นเดียวกับพระบรมศาสดาของเรา ที่ท่านได้เข้าถึงพระตถาคตเจ้าภายในกายของพระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็ยืนยันว่า ธรรมกายอรหันต์อิติปิ พระตถาคตเจ้าคือพระธรรมกายอยู่ในตัวของพระองค์ท่าน ท่านสอนให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวของเรา ก็คือพระตถาคตเจ้าภายในตัวของเรา จะต้องเห็นธรรมก่อนซึ่งเป็นดวงใสๆ ดังกล่าวแล้ว นิ่ง..อย่างเดียว หยุด..นิ่ง…อย่างเดียว ไม่ช้าก็จะถึงพระตถาคตเจ้าภายใน เห็นธรรมและก็เห็นพระตถาคตเจ้า

ลักษณะก็เป็นกายที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ ใสบริสุทธิ์ ประดุจรัตนะที่มีความใส หินที่มีค่าทั้งหลายเช่น เพชรเป็นต้น เกศดอกบัวตูม ที่ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรหรือศีรษะที่เรียงรายไปด้วยเส้นประสบ หรือเส้นผมที่วนเวียนทักษิณาวรรตหมุนขวาตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบในอริยบทสมาธิ อยู่บนแผ่นฌาณใส ๆ นั่นแหละคือพระตถาคตเจ้า ที่อยู่ภายใน เราเป็นชาวพุทธต้องรู้จักพระตถาคตเจ้า ว่าคือ ที่พึ่ง ที่ระลึก ที่แท้จริง สิ่งอื่นไม่ใช่ สิ่งที่จะพึ่งได้ จะต้องดับทุกข์ได้ มีแต่สุขอย่างเดียว สุขที่มั่นคงเป็นตัวตนของเราที่แท้จริง ที่เป็นอิสระจากสิ่งที่ครอบงำ เป็นตัวของตัวเองจริงๆด้วย

ถ้าภาษาธรรมะเรียกว่า เป็นนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของที่สุขล้วน เป็นอิสระ เป็นตัวเอง ไม่ถูกกิเลสครอบงำเอาความบริสุทธิ์และความทุกข์ในใจเข้ามาใส่ได้ แล้วก็เป็นอย่างนี้ตลอดเวลาไม่เปลี่ยนแปลง เวลาเรามีทุกข์ก็ไปพึ่งพาท่านได้ เมื่อไปถึงนั้นทุกข์ก็ดับไป เมื่อเรามีสุขก็สุขยิ่งขึ้นไปอีก อย่างนี้ถึงจะเป็นที่เพิ่งที่ระลึกของเราได้ ถ้าไม่มีสภาพอย่างนี้ ไม่มีสภาวะอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ที่พึ่งระลึก จะเป็นต้นหมากรากไม้ ผู้เขาเหล่ากา อารามศักดิ์สิทธิ์ ผู้วิเศษทั้งหลาย ถ้าไม่เป็นนิจัง สุขขัง อนัตตาก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ถ้ายังเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ไม่ใช่เป็นที่พึ่ง กายทั้งก้อนประกอบด้วยธรรมล้วนๆ ซึ่งเรียกว่ากายธรรมหรือพระธรรมกาย นี้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ที่ระลึกก็คือเป็นสิ่งที่ควรจะนึกถึงให้ได้ตลอดเวลา ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ทำเป็นกิจวัตรกิจกรรม ถ้าเราต้องการดับทุกข์ก็ต้องนึกถึงอย่างนี้อย่างเดียว จึงจะเป็นที่พึ่งได้ ให้เห็นชัดใสแจ่ม อยู่ตลอดเวลาเลย

ชาวพุทธต้องรู้จักอย่างนี้ เขาเรียก ไตรสรณคมน์
คมนะ แปลว่า แล่นไป
คือใจของเรา แล่นมาสู่ ที่พึ่ง ที่ระลึกนี้ มาอยู่ที่ตรงนี้ ที่เดียว
เขาเรียกว่า สรณคมน์ แล่นมาสู่ที่เดียว
คือ รัตนตรัยในตัวเรา คือ พระธรรมกาย ชัด ใส แจ่ม อยู่ในกลางกาย

จะขยับเขยื้อนเคลือนไหวไปที่ไหนก็ยังเห็นชัด ใส แจ่มที่เดียว นั่งก็เห็น ยืนก็เห็น เดินก็เห็น นอนก็เห็น เห็นท่านชัด ใส แจ่ม กระจ่าง อย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ใช่ว่า เป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ ใกล้ชิดกับพระรัตนตรัยภายในตัว

พระธรรมกาย คือ พุทธรัตนะ

 


สรณคมน์ซึ่งมี 3 อย่างเขาเรียกว่า ไตรสรณคมน์ มีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ พระธรรมกาย คือ พุทธรัตนะ สิ่งที่ทรงรักษาไว้คือคลังแห่งความรู้ซึ่งอยู่ในกลางกายของพระธรรมกาย เรียกว่า ธรรมะรัตนะ จะมีลักษณะเป็นดวงใส ๆ ใสเกินความใสใดๆในโลก สว่างอยู่ในกลางกายของท่าน นั้น คือความรู้ของพุทธรัตนะ และก็ทรงรักษาพุทธรัตนะเอาไว้ด้วย แต่ทำแล้วก็ยังมีสิ่งที่รักษาทำต่อมาอีก เรียกว่า สังฆรัตนะ ซึ่งอยู่ในกลางธรรมรัตนะ กลางดวงธรรมใสๆ ซึ่งจะมีพระธรรมกายที่ละเอียดเพิ่มขึ้น เรียกว่าสังฆรัตนะซ้อนกันอยู่ภายใน

พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แม้ชื่อจะเรียกแตกต่างกัน แต่ก็ไปด้วยกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนเพชรที่มีทั้งความแข็ง มีทั้งความใส มีทั้งความสวย สีสันอะไรต่างๆทั้งเนื้อทั้งแววทั้งสีไปด้วยกันอย่างนั้นแหละ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามอย่างก็ต้องไปด้วยกัน แต่ชื่อเรียกต่างกัน เพราะมีคุณสมบัติต่างกัน ซ้อนกันอยู่ภายใน ชาวพุทธต้องรู้จักอย่างนี้ ต้องเข้าถึงอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นชาวพุทธแท้ คือแบบเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วจริง ๆ คือรู้เรื่องราวความเป็นจริงในชีวิต รู้ว่าอะไรเป็นที่พึ่ง อะไรคือสิ่งที่เป็นที่ระลึกที่แท้จริง รู้ว่าคนจะคิดจะนึกเรื่องอะไรก็จะพูดรู้ ตลอดจนกระทั่งรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต รู้ว่าอะไรเป็นธรรมเป็นอธรรม อย่างนี้เป็นต้น

มารู้อย่างนี้แล้วก็จะตื่นจากหลับ คือหลุดออกจากสิ่งที่เคยถูกกิเลสครอบงำ ธาตุที่ไม่บริสุทธิ์ บังคับให้เหมือนวนอยู่ชีวิตที่มีมายา ของไม่จริงไม่จังอะไรต่างๆเหล่านั้น ซึ่งมีแต่ความทุกข์ล้วนๆ เมื่อหลุดไปได้ก็เรียกว่าเป็นผู้ตื่น เหมือนตื่นจากหลับ ตื่นจากความฝัน ตื่นจากโลกมายาแล้ว เมื่อตื่นอย่างนี้ เข้าถึงอย่างนี้ ใจหลุดจากความทุกข์ก็เบิกบาน เหมือนดอกไม้ที่คลี่ขยายกลีบเบ่งบานออกไป เหมือนต้นไม้ที่มียอดอันแย้มแล้ว ใจก็จะใส ใจก็จะเกลี้ยงๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด  ไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยวรั้งอะไรเลย ใจจะใส ๆ ไม่ติดเรื่องคน เรื่องสัตว์สิ่งของ เกลี้ยง ๆ อยู่ตามลำพังก็มีสุขได้ จะอยู่ในป่าในเขาในถ้ำ ใต้ต้นไม้เรือนว่าง ป่าช้า ป่าชัฎ สุขได้ด้วยตัวของตัวเอง คือสิ่งอัศจรรย์ทีเดียว

เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระ ให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้หาสาธารณะ ไตรสรณคมน์ หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงเรา ก็ให้เอาใจหยุด นิ่ง นุ่ม อยู่ที่กลางกายฐานที่ 7 อย่างเบาๆ สบายๆ นึกถึงดวงใส นึกถึงดวงใส ใครคุ้นกับการที่นึกถึงดวงใส ๆ ก็ให้นึกถึงดวงใสๆ ใครคุ้นกับการนึกถึงองค์พระ ก็นึกถึงองค์พระใสๆ ใครคุ้นกับการวางใจเฉยๆ เอาใจหยุดนิ่งเฉย ๆ พร้อมกับประคองภาวนาในใจว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ประคับประคองใจ ให้หยุดนิ่งกันอย่างนี้ ต่างคน ต่างทำกันไปเงียบ ๆ นะ

 


เมื่อใจเราใสสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเราจะได้พร้อมในการประกอบพิธีบูชาข้าวพระกันต่อไป ให้ลูกทุกคนนั่งพับเพียบ หลับตา พนมมือขึ้นมาพร้อมกัน  ใจของเรายังอยู่กลางๆนะ หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น

(......ในเทปเสียงหลวงพ่อ กล่าวนำบูชาข้าวพระ….เสร็จแล้ว ก็นำสาธุชน ทำสมาธิต่อเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยอาหารคาว หวาน ผลไม้ ที่จัดวางไว้บนโต๊ะ ในศูนย์กลางพิธี….)  

เมื่อกล่าวคำบูชาข้าวพระกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปขอให้ทุกคนนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนาแบบเดิม เราก็รวมใจของเราหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 กลางท้องซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ ให้ใจของเราหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ หยุดนิ่งไปเรื่อยๆเลย ใจก็จะค่อยๆเคลื่อนกลับเข้าไปสู่ภายในหลุดจากหยาบ จากสภาวะหยาบไปสู่ที่โล่ง ที่กว้าง เหมือนอยู่กลางอวกาศ  ตัวโล่ง กว้าง อย่างน้อยก็ตัวโล่ง โปร่ง เบาสบาย ตัวขยาย กว้างออกไป  จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง ตกศูนย์เข้าไปสู่ภายใน นี้สำหรับบางคนที่ทำได้  ที่ยังไม่ถึงตรงนี้ก็เอาเท่าที่ใจเราเข้าถึงอย่างสบาย ๆ

 


ใครที่เข้าถึงดวงธรรม ก็เอาใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงธรรมใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วที่ใสเหมือนกับเพชร สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าใสเย็น ไม่แสบตา ไม่จ้าตา ใครที่เข้าถึงกายภายใน ก็เอาใจหยุดนิ่งอยู่ในกายภายใน ที่เราเข้าถึงได้นี่  จะเป็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม หรือ กายอรูปพรหม ที่เราเข้าถึงได้ แล้วก็นิ่งไปที่กลางกายนั้น ใครเข้าถึงกายธรรมแล้ว ก็หยุดนิ่งไปที่กลางกายธรรม องค์พระใสๆ ให้ใจเราหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นุ่มๆ สบายๆ ใจใสๆ ใจเย็นๆ ใจเกลี้ยงๆ ถ้าเราฝึกจนคล่อง จนชำนาญแล้ว เราแตะใจลงไป ใจก็วื๊ดเข้าไปข้างในเลย เหมือนร่างกายเราเป็นทางผ่านของใจ ให้ใจเราแล่นไปสู่พระรัตนตรัยในตัว

มันจะวื๊ดเข้าไปเลย คราวนี้เราก็นึกน้อมเอาเครื่องไทยธรรม อาหารหวาน คาว ดอกไม้ ธูปเทียนที่ตั้งอยู่หน้าองค์พระ เครื่องไทยธรรม ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารหวาน คาว ที่เราจัดมาอย่างประณีตสวยงาม น้อมไปด้วยใจที่ละเอียด ถ้าใจเราละเอียด ก็นึกนิดเดียว ใจก็จะวื้ดเข้าไปข้างในเลย จะไปใสสว่างอยู่ในกลาง ประสบการณ์ภายในที่เราเข้าถึง เช่น อยู่ในกลางดวงธรรม อยู่ในกลางกายในกาย อยู่ในกลางองค์พระใสๆ ให้ใจเรานิ่งๆ นุ่มๆ อย่างนี้

บุญของการบูชาข้าวพระ

แล้วก็…นึกอาราธนามหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเรา พระผู้ปราบมาร พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) แล้วก็คุณยายอาจารย์ทั้งสองท่าน คือ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง คือคุณยายจันทร์ของเรา  และอุบาสิกาทองสุก สำแดง ปั้น คือ คุณยายทองสุก ซึ่งท่านมีธรรมกาย คล่องแคล่ว เชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย อาราธนาท่าน ซึ่งท่านก็คอยเราอยู่แล้ว พอนึกถึงท่าน ท่านก็…รวบเราเข้าไปข้างในเลย ในกลางธรรมกายท่าน ที่ใส ที่ละเอียด นับพระองค์ไม่ถ้วนเลย ท่านก็ประกอบวิชชาธรรมกาย ไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องนึกน้อม ทำใจนิ่งๆ นุ่มๆ น้อมนำเครื่องไทยธรรมนี้ไปถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านดับขันธปรินิพพานนานมาแล้ว คือถอดขันธ์ต่างๆออก ดับหมดเรียกว่าดับขันธ์ทั้งหลาย และปรินิพพาน ตกศูนย์ เหลือแต่พระธรรมกายตกศูนย์เข้าไปเป็นอายตนะนิพพาน พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในภพ 3 มีอายตนะนิพพานรองรับเต็มไปหมดเลย นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน 

เป็นพระธรรมกายที่ใสสวยงามมาก โตใหญ่มาก อย่างน้อยก็ 20 วา หน้าตัก 20 วา สูง 20 วา ใสบริสุทธิ์เต็มไปหมดเลย ทั้งสัพพัญญูพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งพระปัจเจกพระพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วนเลย มหาปูชนียาจารย์ทุกท่านก็จะทับทวี ไทยธรรมเหล่านี้ กลั่นให้เป็นของเหลว ละเอียด บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น น้อมไทยธรรมเหล่านี้ถวายพรึบไปหมดเลย ซึ่งพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็สงบนิ่งอยู่ในอายตนะนิพพานที่โล่งๆ ว่าง ๆ ไม่มีอะไรกำบัง เป็นเนื้อนาบุญให้กับพวกเราทั้งหลาย แล้วก็น้อมไปถวาย…พรึบ..ไปหมดเลย แล้วก็ทำจิตให้หยุดนิ่ง นุ่ม และก็น้อมไป นึกนิดเดียว แล้วก็ทำใจให้หยุดให้นิ่ง ให้ใสๆ มหาปูชนียาจารย์ทุกท่าน ท่านก็จะทับทวีไปเรื่อยๆ จนสุดรู้สุดญาณของท่าน ทับทวีไปเรื่อยๆเลย

การบูชาข้าวพระนี้เป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยาก ต้องมีการเกิดขึ้นของทีมงานภาคปราบ ลงมาเกิดสร้างบารมี ซึ่งจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ที่จะน้อมเอาเครื่องไทยธรรมไปถวายเป็นพุทธบูชา เรายังมาอยู่ในยุคนี้ ที่สามารถบูชาข้าวพระได้ คือ กลั่นไทยธรรมซึ่งเป็นของหยาบ ไปเป็นของละเอียดและทับทวีไปถึงพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ทั้งหลาย นับพระองค์ไม่ถ้วนในอายตนะนิพพาน ที่สว่างไสวด้วยธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ ธรรมรังษีที่สว่างไสว บุญก็เกิดขึ้นมากมาย เป็นบุญพิเศษเฉพาะผู้ที่มีเชื้อสายมโนปณิธาน ปราบมารไปถึงที่สุดแห่งธรรม เพื่อเอาบุญพิเศษนี้ ไปตัดรอนวิบากกรรม วิบากมาร อุปสรรคต่างๆนาๆ ในชีวิต ทุกข์โศก โรคภัย สิ่งไม่ดีทั้งหลายไปละลายหายสูญไป  หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายกลายเป็นดีและมีผังนี้ติดตัวไป จนถึงที่สุดแห่งธรรม ให้ได้เกิดมาสร้างบารมีในวงบุญพิเศษนี้ เห็นธรรมะกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย ระลึกชาติได้ สร้างบารมีกันตั้งแต่ยังเยาว์วัยเรื่อยไปจนกระทั่งหมดอายุขัย ไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม

บุญนี้จึงเป็นบุญพิเศษ ซึ่งบังเกิดขึ้นโดยยาก ถ้าเราทำแบบปกติ หรือ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางนี้ กำลังบุญ แค่เหมือนฝนตกลงมาเต็มตุ่มน้ำใบเดียว แต่บุญที่บูชาข้าวพระ  เปรียบเหมือนฝนที่ตกลงมาเต็มฟ้าครอบ จนสุดขอบฟ้า …พรึบ…เต็มไปหมด

นี้เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย ได้บุญเป็นอสงไขอัปปมานัง นับจะประมาณมิได้ มหาปูชนียาจารย์ทุกท่านก็จะตรวจตราดูทุกคน สาวไป ดูไปว่า ใครถูกพญามารเอากิเลสไปบังคับ ให้สร้างกรรม และก็มีวิบากกรรมติดมาให้ได้เป็นอุปสรรคของชีวิตการสร้างบารมี ทั้งวิบากกรรม วิบากมาร ท่านก็แก้ไขกันไป อาราธนาพระนิพพานลงแก้ไขด้วย แล้วเอาสายบุญนี้ได้เชื่อมสายสมบัติ ติดตัวไปทุกภพทุกชาติ

ปัจจุบันชาติที่กำลังได้สร้างบารมีอยู่ ก็เอาบุญนี้ได้เชื่อมสายสมบัติ  ให้ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรงาม ให้หมดหนี้หมดสิ้น เหลือกิน เหลือใช้ เหลือไว้ใช้สร้างบารมี ให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีผู้ใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เป็นครอบครัวแก้ว ครอบครัวธรรมกาย ให้ได้บรรลุธรรมได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย อย่างถูกต้องร่องรอย ตรงไปตามความจริง ให้ใจอยู่ในวงบุญนี้ ประกอบธุรกิจการงานใดๆ ก็ให้ประสบความสำเร็จ ทั้งงานทางโลกงานทางธรรม งานเป็นยอดกัลยาณมิตร เป็นผู้นำบุญที่จะเชิญชวนผู้มีบุญทั้งหลายมาบวชก็ดี หรือมาสร้างบารมีก็ดี ให้ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย



บุญนี้ก็จะติดมาในวิมาน และก็อาหาร ไทยธรรมเหล่านี้   ซึ่งเป็นทิพย์ก็จะบังเกิดขึ้นที่ทิพยวิมานของตนเอง ส่วนหนึ่งก็นำไปแจกจ่ายกับตามวิมานต่างๆ แล้วก็ประกาศก้องว่า เป็นไทยธรรมของหมู่คณะเรา ของบุคคลนั้น ชื่อนั้น จนกระทั่งกิตติศักดิ์เลื่องลืออยู่ในภพภูมิต่าง ๆเหล่านั้น  ที่สามารถรับบุญได้ ส่วนหนึ่งก็จะเป็นบุญให้กับบรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติสนิทมิตรสหาย ผู้ที่เป็นที่รักของเราที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ที่เราระลึกนึกถึงท่าน บุญนี้ก็จะอุทิศส่งไปถึงท่านเหล่านั้น ที่อยู่ในภพภูมิที่รับได้ ไปตัดรอนวิบากกรรมต่างๆ ที่มีทุกข์มากก็จะทุกข์น้อย ที่ทุกข์น้อยก็จะพ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็จะมีสุขมาก มีสุขมากแล้วก็มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ  

โดยเฉพาะวิมานของเราเองนั้น ทิพยสมบัติเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบริวารอันเป็นทิพย์ ก็มากมายทีเดียว เราเป็นเจ้าของบุญที่เป็นทิพย์ เกิดขึ้นจากการบูชาข้าวพระในวันนี้ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี่ ให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ มีความปรารถนาอันใดก็ตามไปตั้งจิตนึกถึงบุญนี้ แล้วก็อธิษฐานด้วยใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ มีความปรารถนากันใดก็ตาม ใ้ห้ตั้งจิตนึกบุญนี้ อธิษฐานกันไปตามใจชอบ จนกว่าจะถึงเวลาอันควร แล้วก็จะได้พร้อมใจกันถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานแด่ พระภิกษุ สามเณร ผู้ประพฤติธรรมกันต่อไป ต่างคนต่างนั่งอธิษฐานจิตกันไปเงียบๆนะ


   

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ

  •     ภาพจากบล็อกดีๆ 072 และ pixabay.com ออกแบบโดย Dragon 2