รากฐานพลังแห่งทีม : การหล่อหลอมฉบับบ้านธรรมประสิทธิ์ "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

 

บันทึกธรรมะไว้อ่าน....๓

การปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์

เทศนาธรรมโดย พระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ณ Meditation Room๑๒ ( NSB ) ท่านได้เล่าเรื่องราวสมัยบ้านธรรมประสิทธิ์ให้ฟังพอสรุปได้คราว ๆว่า

คำอธิบายเพิ่ม : เพื่อให้ได้คงไว้ในการบรรยายธรรมะ จึงขอบันทึกคำเรียกมหาปูชนียาจารย์ไว้สั้น ๆตามธรรมเทศนา ว่า...

หลวงปู่ฯ หมายถึง พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ พระผู้ปราบมาร (สด จันทสโร)

คุณยายฯ หมายถึง คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

คุณครูไม่ใหญ่ หมายถึง หลวงพ่อธัมมชโย

หลวงพี่ หมายถึง พระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ (พระอาจารย์ที่ปรึกษาด้านการหล่อหลอมฯ)

หลวงพี่ได้นำปฏิบัติธรรม และได้เล่าปกิณกะธรรมพอสรุปได้ว่า....

ในสมัยที่คุณยายฯอยู่วัดปากน้ำ ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ หลวงพี่ท่านก็ได้ไปปฏิบัติธรรมกับคุณยายเป็นประจำ ท่านเล่าว่า ท่านไปปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ สมัยนั้นเปิดกว้างในการให้ทุกคนไปปฏิบัติธรรม เวลานั้นคุณยายฯยังไม่ได้จัดเวลาว่านั่งกันแบบไหน ใครไปถึงก่อนก็พากันนั่งสมาธิก่อน ใครมาที่หลังก็นั่งภายหลัง ทุกคนไปด้วยใจที่อยากจะนั่งและเพราะเคารพคุณยายฯ เคารพในวิชาความรู้ เคารพในความเป็นครู พื้นฐานในการตั้งไว้อยู่ในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่เริ่มต้น ความรู้ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯก็ได้ถ่ายทอดผ่านยายมาสู่ลูกศิษย์ลูกหา และต่อทอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน จึงเป็นหมู่คณะที่มีพื้นฐานคือการปฏิบติธรรม หากไม่อยู่ในพื้นฐานการปฏิบัติธรรม เราก็จะไม่รู้ว่าเป้าหมายการเดินทางคืออะไร ถ้าได้นั่งสมาธิก็จะรู้พื้นฐานในการปฏิบัติธรรม ก็จะได้คำตอบในชีวิตที่ผ่านมาคืออะไร ที่ทุ่มเทชีวิตในการฝึกฝนตนเองตลอดมา เพื่ออะไร เกิดขึ้น

การหล่อหลอมฉบับคุณยายฯ จากบ้านธรรมประสิทธิ์...สู่วัดพระธรรมกาย

ช่วงแรก ๑ ชั่วโมงเป็นช่วงการปฏิบัติธรรม ซึ่งหลวงพี่ได้นำนั่งสมาธิตามหลักวิชชาธรรมกาย...โดยกล่าวถึงวิธีการหยุดนิ่งที่ศูนย์กลายกาย...กล่าวพอสรุปคราวๆได้ดังนี้...

สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้ให้ไว้ และเป็นวาทะสำคัญที่ติดตัวพวกเราไปตลอด ไม่ใช่แค่ชาติปัจจุบัน แต่จะติดตัวไปตลอดชีวิต จนกระทั่งอนาคต ภพต่อไป นั้นก็คือคำว่า "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

คำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จนั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านหมายเอา ใจหยุดที่ศูนย์กลางกาย  

ที่ศูนย์กลางกายนั้น เป็นที่ตั้งของใจ และ ที่ตั้งของดวงธรรม ที่ใสบริสุทธิ์ ก่อนที่จะเข้าถึงธรรมนั้น ใจของเราต้องนำใจไปเข้าที่ศูนย์กลางกาย พร้อมกับจรดใจนิ่ง เพราะฉะนั้น คำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ เป็นคำที่ทรงคุณค่ายิ่ง สำหรับทุกคน ทุกขั้นทุกตอนในการปฏิบัติธรรม จะอยู่บนขั้นพื้นฐานของคำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ทั้งสิ้น 

ที่ศูนย์กลางกายนั้น มีดวงธรรมที่ใสบริสุทธิ์อยู่ แต่ว่าเป็นของละเอียด หากเรานำใจเข้าศูนย์กลางกายได้ หยุดนิ่งได้ ใจเราก็จะละเอียด จะดีขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะพบว่า ที่ศูนย์กลางกายนั้น มีดวงธรรม ใสบริสุทธิ์ คอยเราอยู่แล้ว เหลือแต่เราที่จะต้องนำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ให้ใจเราหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องใช้กำลังกด เพราะสิ่งเหล่านี้หากใช้กำลังกด ใช้กำลังบังคับก็จะทำให้ใจหยาบกระด้าง จะทำให้ใจร้อน ใจหยาบ ก็จะไม่เข้าถึงธรรม

สิ่งที่ต้องพึ่งกระทำให้กับตนเองตั้งแต่ปิบัติธรรมเริ่มต้น คือ การเตรียมใจของเราให้พร้อมที่จะหยุดนิ่ง ใจที่จะเข้าสู่ภายในนั้น ต้องปล่อยวางเรื่องข้างนอก เรื่องข้างนอกเป็นเรื่องของกิเลสและอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะดึงใจให้เราออกนอกศูนย์กลางกาย ทำให้เราเพลิดเพลิน และก็ฟุ้งไปในเรื่องต่างๆ และก็จะทำใจให้ดึงกลับมาที่ศูนย์กลางกายได้ยาก

หากต้องการทำให้สิ่งเหล่านี้ออกจากใจ ก็ต้องทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย โดยปล่อยสิ่งเหล่านี้ออกไปจากใจ ใจเราก็จะเบาสบาย ใจขุ่นมัวก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่ภายในได้

พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้แนะนำเอาไว้ว่า...เมื่อเราจะนั่งก็ปล่อยเรื่องต่างๆ คลายออกจากใจ และทำให้เป็นนิสัยเลยคือ เรื่องหลับตา โดยทำความรู้สึกว่า ปล่อยเรื่องต่าง ๆ ทิ้งออกไป ใจก็จะเบาสบาย ใจก็จะเริ่มใสขึ้น ๆ.....

ใจที่โปร่ง เบา สบาย คือ ใจที่กลับไปเข้าสู่ศูนย์กลางกายง่าย ๆ

ศูนย์กลางกาย คือ ใจที่หยุดนิ่งที่ห่างจากกลางตำแหน่งสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ

เมื่อใจใสสว่าง ใจก็จะหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย กลั่นใจให้สะอาดยิ่งขึ้น ยิ่งใจสะอาด ก็จะโปร่งเบา ใจก็จะยิ่งหยุดที่ศูนย์กลางกายมากขึ้น ใจไม่อยากไปที่อื่น หยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย และใจก็จะเริ่มรวมมากขึ้นๆที่ศูนย์กลางกาย หากเราฝึกบ่อยๆ ก็จะมีความรู้สึกว่า เราทำได้ และก็จะพบดวงธรรมที่ศูนย์กลางกาย นั้นคือ ดวงปฐมมรรค ซึ่งคือ ต้นทางที่จะเข้าสู่ภายใน ดังนั้น การที่เราจะทำได้ ก็คือ "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"

สมัยที่คุณยายฯเริ่มเรียนธรรมะกับคุณยายทองสุข ที่บ้านคุณนายเลียบ คุณยายฯก็เริ่มฝึกจากพื้นฐานเบื้องต้นที่หลวงปู่ฯสอน ฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย คุณยายฯทำงานเยอะทั้งวัน แต่ก็บริหารเวลาเพื่อทำใจให้หยุดให้นิ่ง ท่านทำทุกอริยบท ขอให้มีเวลา ท่านก็จะฝึกใจทำสมาธินำใจเข้าสู่ศูนย์กลางกาย 

เวลาว่างของคุณยายฯคือ ช่วงกลางคืนที่ทำงานเสร็จแล้ว จึงมีเวลานั่งสมาธิ ในประวัติของคุณยายฯกล่าวไว้ว่าท่านนั่งสมาธิตั้งแต่ ๓ ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน ถึงจะได้นอน การรักในการปฏิบัติธรรม ทำให้พอกพูนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เวลาท่านมีค่ามาก แสวงหาเวลาในการปฏิบัติธรรม ฝึกใจจนกระทั่งใจรวมที่ศูนย์กลางกาย...

เมื่อนั่งสมาธิเสร็จ : หลวงพี่ได้ให้โอวาทสมาชิก โดยเล่าว่า...คุณยายฯในสมัยที่อยู่บ้านคุณนายเลียบนั้น ท่านเป็นคนขยัน ไม่เคยอู้งาน มีงานอะไรท่านก็รีบทำๆ และทำได้ดีด้วย เมื่อได้เจอคุณยายทองสุข ก็ได้เริ่มปฏิบัติธรรม มีความผูกพันธ์ ดังนั้นความเป็นครูและศิษย์จึงได้เริ่มตั้งแต่วันนั้น พอคุณยายฯว่างจากงานก็นึกถึงศูนย์กลางกาย ท่านก็ต้องใช้เวลาเช่นกันในการปฏิบัติ ก็ได้ปฏิบัติธรรมตามที่หลวงปู่ฯสอนคุณยายทองสุข และคุณยายทองสุขก็ได้นำมาสอนท่าน ท่านปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใจรวม ถูกส่วน เข้าถึงธรรมภายใน 

โอวาทเรื่องการหล่อหลอม....

ช่วงที่สองเป็นการสรุปวิธีการฝึกสมาธิของคุณยายฯ....ว่า ท่านได้หล่อหลอมหมู่คณะอย่างไร

หลวงพี่ได้ถ่ายทอดเรื่องการหล่อหลอมในสมัยเริ่มต้นจากบ้านธรรมประสิทธิ์ว่าคุณยายฯท่านได้หล่อหลอมลูกศิษย์ทุกคนอย่างไร และได้กล่าวว่าการหล่อหลอมคืออะไร ทำไมต้องหล่อหลอม 

พอสรุปคราวๆได้ว่า....

ท่านให้ความหมาย การหล่อหลอมไว้ว่า เป็นการหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น ในหมู่คณะหนึ่งๆ มีคนมาร่วมกันเยอะ ซึ่งแต่ละคนก็มาจากทิศต่างๆ คนละทิศ คนละทาง ทำให้มีความนึกคิดแตกต่างกัน  เมื่อมีการหล่อหลอม ไม่ว่าในระดับใดก็ตาม มุ่งเน้นให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน

การทำงานในแต่ละหน่วยงาน ยังไม่มีพลังทีม ยังแยกกันเป็นหน่วยๆ แต่เมื่อนำทุกหน่วยมารวมกัน ก็ทำให้ในภาพรวมเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อแต่ละคนหล่อหลอมได้ดีแล้ว ความสามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความผูกพันธ์อย่างเหนี่ยวแน่น แน่นแฟ้น มีความผูกพันธ์ในการเป็นพี่เป็นน้องกันระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นการหล่อหลอมหากทำได้ในหน่วยงานต่างๆ ก็จะทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือ ความผูกพันธ์ที่มีความเป็นพี่เป็นน้องของทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นในที่พักเพราะเป็นหมู่คณะเดียวกัน ใครมาก่อนเป็นพี่ใครมาหลังก็เป็นน้อง ความเป็นพี่น้องคือสายใยที่จะเกื้อกูลกันได้

ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย สิ่งที่เป็นพื้นฐานในการฝึกตนคือที่พักอาศัย กิจวัตรกิจกรรมทั้งระบบนำมาซึ่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นพื้นฐานในการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมในการศึกษาวิชชาธรรมกาย จำเป็นต้องหลอมหล่อ ใจถึงจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ไปทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถหล่อเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนการอยู่ร่วมกัน กิน นอน นั่ง ด้วยกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ผูกพันธ์กันเป็นพี่เป็นน้องกันในที่พักเดียวกัน เช่น การฝึกตนบำเพ็ญตบะของคณะพระภิกษุสงฆ์ การฝึกตนของอุบาสก การฝึกตนของอุบาสิกา การฝึกตนของพนักงานทำงานร่วมกันในสำนักนั้น ๆ

ใครมาก่อนเป็นพี่ ใครมาที่หลังเป็นน้อง ความเป็นพี่เป็นน้องมีสายใยที่เกื้อกูลกัน ในการสร้างบุญสร้างบารมี ไม่ว่าจะเจออะไรก็สามารถช่วยกันได้ด้วยความผูกพันธ์ที่มีสายใยของความเป็นพี่น้อง

กำแพงกั้นในการหล่อหลอมคือ ความต่างกันในการทำงานแต่ละหน่วยงาน 

ในหน่วยงานเดียวกันจะมีความเหมือนความสัมพันธ์กันดีกว่าต่างหน่วยงาน

หล่อหลอมให้เป็นหมู่คณะเดียวกัน และมีความนึกคิดในเป้าหมายเดียวกัน

การแบ่งแยกทำให้เกิดความต่าง เช่น การเกิดเป็นมนุษย์ก็มีใบหน้าที่ต่างกัน

ประเทศก็ถูกแบ่งเป็นเขตแดน ทำให้เกิดเป็นคนเชื้อชาติต่างเผ่าพันธ์กัน ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม

ทำให้เกิดความแตกแยกแตกต่าง ไม่มีความแน่นแฟ้น พูดกันไม่รู้เรื่องถูกแยกไปหมด จนกระทั่งถึง "จิตใจ"

ให้มีความนึกคิดแตกต่างกัน แยกไปถึงกาย ถึงแม้ว่า เราจะมาเป็นมนุษย์ แต่ว่าหน้าตาก็แตกต่างกันไป

ในระดับกายธรรมก็แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ความรู้สึกแตกต่างไม่มีเลย ไม่มีความแตกแยก

เพราะธรรมกายมีพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ 

หลวงปู่ฯ คุณครูไม่ใหญ่ คุณยายฯ บอกไว้ว่า การศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็ต้องเข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น

เมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจน  คิด พูด ทำ เรื่องด้วยกัน

หากไม่ปรับสิ่งเหล่านี้ ความแตกต่างของแต่ละคน ความมีใจเป็นหนึ่งเดียวกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำเมื่อเข้ามาเป็นหมู่คณะเดียวกัน คือ "การฝึก"

ให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้....

การฝึก ทุกคนต้องฝึก ไม่สามารถฝึกแทนกันได้

ต้องฝึกด้วยตนเองที่จะเข้าถึงธรรมกาย

แม้ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย

เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ก็จะรู้ว่าเป้าหมายเดียวกันคืออะไร

คิดเรื่องเดียวกันได้ พูดเรื่องเดียวกันได้ ทำเรื่องเดียวกันได้ หล่อหลอมด้วยกันได้

เมื่อเราหล่อหลอมกันด้วยจิตใจ และ ก็ถึงไปหล่อหลอมด้วยเรื่องธรรมกาย

หากไม่ปรับความแตกต่าง แตกแยกในเรื่องความคิด พูด การเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ดังนั้นเมื่อเข้าสู่หมู่คณะเดียวกัน ในสถานนั้นๆ 

สิ่งที่เป็นพื้นฐานควรให้กับสมาชิก คือ "การหล่อหลอม" และ "การปฏิบัติธรรม"

เมื่อโรคโควิดระบาดผ่อนคลาย ก็ควรกลับมาถิ่นที่พักเพื่อฝึกตนหล่อหลอมรวมกัน (ยกเว้นคนที่อยู่ต่างประเทศ)

แม้ว่าปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อให้เข้าร่วมการปฏิบัติผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

แต่ผลก็จะไม่เหมือนกันกับในการมาร่วมกันจริงๆ 

ดังนั้นผลที่จะเกิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ใครก็ตามที่ยังไม่ได้กลับมาร่วมกิจกรรม

ก็ขอให้กลับมา เพื่อปฏิบัติฝึกฝนตนเอง รวมใจเป็นหนึ่ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ทำให้เกิดความรักสามัคคีในหมู่คณะ ไม่เหมือนว่าโดยจับแยกห้องต่างคนต่างอยู่

Zoom มีประโยชน์ที่ทำให้คนไกลเหมือนอยู่ใกล้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิด คือ เหมือนคนใกล้อยู่ไกล หมายความว่า บางคนที่เคยอยู่ใกล้แต่อยากออกไปอยู่ซะไกล

เช่นว่า วันนี้วันหล่อหลอม มีการนั่งสมาธิรวมกันในห้องปฏิบัติธรรม ทุกคนรวมใจกันนั่ง แต่บางคนก็หนีหายไปนั่งสมาธิที่อื่น นั่งอยู่ไกลๆ จึงทำให้การรวมเป็นหนึ่งเดียวไม่เต็มที

หลวงพี่ท่านมีพื้นฐานในการเข้ามาปฏิบัติธรรมจากบ้านธรรมประสิทธิ์

ฝึกตนด้วยตัวเอง ความคิดว่า "บังคับ" ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีอยู่ในใจ

คุณยายฯไม่เคยบังคับลูกศิษย์ให้เข้ามาเรียนรู้ธรรมะ 

ท่านเปิดประตูบ้านกว้าง สำหรับคนที่ยินดี ที่จะมาเรียน

การหล่อหลอมในวันนี้ ทำให้หลวงพี่สุวิชชาโภ นึกถึงสิ่งที่คุณยายฯเคยทำให้ตอนอยู่บ้านธรรมะประสิทธิ์

พอมาถึงปัจจุบันเวลานึกถึงการสร้างวัด ใจก็นึกถึงบ้านธรรมประสิทธิ์

ที่คุณยายฯรวมคน พอคุณยายฯบอกว่าจะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ทุกคนก็จะยินดี 

พื้นฐานที่คุณยายฯเริ่มต้นสร้างหมู่คณะขึ้นมาได้ คือ การเริ่มต้นรวมคนด้วยการปฏิบัติธรรม

แต่การปฏิบัติหมายถึงการรวมคนที่มียินดีมานั่งสมาธิ

ที่รู้ เพราะว่า คุณยายฯ ภายในนั้นเป็นคนที่มีใจทำอะไรเด็ดขาดมาก 

หลวงพี่อยู่กับคุณยายฯช่วงเข้าไปปฏิบัติธรรมใหม่ ๆนั้น ท่านสัมผัสได้ว่า คุณยายฯท่านเป็นคนมีเมตตา

คุณยายฯสร้างคนที่บ้านธรรมประสิทธิ์ขึ้นมา 

ก็มาจากพื้นฐานที่สำคัญ คือ ท่านสร้างคนด้วยหัวใจของท่าน 

เพราะฉะนั้นท่านก็จะให้ความรู้ความเมตตา 

การเรียกคุณยายฯ คือ เริ่มต้นจากที่คุณครูไม่ใหญ่ท่านเป็นคนเรียก "คุณยายฯ" เป็นคนแรก

หลังจากนั้น คนที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ก็เรียกท่านว่า คุณยายฯ ตามที่คุณครูไม่ใหญ่เรียก

เป็นภาพที่คุณยายฯสร้างหมู่คณะขึ้นมาเป็นชุดแรก ด้วยความเมตตาของท่านพร้อมกับความรู้

สิ่งที่คุณยายหล่อหลอมขึ้นมานั้น ในฐานะเป็นครูสอนเรื่องการปฏิบัติธรรม และ อยู่ที่คำว่า  "ยาย" ด้วย

สองคำนี้คือคำพื้นฐานที่ท่านให้ไว้กับลูกศิษย์ทุกคน

คำว่า "ครู" คือ วิชาความรู้ที่ท่านมอบให้ เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง "ครูกับศิษย์"

ตั้งแต่คุณครูไม่ใหญ่ คุณครูไม่เล็ก เหล่าพระภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา

และสิ่งที่คู่มากับคำว่าครูก็คือ คำว่า "ยาย" เป็นสิ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดความเป็นยายของท่านให้กับหมู่คณะ  

ท่านมีเมตตาสอน พร้อมจะเป็นหลักให้ พร้อมอุ้มชูสนับสนุน ช่วยเหลือ ด้วยฐานะ "คุณยาย"

คำว่า "ยาย" คุณครูไม่ใหญ่ ท่านมีความรู้สึกและความเคารพคุณยายฯเป็นอาจารย์ 

และเหมือนท่านเป็นพ่อเป็นแม่ รวมอยู่ในคำว่า "คุณยายฯ"

นั้นคือรากฐานที่คุณยายฯได้ให้กับหมู่คณะชุดแรก

คำทั้งสองอย่างนี้(ครู,คุณยายฯ) ก็รองรับให้ทุกคนตั้งแต่ตอนบุกเบิกวัด และ

หลวงพ่อบวชเป็นพระในปี ๒๕๑๒ และสร้างวัด ในปี ๒๕๑๓ จนมาถึงปัจจุบัน

ความรู้สึกที่ผูกพันธ์กับคุณยายฯ ความเป็นครูของท่าน ก็ยังคงบิบูรณ์ทุกประการ

จากกลุ่มก้อนเล็กๆ ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น ผ่านกาลเวลามานานกว่า 50 ปี มาจนถึงปัจจุบัน

นี้คือพื้นฐานทั้งหมดที่คุณยายฯได้ปูพื้นให้ 

หลวงพี่อยากจะบอกว่า นี้คือ การมอบการหล่อหลอมเป็นแบบฉบับบ้านธรรมะประสิทธิ์ของคุณยายฯ

การส่งต่อ ได้ผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

ลูกศิษย์ทุกคนก็ยังสัมผัสถึงความเป็นยายในฐานะความเป็นครูและความเป็นคุณยายฯอาจารย์

แต่สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่รองรับการเป็นอยู่ของหมู่คณะ

สืบทอด ถ่ายทอด ต่อๆกันมาเป็นการหล่อหลอม มาจนถึงทุกวันนี้

ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ การเป็นกลุ่มก้อนก็จะไม่มี

ถ้าไม่หล่อหลอม ก็จะไม่เป็นกลุ่มก้อน เป็นหมู่คณะ

ดังนั้น "จำเป็นต้องมีการหล่อหลอม " 

ความเป็นหมู่คณะ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความรักความสามัคคี ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีการแยกแตกสลาย ได้ชื่อว่า เป็นลูกศิษย์ หลวงปู่ฯ คุณยายฯ อย่างแท้จริง

ก็สามารถเข้าใจเรื่องการศึกษาธรรมะก้าวหน้ามากขึ้นๆ เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต

ต้องประคับประคอง มีความเข้าใจ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนพี่น้อง จะต้องประสานให้ได้

เพราะคนเป็นพี่ ก็จะมีอายุมากขึ้นๆๆ  

คนเป็นน้องก็มาใหม่เรื่อยๆ มาจากคนละบ้าน คนละทิศ คนละทาง และก็มารวมตัวกัน อยู่ร่วมกัน

เพราะฉะนั้น จำต้องหล่อหลอม ผู้เป็นพี่ก็ต้องพร้อมที่จะให้

หลวงพี่ไม่อยากได้ยินคำว่า "ฉันแก่แล้ว" 

พี่ต้องมีหน้าที่ยืนมือช่วยน้อง ช่วยได้เท่าไรก็ต้องช่วย

เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะเดียวกัน

ส่วนน้องก็ต้องพยายามทำความเข้าใจว่า "กำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในหมู่คณะ"

ก็อาศัยการหล่อหลอมของคุณยายฯที่มีให้กับหมู่คณะตั้งแต่เริ่มต้น

ความเป็นครู ความเป็นยาย ที่ฝังไว้ในความรู้สึกของทุกคน

ภายในใจท่านเด็ดขาดมาก สู้รบกับกิเลสมาร แต่ข้างนอกท่านมีความเมตตามากกับลูกศิษย์

นี้คือการหล่อหลอมแบบฉบับคุณยายฯ  

ปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไรกันบ้าง

ความเป็นพี่เป็นน้องจะต้องดำรงอยู่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกัน พี่น้องต้องจับมือไปด้วยกัน

เรื่องวิชชา คือ เรื่องที่จำต้องฝึกฝน จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย

ให้โอกาสกับตัวเองและหมู่คณะที่จะมาสู่เรื่องการปฏิบัติธรรมและเข้าถึงธรรม

อะไร หรือ สิ่งใด ที่จะทำลายโอกาสในการเข้าถึงธรรม เราก็ต้องเคลียร์สิ่งเหล่านั้น

และสร้างโอกาสในการเข้าถึงธรรมให้เกิดขึ้นทันที 

ที่บ้านธรรมประสิทธิ์นั้นคือ เรื่องการปฏิบัติธรรม และการศึกษาวิชชาธรรมกาย

ซึ่งเป็นวิชชาของหลวงปู่ฯ ค้นคว้านำมาต่อสู้กับกิเลสมาร

เหมือนคุณยายฯที่ท่านมีความเมตตา มีความเป็นยาย และต่อทอดสืบๆๆมา 

สร้างทีม สร้างหมู่คณะ จนกลายเป็น "ครอบครัวธรรมกาย" แบบฉบับของคุณยายฯ

เราเป็นลูกหลานศิษย์ ก็ต้อง "ธรรมรงและรักษา" เอาไว้ให้ได้

นั้นคือโอกาสในการสร้างบารมี และทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์....

 

จบพระธรรมเทศนา โดยพระครูปลัดสุวิทย์ สุวิชชาโภ

อนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ 

ขอบขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ